ศาสนา


สุขสงบ ชั่วกาลนาน

ศาสนา

คำว่า "ศาสนา" มาจากภาษาสันสกฤตว่า "สาสนํ" ถ้าเป็นภาษาบาลีว่า "สาสนํ" มีความหมายตามรูปศัพท์ว่า "คำสั่งสอน" ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า "Religion" ซึ่งมีศัพท์เดิมมาจากภาษาละตินว่า Religis คำนี้นักปราชญ์ทางภาษาศาสตร์ได้สันนิษฐานว่ามาจากคำ 2 คำ คือ Relegere ซึ่งแปลว่า การปฏิบัติต่อ หรือการเกี่ยวข้องด้วยความระมัดระวัง และ Religare ซึ่งแปลว่า ผูกพัน เพราะฉะนั้นคำว่า Religion จึงมีความหมายตามรูปศัพท์ว่า การปฏิบัติต่อ การเกี่ยวข้อง แต่อย่างไรก็ตาม การจะพิจารณาความหมายตามรูปศัพท์เพียงอย่างเดียว อาจจะไม่สามารถครอบคลุมสารัตถะที่แท้จริงของศาสนาได้ จึงควรจะได้ศึกษาพิจารณาความหมายหรือคำจำกัดความตามเนื้อหาที่นักปราชญทางศาสนาได้ให้ไว้ ซึ่งจะแตกต่างกันไป ทั้งนี้แล้วแต่ประเด็นที่ต้องการเน้นและสภาพแวดล้อม

ศาสนาเป็นสิ่งที่คนดีทุกคนใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้นำพาไปสู่สุขสงบ ใครรู้ศาสนามาอย่างไร เข้าใจไปอย่างไร นำไปใช้อย่างไร ก็มิอาจบังคับจิตใจใครได้เช่น คนที่ได้ ดินปะสิว(Potassium Nitrate) มีสูตรเคมี KNO3

-คนหนึ่ง นำไปใช้หมักปลาส้ม ปลาจ่อม ค้าขาย

-อีกคนหนึ่ง นำไปใช้ประสม ถ่าน กำมะถัน ได้ดินปืน ไปใช้ล่าสัตว์ประทังชีพ

-อีกคนหนึ่ง นำไปใส่ต้นไม้เพื่อเร่งดอก ออกนอกฤดูกาลของสิ่งเดียวมีผู้นำไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่าหนึ่งอย่างตามความรู้ความคิดความเข้าใจ

การที่คนเราเข้าใจศาสนาได้เท่าที่ปัญญาผู้นั้นมี ใช่ว่าผู้นั้นจะโง่เขลา เบาปัญญาทุกศาสนาก็บอกมาแล้วอีกว่าผู้ที่เข้าใจศาสนานั้นมีระดับไม่เท่ากันผู้มีปัญญามากไม่ดูหมิ่นดูแคลนผู้ด้อยด้วยปัญญา ให้โอกาสเขาให้อภัยเขาคนที่มีปัญญามากเป็นคนดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับจิตใจที่มีธรรมะอยู่มากน้อยเพียงใดคนที่มีปัญญาน้อยแต่มีธรรมะมากก็มีให้เห็นมากเช่นกันฉะนั้น ความโง่ กับ ความฉลาด ไม่ได้หมายถึงผู้หนึ่งผู้ใดจะเป็นคนดีมีคุณธรรม ใช้ธรรมะเป็นสรณะการฝึกตนให้มีสติสัมปชัญญะในการดำเนินชีวิตรู้คิด ผิด ชอบ ชั่ว ดี มีสติรับรู้เสมอว่า สิ่งใดควร ละ สิ่งใดควรปฏิบัติ

มนุษย์ทุกผู้ทุกนามไม่ต่างกันไปจากสัจจธรรมที่ว่าต้องต่อสู้ดิ้นรน เพื่อมีชีวิตรอด แล้วดำเนินชีวิตไปตามครรลองความเป็นมนุษยชาติเมื่อเกิดมาแล้วยอมรับการเกิด ยอมรับการมีชีวิตอยู่ของเรานำพาชีวิตจิตใจไปสู่หนทางแห่งความศาสนติ สงบสุข ไม่มีใครคนไหนบอกว่าชอบความทุกข์ชอบความวิบัติแต่มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการความสุข ความสุขที่ทุกคนต้องการก็เป็นความสุขบนความจำเริญ บนสัมมาทิฐิไม่เป็นความสุขทซึ่งได้มาบนความทุกข์ผูอื่น ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เสียหายความสุขที่แท้จริงคือ สุขสงบ ทั้งในชีวิตนี้และชีวิตหน้า

การที่คนเราเข้าใจศาสนาได้เท่าที่ปัญญาผู้นั้นมี ใช่ว่าผู้นั้นจะโง่เขลา เบาปัญญา

ทุกศาสนาก็บอกมาแล้วอีกว่าผู้ที่เข้าใจศาสนานั้นมีระดับไม่เท่ากัน

ผู้มีปัญญามากไม่ดูหมิ่นดูแคลนผู้ด้อยด้วยปัญญา ให้โอกาสเขาให้อภัยเขา

คนที่มีปัญญามากเป็นคนดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับจิตใจที่มีธรรมะอยู่มากน้อยเพียงใด

คนที่มีปัญญาน้อยแต่มีธรรมะมากก็มีให้เห็นมากเช่นกัน

ฉะนั้น ความโง่ กับ ความฉลาด

ไม่ได้หมายถึงผู้หนึ่งผู้ใดจะเป็นคนดีมีคุณธรรม ใช้ธรรมะเป็นสรณะ

การฝึกตนให้มีสติสัมปชัญญะในการดำเนินชีวิต

รู้คิด ผิด ชอบ ชั่ว ดี มีสติรับรู้เสมอว่า สิ่งใดควร ละ สิ่งใดควรปฏิบัติ

มนุษย์ทุกผู้ทุกนามไม่ต่างกันไปจากสัจจธรรมที่ว่า

ต้องต่อสู้ดิ้นรน เพื่อมีชีวิตรอด แล้วดำเนินชีวิตไปตามครรลองความเป็นมนุษยชาติ

เมื่อเกิดมาแล้วยอมรับการเกิด ยอมรับการมีชีวิตอยู่ของเรา

นำพาชีวิตจิตใจไปสู่หนทางแห่งความศาสนติ สงบสุข

ไม่มีใครคนไหนบอกว่าชอบความทุกข์ชอบความวิบัติ

แต่มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการความสุข

ความสุขที่ทุกคนต้องการก็เป็นความสุขบนความจำเริญ บนสัมมาทิฐิ

ไม่เป็นความสุขที่ซึ่งได้มาบนความทุกข์ผูอื่น ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เสียหาย

ความสุขที่แท้จริงคือ สุขสงบ ทั้งในชีวิตนี้และชีวิตหน้า

...........................................

หมายเลขบันทึก: 412238เขียนเมื่อ 6 ธันวาคม 2010 13:43 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 พฤษภาคม 2017 12:02 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (2)

สวัสดี ครับ

ความสุขที่แท้จริงคือ สุขสงบ ทั้งในชีวิตนี้และชีวิตหน้า

ขอบคุณ บันทึกที่คุณ r_นนท์ บันทึกไว้ให้อ่าน นะครับ

 

สวัสดีครับ...

ผมประทับใจบทความของคุณ r_นนท์มากครับ เป็นความอิ่มเอิบจาก 'ข้างใน'

ภาษาใสกระจ่าง สั้นกระชับ ทว่าละเมียดละไม

ชอบครับ จะแวะมาพักเรื่อย ๆ นะครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี