เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาในหมู่บ้านหนองคู
ดูวุ่นวายเพราะมียายคนหนึ่งอายุ 88 ปีหายไป แต่ "คุณระพี"
ไม่รู้เพราะไปทำงานเช้ากลับค่ำ แม่เล่าว่าตอนตี 5
คนในบ้านหายายไม่พบ ชาวบ้านช่วยกันตามหา หลังจากนั้น 2
ชม.เต็มจึงพบยาย..หลงอยู่ในสวนห่างจากบ้านไปประมาณ 400 เมตร
สรุปความว่ายายหลง..หาทางกลับบ้านไม่เจอ..ยายความจำเสื่อมลงจากบ้านมาเข้าห้องน้ำโดยไม่บอกใคร
และก็เดินไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ
"คุณระพี" เคยอ่านหนังสือเค้าบอกว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้า
จะมีผู้สูงอายุความจำเสื่อมถึง 9 ล้านคน
สาเหตุเกิดจากเลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง เพราะกินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำ
น้ำมันจะเกาะผนังลำไส้
ทำให้ดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ไปเลี้ยงสมองไม่ได้ ในหนังสือ
"กินเป็น ลืมป่วย"
แนะนำวิธีดูแลสมองไว้ จึงอยากนำมาเล่าให้ทุกท่านได้อ่าน
เผื่อมีโอกาสได้ใช้
วิธีดูแลสมอง
-
ขับถ่ายเวลา o๕-o๗ น.
- กินอาหารเช้าเวลา o๗-o๙ น.เพื่อให้เลือดรับสารอาหารไปเลี้ยงสมอง
และกินโยเกิร์ต - นมสด - น้ำผึ้ง - มานาวระหว่างเวลา ๑๓-๑๕
น.เพื่อเปลี่ยนขยะในลำไส้เล็กให้เป็น บี๑๒ แล้วส่งไปบำรุงสมอง
- ล้างระบบดูดซึมด้วยสูตรมะละกอดิบ ต้มน้ำชงชา
- ใช้กระเจี๊ยบแดงแห้งหรือสด ต้มกับพุทราจีน
ใช้ดื่มเพื่อเพื่อล้างหลอดเลือดเป็นประจำ
- กินน้ำกระชาย แล้วกินน้ำใบบัวบกตาม จะบำรุงสมองโดยตรง (ลูกไข่เน่า,
ขึ้นฉ่าย, เม็ดบัว, ลูกแปะก้วย ใช้บำรุงสมองได้ดีมาก)
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
วิธีกดจุดเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองป้องกันสมองเสื่อม
- ใช้นิ้วโป้ง กดที่ นิ้วชี้ ๒
ครั้ง
- ใช้นิ้วโป้ง กดที่ นิ้วกลาง ๑ ครั้ง
- ใช้นิ้วโป้ง กดที่ นิ้วนาง ๓ ครั้ง
- ใช้นิ้วโป้ง กดที่ นิ้วก้อย ๔ ครั้ง
- แล้วทำกลับ โดยมากดที่นิ้วนาง ๓ ครั้ง
กดที่นิ้วกลาง ๑ ครั้ง
กดที่นิ้วชี้ ๒
ครั้ง
เมื่อครบถือเป็น ๑ ชุด พอเริ่มชุดที่ ๒ เริ่มกดนิ้วกลางเลย ทำให้ครบ
๕o ชุดต่อวัน ความสัมพันธ์ของสมองกับปลายนิ้วมือ จะเกิดพลังงานครบวงจร
เป็นการกระตุ้นให้หลั่งสารเอนโดรฟิน
ลดอาการสมองเสื่อมได้อีกวิธีหนึ่ง
การฝึกหายใจเข้าลึกๆให้พุงป่องออก
หายใจออกให้พุงยุบลง
จะช่วยกระตุ้นเซลล์สมองที่ควบคุมโปรแกรมความจำที่ดีงาม (การหายใจถี่ๆ
ตื้นๆ เร็วๆ จะกระตุ้นเซลล์สมองที่บันทึกเรื่องไม่ดีเอาไว้
ออกมาใช้งาน)
วิธีเหล่านี้อาจช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อย ต้องขอบคุณ "คุณหมอช้า ชาติชัย ดวงดีเด่น"
ที่ให้หนังสือมาอ่านค่ะ
ยังไม่หมดนะคะ
อยากเชิญคุณผู้อ่านทุกท่าน เข้าไปอ่าน comment ด้านล่างของบันทึกนี้ค่ะ
เป็นประสบการณ์ตรงของ "พี่สุ" ที่สะท้อนภาวะสมองเสื่อมได้อย่างดี
อ่านแล้ว อยากร่วมแบ่งปันจริงๆค่ะ
"อย่าลืมหันกลับไปมอง คนใกล้ๆตัวคุณ"
สวัสดีค่ะ
ใช่ค่ะ"พี่คิม"ขนาดบางสิ่ง ที่เรากำลัง"จะพูด-จะคิด"แต่ก็นึกไม่ออก ติดอยู่ที่ปากนี่เอง หุหุ ตอนนี้กำลังสอนแม่กดนิ้ว เผื่อช่วยได้
สวัสดีคะคุณระพี ขอบคุณมากเลยจะจดจำไว้คะ เพราะตนเองก็จะแก่ไปหน้าเช่นกันคะ และถ้าหากว่ารู้เร็วกว่านี้ ก็จะได้ พาแม่ตนเองทำบ้างคะ แม่อายุได้81ปี ท่านเสียจากไปเมื่อปี 51 เดือนพฤศจิกายนคะ สาเหตุก็ความจำเสื่อม และเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ อาการเหมือนที่คุณเขียนคะ อาจจะสมบูรณ์เกินไป เพราะพี่สุ อะไรที่ท่านชอบ หามาให้ท่านทานคะ แต่พอขอดูปาก ฟันไม่เหลือเลยคะ
ตอนที่ท่านเป็นความจำเสื่อม พูดไม่รู้เรื่อง ไม่เป็นคำ แล้วก็พูดกลับคำคะ แต่ท่านไม่แสดงให้ลูกรู้ว่าตนเองมีอะไรผิดปกติ กลายเป็นคนไม่พูด เพราะพูดไม่ถูก ไม่เข้าใจกัน หลงบ้าน เดินทางจากบ้านตน ไปบ้านลูกสาว ไปอีกทาง มีคนรู้จัก ซ้อนมอร์เตอร์ไซค์มาส่งที่บ้านลูก
อาการจากดู เหมือนไม่ได้เป็นอะไร แต่ในที่สุดก็หัวใจล้มเหลวคะ
ฉะนั้น เรื่องนี้ดีมาก จะได้เป็นอุทาหรณ์ให้ลูก ให้สังเกตอาการความชราของพ่อแม่ เพราะความที่เคยอยู่กันมาตลอด จนถือว่าเป็นเรื่องปกติไม่ได้สังเกตความผิดปกติ และทำงาน ช่วงนั้นเรียน หาศักยภาพ ตอนแก่ ความรู้ยุคโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนแปลงไป ในสมัยใหม่ ระดับปริญญาตรี จนลืมสังเกต เพราะเรียนพร้อมทำงานคะ ไม่ได้มีเวลาดูแลอย่างใกล้ชิด คิดว่าใกล้จะจบแล้ว จะได้ดูแล อย่างใกล้ชิด เสียที แต่พอจบ ยังไม่ได้รับปริญญาให้เห็นเลย ท่านก็จากไปเสียแล้ว ในช่วงนั้น ท่านก็ไม่รู้ว่า ลูกเรียนตอนแก่ เลยทิ้งห่างความสนใจลงไป ท่านคงคิดน้อยใจ ที่ทำไม ลูกถึงไม่ใส่ใจแม่เลย เรียนหนัก การบ้านเยอะ
ถ้ารู้ที่คุณระพีเขียนมาเร็วกว่านี้ คงจะได้พาท่านกดนิ้ว อยู่ใกล้ท่าน ท่านคงจะอิ่มใจหรือดีใจ ที่อย่างน้อย ลูกก็มาสนใจอยู่ ก็เสียใจคะ แต่ท่านอายุ 81 ปีแล้ว ท่านจากไปก็ได้แต่ทำใจ ให้กำลังใจตนเองเสมอว่า เราทำดีที่สุดแล้ว ถึงเวลาที่ท่านต้องจากไป แม้ว่าท่านอยู่ต่อไป ก็ทรมานท่านเจ็บปวด บางครั้งท่านจะกดหน้าอก ทางซ้าย เจ็บหัวใจ แต่พี่สุคิดว่า แค้นน้ำ แค้นข้าว คือกลืนไม่ลง ได้แต่ทุบหลังให้ ท่านก็ไม่บอกอะไรเลยคะ
พี่สุถึงรู้ความจริง ตอนที่ท่านจากไปแล้ว ว่า ท่านรู้ตัวดี ว่าท่านจะอยู่อีกไม่นาน ท่านทำอะไรที่จำเป็นไว้หลายอย่าง พี่สุยังไม่รู้สึกหรือสังหรณ์ใจเลย
และในที่สุดท่านก็จากไป คือหัวใจหยุดทำงาน หายใจด้วยปอด ไปรักษาด่วนก็ช่วยไม่ทันคะ พี่สุจึงอยากจะให้ลูกทุกคน ถ้ามีเวลาหรือโอกาส ให้กลับบ้านไปคลุกคลี กับคนแก่โดยเฉพาะพ่อกับแม่ให้มากที่สุด สังเกตอาการ เพราะแม่พี่สุ ท่านไม่บอกอะไรเลย ว่าขณะนี้ร่างกายของท่านผิดปกติไปแล้ว กลัวลูกลำบาก
พี่สุเขียนยาวไปหน่อย เพราะบทความของคุณดีมาก พี่สุอยากให้ลูกทุกๆๆคน นำไปคลุกคลี สอนให้พ่อแม่ตน ท่านจะดีใจมากทีเดียวคะ เพราะใกล้ชิดกันคะ
พี่สุเขียนไป ก็สะอึกไปคะ คิดถึงแม่ อยากให้กลับมา พี่สุจะพาท่านหัดกดทุกๆๆ วันและจะชดเชย ที่ทิ้งห่างไป เพราะความปกติ จนไม่ได้สังเกตคะ
"พี่สุ"คะ เข้าใจความรู้สึกของพี่ค่ะ เพราะขนาดเป็นคนอ่านยังรู้สึกตื้นตัน ร้อนที่ตา น้ำตาซึมเลยค่ะ น่าจะบันทึกให้ทุกคนได้อ่านนะคะ (หรือว่าเคยเขียนแล้ว) เพราะคนส่วนใหญ่มักจะลืมความรักที่อยู่ใกล้ตัว ออกไปแสวงหาความต้องการสารพัด เพื่อความสุขสบาย จนเมื่อต้องสูญเสียไปถึงจะนึกได้
ขอบคุณนะคะ
คุณระพีคะ ความรู้สึกแบบนี้ พึ่งเกิด จากการเรื่องราวจากบล็อกของคุณ ยังได้เขียนความรู้สึกนี้ในบล็อก เพราะมันไม่ได้เกิดความรู้สึกนี้ ขึ้นมาได้ง่ายๆๆ พี่สุไปเจอบล็อกไหน ที่พูดเกี่ยวกับดูแลพ่อแม่หรือคนแก่ พี่สุก็ได้เพียงสนับสนุน หรือส่งเสริมอุทาหรณ์ ไม่ให้เกิดกับใครเหมือนเกิดกับพี่สุคะ ก็ได้แค่นั้น ถ้าอยู่ๆ ไปเขียนเลย ความรู้สึกในช่วงนั้น อาจจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือความกตัญญูต่อแม่ และคิดถึงเท่านั้น อาจจะไม่รู้สึกเท่านี้คะ ถ้าหากว่า อยากให้ เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์กับคนอื่น คุณระพี คงต้องไปเลือก แล้วเชิญ พี่น้อง มิตร GTK เข้ามาอ่านคะ แต่จะมีคนสนใจอ่าน อุทาหรณ์กี่คน ถ้าคุณระพี ไม่เน้นว่า ไปดูเม้นท์พี่สุกันคะ ก็อยู่ที่คุณระพี หวังดีต่อใครบ้าง ก็เชิญมาอ่านเลยคะ
-พี่สุยังไม่ค่อยคุ้นเคยคณระพี แต่เผอิญว่า สนใจ เรื่องนี้คะ ขอบคุณมากนะคะ และคิดว่า ถ้ามีเวลา จะเข้ามาอ่านเสมอคะ พี่สุเข้าได้กับทุกๆๆอาชีพคะ
-เพียงแต่ว่า ช่วงนี้ พี่สุ จิตอาสา เลี้ยงเหลน เป็นลูกตนเอง เลยทำให้เวลาที่เคยมี ไม่มีคะ บทความพี่สุทุกบท พยายามจะเน้นความคิดคะ ไปหละคะ
-เรื่องเม้นท์พี่สุ จะเม้นท์ยาวกว่าคนอื่นคะ เพราะพี่สุจะใส่ใจในเรื่องที่อ่านมากคะ
-
ขอบคุณ "พี่สุ" นะคะที่แนะนำ
เพิ่มเติมแล้วค่ะ
โชคดีที่คุณยายไม่หลงไปไกล และช่วยกันหาจนเจอ (มีอีกหลายคนที่หาไม่พบ)
สงสัยต้องชวนคุณแม่หัดกดนิ้วบ้างแล้วค่ะ
อ่าน comment พี่สุ แล้วค่ะ เป็นอุทาหรณ์อย่างดีเลย
สวัสดีคะ คุณระพี
น่าสนใจมากคะ
และแม่ต้อยจะจำเอาไว้ปรนนิบัติคุณยายด้วยคะ
ขอบคุณมากนะคะ
สวัสดีครับคุณ ระพี รำๆจะเหมือนคุณยายแล้วครับ เริ่งหลงแล้วเหมือนกัน
ขอบคุณเรื่องอาหารเพื่อกันลืม
"kruaoy" สวัสดีค่ะ ต้อง 50 ชุดต่อวันนะคะ อย่าลืม
"แม่ต้อย" สวัสดีค่ะ ขอให้คุณยายความจำดี ตลอดไปนะคะ
"วอญ่าท่านผู้เฒ่า" อาหารเช้าสำคัญกับสมองมากค่ะ ขอบอก
น่าสนใจมากกจ้า ... เนื่องจากไม่เหลือใครแล้ว ..ก็ต้องบำรุงสมองตัวเองละซิ
แม่นแล้ว"พี่เปีย"
ต่อไปจะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลาน หุหุ