ทำขวัญนาค 9 (ทำอย่างไรจึงเรียกว่าพิธีทำขวัญนาค)

การรักษาไว้ซึ่งขนบประเพณีเก่า ๆ อาจทำได้ยากขึ้นทุกที คงจะต้องเลือกรับสิ่งที่มีความเหมาะสม

ทำขวัญนาค 9

(ทำอย่างไรจึงเรียกว่าพิธีทำขวัญนาค)

โดย ชำเลือง มณีวงษ์

ผู้มีผลงานดีเด่น รางวัลราชมงคลสรรเสริญ ปี 2547

          พิธีทำขวัญนาคมีระเบียบ แบบแผน มีขั้นมีตอนในการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มต้นไปจนเสร็จพิธี สิ่งของทุก ๆ อย่างที่นำเอามาใช้ประกอบในพิธีล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งแทนค่าความรู้สึกนึกคิด เป็นสิ่งของมงคลที่ช่วยหนุนนำความเชื่อและศรัทธาให้ผู้ที่จะบวชได้ทำใจให้ผ่องใส สะอาด บริสุทธิ์ มีสมาธิตั้งมั่นและมีความมั่นคงแน่วแน่

          โหราจารย์หรือจ้าวพิธีผู้ซึ่งได้ผ่านการเรียนรู้ได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากหมอทำขวัญนาครุ่นเก่า ได้รับการครอบครูมาให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อจากท่านได้อย่างถูกต้อง กว่าที่บุคคลผู้หนึ่งจะมานั่งประกอบพิธีในงานที่มีความสำคัญ อันเป็นงานมงคลที่ยิ่งใหญ่ของแต่ละครอบครัวได้นั้น หมอทำขวัญนาคจะต้องเป็นผู้สูงวัย เป็นผู้ที่บำเพ็ญศีลภาวนา มีสง่าราศี มีความน่าเชื่อถือยอมรับนับถือ ได้ผ่านการบวชเรียนมาแล้ว เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นหมอขวัญ สิ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ คำสอน คำแนะนำที่จะนำพานาคไปสู่ความรู้ในกิจของสงฆ์และการปฏิบัติตัวเมื่ออยู่ในเพศบรรพชิต

          

          ในพิธีทำขวัญนาคจะต้องมีบายศรีต้นหรือหลักบายศรี 3 ชั้น หรือ 5 ชั้น หรือ 7 ชั้น (โดยมากนิยมบายศรี 5 ชั้น ไม่ใช้บายศรี 9 ชั้น) จะเป็นบายศรีแห้งหรือบายศรีสดก็อนุโลมให้ใช้ได้ ตั้งบายศรีให้มั่นคงและยึดด้วยไม้ขนาบบายศรี เป็นไม่ไผ่ผ่า 3 ซีก (เรียกว่าไม้ซีก) ใช้ด้ายสายสิญจน์มัดให้แน่นทั้งตอนบนตอนกลางและตอนล่าง เพื่อป้องกันไม่ให้บายศรีซวนเซ ในบายศรีแต่ละชั้นใส่อาหารคาวหวาน ขนมต้มแดงต้มขาว ส่วนข้าวปากหม้อและไข่ต้มใส่ไว้ที่ยอดบายศรี และที่ยอดบายศรปักเทียนชัยเอาไว้ 1 เล่ม แต่ถ้าสิ่งยึดเหนี่ยวไม่มั่นคงให้ปักเทียนชัยเอาไว้ที่พานข้าวสารแทน (เทียนจะได้ไม่ร่วงหล่นลงมา)

          มีใบตอง 3 ก้าน ตัดให้สุดก้าน ไม่ให้หูใบตองติดอยู่ที่ต้น ใบตองทั้ง 3 ก้านควรมีขนาดเท่า ๆ กันเมือเวลาห่อใบตองด้วยผ้าหุ้มบายศรีแล้วจะได้ดูสวยงามพอเหมาะ ใบตองทั้ง 3 ก้านที่มีความยาวพอดีจะช่วยให้เวลานาคอุ้มไม่ยาวเกะกะมากจนเกินไป ความละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ บางครั้งก็มีความสำคัญให้ต้องพิถีพิถันบ้างเหมือนกัน

          ในสมัยก่อน เมื่อ 30-50 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ผมเริ่มออกไปประกอบพิธีกับคุณตาวัน มีชนะ ท่านจะย้ำเสมอว่า เวลาหุ้มบายศรี (แต่ก่อนใช้ผ้าม่านผืนขนาดเล็ก) ให้มัดมุมหนึ่งของผ้าม่านติดกับไม้ซีกที่ตอนบนให้แน่นหนาแล้วส่งผ้าม่านพันรอบบายศรีโดยส่งด้วยมือซ้ายและรับผ้าด้วยมือขวา ผ้าที่หุ้มบายศรีก็จะเวียนรอบหลักบายศรีแบบทักษิณาวัตร (เวียนขวา) เมื่อพันผ้ารอบบายศรีและมัดด้วยสายสิญจน์สวยงามแล้ว ให้นำเอาพวงเงินพวงทองมาคล้องที่หลักบายศรี ชาวบ้านที่มีความรู้เก่า ๆ ท่านจะทำพวงเงินพวงทองเอาไว้สำเร็จรูปและนำเอามามอบให้หมอทำขวัญคล้องที่บายศรี พวงเงินได้แก่เครื่องเงินทุกชนิดร้อยติดต่อกันมา ส่วนพวงทองได้แก่สร้อยทองคำ แหวน กำไล เดี๋ยวนี้ทองมีค่าสูงมากก็ลดละในประเด็นนี้ไปนานแล้ว (บางท้องถิ่นก็ยังมี)

          เครื่องกระยาบวช 1 สำรับ ประกอบด้วย ขนมต้มแดง ต้มขาว ข้าวปากหม้อ ไข่ต้ม วางไว้ในถ้วยที่มีบายศรีปากชาม 3 หวีรองรับทั้ง 3-4 ถ้วย จัดไว้ในสำรับเดียวกัน มีกล้วยหวีงาม มีหมูวางบนใบตอง (หมูนอนตอง) มีมะพร้าวอ่อน 1 ผล (เปิดฝาให้สามารถใช้ช้อนตักน้ำมะพร้าวป้อนนาคได้) มีอาหารคาวหวาน 1 สำรับ (ปัจจุบันอาจไม่มีก็ได้)

          สิ่งของที่จะต้องเตรียมนำเอามาใช้ในที่ประกอบพิธีที่สำคัญยังมีอีก ได้แก่ ขันน้ำ 2 ใบ (แต่เดิมใช้ขันลงหิน) ห้ามใช้ขันน้ำที่ปากรอม คือ ม้วนขอบปากขันเข้าใน แต่ในปัจจุบันอนุโลมใช้ขันเงินกันได้เพราจะหาขันลงหินได้ยากมากขึ้น ขันใบหนึ่งใส่น้ำสำหรับทำน้ำมนต์ ในขันน้ำมนต์จะมีใบพลู 7 ใบลงคาถาลอยอยู่ในน้ำมนต์ ส่วนขันอีกใบหนึ่ง ใช้ใส่ข้าวสารปักแว่นเวียนเทียน

          แว่นเวียนเทียน มี 3 แว่นติดเทียนแว่นละ 3 เล่มอยู่กับแว่นติดเทียน แว่นที่ 1 รูปพระพุทธ แว่นที่ 2 หอยสังข์ แว่นที่ 3 รูปพญานาค หากไม่มีแว่นติดเทียนก็อนุโลมให้ใช้กาบกล้วย แก้วน้ำ หรือหวีหวีผมแทนตามความจำเป็น ส่วนมากแล้วหาขอยืมได้ที่วัดใกล้ ๆ บ้านแต่บางครั้งท่านเจ้าภาพก็อาจจะลืมไปก็มีจึงต้องกาวัสดุทดแทน ใช้เทียนทั้งหมด 9 เล่มรวมกับเทียนชัยอีก 1 เล่ม เป็น 10 เล่ม

          แป้งหอมน้ำมันหอมเจิมหน้านาค โดยทั่วไปใช้แป้งจากดินสอพองผสมกับน้ำมนต์หรือน้ำหอมคนให้เข้ากันแล้วเสกคาถา “นะเมตตา......” สำหรับเจิมหน้านาค อาจจะใช้แป้งเม็ด หรือใช้แป้งน้ำจากขวดโดยเขย่าให้แป้งเข้ากับน้ำเสียก่อน แล้วจึงเทลงในถ้วยใส่แป้ง กว่าจะถึงพิธีเจิมหน้านาคแป้งก็จวนจะแห้งแล้ว

          ด้ายสายสิญจน์ ควรเตรียมเอาไว้ 1 มัด/ม้วน บางท้องที่ใช้ด้ายขนาดใหญ่ เพื่อที่จะ ให้ญาติกาผูกข้อมือเรียกขวัญให้เจ้านาคตอนสุดท้าย  บางท้องที่ใช้เป็นสายโยงเชื่อมต่อจากหลักบายศรีไปยังญาติที่มานั่งเวียนเทียน เพื่อที่จะให้เจ้านาคกราบลาขอขมาและอโหสิกรรม ในส่วนนี้บางครั้งหมอทำขวัญต้องยกให้พิธีกรท้องถิ่นดำเนินงานต่อไปเพื่อที่จะให้ถูกต้องตามประเพณีของท้องถิ่น

          มีพานไหว้บูชาครูในตอนเริ่มต้นพิธี ในพานประกอบด้วยดอกไม้สี ธูป 3, 5 ดอก มากกว่านั้นได้แต่เพิ่มเป็น 7, 9 ดอกได้ เทียน  1-2 เล่ม หมาก 5 คำ ยาสูบ 1 ซอง เหล้าขาว 1 ขวด เงินกำนล 6 บาท หรือ 12 บาท (เกินกว่านี้ได้)

         

ทำอย่างไรจึงจะเรียกว่าพิธีทำขวัญนาค

          เนื่องจากการทำขวัญนาค เป็นพิธีที่มีขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นจนพิธีกรรมเสร็จสมบูรณ์ ผู้ที่ทำหน้าที่ประกอบพิธี เท่าที่ผมได้เห็นมาบางท่านก็สวมชุดที่ดูสุภาพเรียบร้อย บางท่านสวมใส่ชุดสีขาวดูสะอาดตา หมอบางท่านสวมชุดใหญ่อย่างขุนนางในอดีต ชุดที่หมอสวมใส่จะต้องให้ดูน่าเลื่อมใสศรัทธา ไม่มีสีสันที่สดใสฉูดฉาดจนเกินไป  ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นโหราจารย์จะต้องเริ่มต้นประกอบพิธี ดังนี้

1. ขั้นเตรียมการที่จะเข้าสู้พิธีทำขวัญนาค

    -  จัดตั้งหลักบายศรีให้มั่นคงแน่นหนา โดยขนาบด้วยไม้ 3 ซีกและมัดให้แน่น

    -  จัดเตรียมพาน สำรับอาหารบูชาครู จุดเทียน ธูปไหว้ครูที่สอนทำขวัญนาคมาให้

    -  นำเอาขันน้ำมาวางตรงหน้า จุดเทียนท่องคาถาทำน้ำมนต์ หยดเทียนลงในขันน้ำ

    -  นำเอาใบพลูมาลงคาถา ลอยไว้ในขันน้ำมนต์ นำอาหารใส่ไว้ในแต่ละชั้นบายศรี

    -  นำเอาใบตองทั้ง 3 ก้านมาหุ้มหลักบายศรี นำเอาผ้าแพร ผ้าสีหรือผ้าม่านห่อหุ้มบายศรีให้มิดชิดและสวยงามโดยพันผ้าเวียนขวาแล้วมัดด้วยสายสิญจน์ 1 เปลาะ

    -  นำเอาเทียนมาติดที่แว่นเวียนเทียน แว่นละ 3 เล่ม ติด 3 แว่น ปักไว้ที่ขันข้าวสาร

    -  เลือกทิศทางในการนั่งให้ไม่ตรงกับทิศมีผีหลวง ดูตามวันที่มีผีหลวงจับประจำทิศ ให้หลบทิศนั้นด้วย

    -  จัดระดับของการนั่ง หมอทำขวัญนาคไม่ควรนั่งต่ำกว่าเจ้านาค อย่างน้อยก็อยู่ในระดับพื้นเดียวกัน

2. ขั้นตอนในพิธีทำขวัญนาค

    - เชิญเจ้านาค บิดา มารดาและญาติทั้งหมดที่มาร่วมงานได้เข้ามายังบริเวณพิธี

    - หมอทำขวัญนาคเกริ่นนำ พูดอธิบายอานิสงที่ทุกฝ่ายพึงจะได้รับในการบวชพระ

    - ร้องทำนองเชิญเทวา บูชาครู เคารพคุณและยกย่องเกียรติยศของเจ้านาค

    - กล่าวถึงตอนปฏิสนธิ การกำเนิดเกิดมาของคนเรา ให้รู้ถึงบุญคุณของบิดามารดา ด้วยท่วงทำนองที่เหมาะสม อธิบายการเลี้ยงดูอุ้มชูมาตั้งแต่ยังเยาว์จนถึงวันนี้

    - กล่าวถึงนามนาค หรือสำเภาทองของนาค เส้นทางของการบวชพระที่เกิดจากความมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา

    - ร้องเป็นทำนองสอนนาค ให้ข้อคิดในกิจของสงฆ์ ข้อควรปฏิบัติข้อห้ามที่ต้องระวัง

    - เชิญขวัญนาคด้วยทำนองเสนาะหรือทำนองอื่นที่ทดแทนกันได้อย่างซึ้งใจ

    - กล่าวถึงบายศรีและสิ่งของที่นำเอามาใช้ประกอบพิธีว่าทดแทนอะไรกันบ้าง

    - จุดเทียนชัย ร้องส่งทำนองนางนาคหรือทำนองที่เหมาะสมในการเวียนเทียน ส่งแว่นเทียนให้บิดาเริ่มต้นไปจนครบ 3 รอบ เบิกบายศรี (เปิดผ้าหุ้มบายศรีมาห่อใบตองให้นาคอุ้มเอาไว้)

    - นำเอามะพร้าวอ่อนมาตักขวัญข้าว ไข่ขวัญใส่ลงไปแล้วตักน้ำป้อนนาค 3 ครั้ง

    - หมอรับแว่นเวียนเทียนทั้ง 3 แว่น แกะเทียนมารวมกันทั้ง 9 เล่ม หยิบใบพลูในขันน้ำมนต์พรมน้ำมนต์ไปที่เจ้านาคและหลักบายศรีจนถึงผู้ที่มาร่วมพิธี นำใบพลูมารองรับเทียนวนไปรอบหลักบายศรี 3 รอบแล้วกระพุ่มเทียนควันเทียนเป่าใส่หน้านาค ให้เจ้านาคอ้าปากรับควันเทียน

    - หมอทำขวัญนำเอาแป้งหอมมาเจิมที่หน้าผากให้เจ้านาค ว่าคาถา “มะ อะ อุ” และแปลคาถาด้วย  

    - จัดให้บิดามารดานั่งคู่กันแล้วให้นาคส่งตองขวัญที่ห่อหุ้มให้กับบิดามารดา นาคกราบขอขมาและรับตองขวัญกลับคืนนำเอาไปวางไว้ในที่สูง เป็นเสร็จพิธี

3. ขั้นตอนหลังพิธีทำขวัญนาค

    - ให้นาคถือพานเข้ามากราบขอขมาญาติพี่น้องที่ยังนั่งรออยู่ในพิธี บางท้องที่อาจ

      เป็นการใช้ด้ายสายสิญจน์ผูกข้อมือให้เจ้านาคแล้วให้ศีลให้พร

    - หมอทำขวัญแสดงความเคารพในพิธีโดยกราบ 3 ครั้ง ลาครูที่หน้าบายศรี

    - จัดเก็บสิ่งของบูชาครูและจัดสถานที่ให้ดูมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ในยุคปัจจุบันนี้ ได้พบเห็นอะไรบ้างในพิธีที่เรียกว่าทำขวัญนาค

          1. ได้พบว่า หมอทำขวัญนาคในยุคปัจจุบัน ไม่ได้เน้นการประกอบพิธีเหมือนในสมัยก่อน แต่มาเน้นการแสดงทำขวัญนาคมากกว่า เพราะตั้งแต่เริ่มต้นพิธี ไม่ได้ตั้งต้นที่มนต์คาถา ว่าได้ก็ว่าเอา ไม่มีการเรียงลำดับอย่างเป็นระบบ นำเสนอแบบการร้องเพลงเสียมากกว่า ถึงแม้ว่าเพลงที่ร้องจะมีความเกี่ยวข้องในพิธีทำขวัญนาค แต่ก็เป็นเพลงที่ฟังสนุกสนาน นึกจะจับตอนใดมากล่าวก็นำเอามาขาดความสัมพันธ์กันของเนื้อหาสาระ ไม่ได้นำไปสู่การให้ข้อคิดคติธรรมดังในอดีตที่ผ่านมา อายุของหมอทำขวัญนาคลดลง (หมายถึงหมอที่ทำหน้าที่ประกอบพิธี) อายุ 17-19 ปี หรือต่ำกว่านั้น ยังอายุไม่ครบบวช

          2. ทำให้ได้เห็นความตรงกันข้ามกับที่รุ่นครูได้ปฏิบัติได้กระทำกันมาในอดีตหลายอย่าง เช่น ระดับของการนั่งทำขวัญนาค ในอดีตที่ผ่านมาผมก็ยังเคยนั่งบนตั่งทำขวัญนาค เจ้าภาพเขาต้องการยกพื้นให้สูงกว่าพื้นเวทีขึ้นไปโดยนำเอาตั่งขนาดใหญ่มาวางแล้วจัดพิธีบนนั้น ตั้งหลักบายศรี ปูพรมเต็มพื้นที่ แต่หมอขวัญไม่ควรนั่งต่ำกว่านาคหรือผู้ที่จะบวช

          3. การเวียนเทียนของญาติพี่น้องที่มาร่วมพิธี เมื่อหมอทำขวัญนาคจุดแว่นเทียน แว่นที่ 1 พร้อมกับว่ามนต์คาถากำกับจนจบแล้วเวียนไปรอบหลักบายศรี (บายศรีสดอาจวนรอบไม่ได้) แล้วส่งให้บิดาของนาครับไว้เวียนเสร็จปัดควันเทียนออกจากตัวส่งต่อไปให้คนที่อยู่ซ้ายมือ คือจะต้องเวียนจากซ้ายไปขวา (ทักษิณาวัตร) ในงานมงคล แต่ในภาพจริงได้พบว่าเวียนจากขวาไปซ้ายก็มี หากไม่มีใครทักก็แล้วกันไปแต่ถ้าผู้รู้ได้พบเข้าจะกล่าวตำหนิได้ว่าไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้องตามระบอบของพิธี

          4. ได้พบว่า ในระหว่างที่มีการประกอบพิธี โดยเฉพาะช่วงตอนหรือเวลาที่หมอร้องเป็นทำนองเพลงสมัยใหม่ จะมีผู้ที่มาร่วมงานออกไปรำเต้นกันอย่างสนุกสุดเหวี่ยง ในยุคก่อน ๆ หรือในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการรำและเต้นประกอบในพิธีทำขวัญนาค แต่เป็นบางช่วงบางตอนและกริยาอาการที่พวกเขาแสดงออกก็ดูสุภาพเรียบร้อยไม่รุนแรงจนเกินไป เรียกว่าสนุกแต่พอดีไม่ถึงกับสนุกสุดมันส์

          5. บายศรีที่ใช้ในการประกอบพิธีทำขวัญนาคมีวิวัฒนาการจากการใช้วัสดุที่เป็นโลหะบาง ๆ มาเป็นวัสดุจากพืชสด ๆ มาประดิษฐ์เป็นบายศรี จัดเป็นช่อเป็นชั้นอย่างสวยงามมีทั้งดอกไม้ประดับแทรกแซมอย่างวิจิตรบรรจง บางงานจัดพายศรีด้วยพานโตกซ้อนเป็นชั้นลดหลั่นขนาดกันลงมาจากยอดจนถึงพื้น ในบายศรีแต่ละชั้นจะมีที่ว่างเอาไว้สำหรับวางอาหารคาวหวาน เครื่องสังเวยที่เรียกว่า เครื่องกระยาบวช ส่วนบนยอดสุดของบายศรีจะเป็นที่วางข้าวขวัญและไข่ขวัญ ปัจจุบันในบางที่ บายศรีทำด้วยดอกไม้สด และจัดพานผลไม้เอาไว้อย่างงดงามประกอบพิธี

          6. ได้พบว่า ท่วงทำนองที่หมอทำขวัญนาคนำเอามาใช้ร้องประกอบพิธี เป็นทำนองสากลนิยมมากขึ้น ผู้ฟังสนุกแต่จิตใจไม่สงบ อาจจะไม่นำไปสู่การมีสมาธิที่มั่นคง ทำนองเดิมที่ฟังแล้วซาบซึ้งชวนให้คิดตาม ในพิธีทำขวัญนาค ท่วงทำนองที่ใช้เป็นหลักคือ “ทำนองธรรมวัตร” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ทำนองเสนาะ” มาจากทำนองที่พระคุณเจ้าท่านเทศนาบนธรรมาสน์เทศน์ในอดีตก่อนที่จะพัฒนามาเป็นเทศนาทำนองแหล่อย่างที่พบเห็นกันในยุคปัจจุบัน

          7. ใช้วงดนตรีสากล เครื่องดนตรีต้องมีเครื่องไฟฟ้าขยายเสียงเข้ามาร่วมบรรเลงในพิธีทำขวัญนาค เสียงบรรเลงของวงดนตรีประเภทนี้จะรุกเร้า ถึงตอนโซโล่ตอนลงเพลงก่อนที่จะมาเข้าสู่ตอนใหม่จังหวะก็น่าที่จะออกมาเต้นกันอย่างสุขใจในอารมณ์ ต่างกับสมัยก่อนที่ใช้วงดนตรีไทย หรืออย่างดีก็เป็นแตรวงที่นั่งเป่าเป็นเพลงเรียบ ๆ ในทำนองไทยเดิมหรือทำนองเพลงลูกทุ่งบ้างก็เป็นท่วงทำนองที่อิงไทยเดิมที่ฟังแล้วได้สติ สงบ จิตสว่าง อาจจะมองแตกต่างกันในแง่ความคิด

          8. ในพิธีทำขวัญนาคจะประกอบไปด้วย “พูดร้องท่องคาถา” พูดเป็นการแนะนำสั่งสอน อบรมให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ร้องเป็นการสอดแทรกเพิ่มเติมในเกล็ดย่อยที่ออกนอกเหนือจากเนื้อหาไปบ้าง ส่วนคาถาเป็นการกำกับในแต่ขั้นตอนของพิธีเพื่อความเป็นมงคลแก่ผู้ที่กระทำดี มีความตั้งใจที่จะบวชสืบต่อพระพุทธศาสนา แต่ในยุคปัจจุบันบางงานพบว่า มีแต่การแสดงที่เป็นการร้องเพลงอย่างมหรสพ มากว่าที่จะเรียกว่าเป็นพิธี

          9. การพูดสามารถที่จะจดจำมาจากหมอทำขวัญท่านอื่น ๆ ที่ชื่นชอบนำเอามาใช้งานได้ การร้องเพลงสามารถที่จะฝึกร้อง ฝึกแหล่ ฝึกร้องเพลงไทยเดิมได้ แต่คาถาและพิธีกรรมจะต้องฝึกปฏิบัติมาจากครูต้นแบบที่เป็นหมอทำขวัญนาคในอดีตที่มีภูมิรู้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วถ่ายทอดมายังคนรุ่นใหม่รับมรดกกันต่อ ๆ มาเป็นช่วง ๆ อย่างต่อเนื่อง ในกรณีที่หมอขวัญรุ่นใหม่ใช้วิธีจำพิธีกรรมก็อาจจะเกิดข้อบกพร่องผิดพลาดให้พบเห็นได้ ในกรณีอย่างนี้มนต์เสน่ห์ความขลัง ความน่าเชื่อถือศรัทธาก็ลดน้อยถอยลงไปได้

          ดังนั้นถ้าผู้ที่กระทำพิธีขาดในกรณีใดกรณีหนึ่งไปใน 9 ข้อที่กล่าวมาก็จะเกิดความผิดพลาดบกพร่องได้ ถ้าขาดตกบกพร่องหรือหายไปหลายข้อ ท่านผู้รู้ก็จะมองได้ว่า นี่มิใช่พิธีทำขวัญนาค แต่เป็นการโชว์อะไรสักอย่างหนึ่งที่ศิลปินท่านนั้นมีความถนัดเป็นพิเศษ ยิ่งมีความเบี่ยงเบนมากเท่าไร ความมีมนต์ขลังก็จะจางหายไปด้วย จึงทำให้ค่านิยมในการจัดให้มีพิธีทำขวัญนาคลดน้อยลงไป เพราะนอกจากจะไม่สอดคล้องกับการทำพิธีแล้วยังไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการบวชอีกด้วย

                            

          แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเจริญยิ่งขึ้นทุกขณะ การรักษาไว้ซึ่งขนบประเพณีเก่า ๆ อาจทำได้ยากขึ้นทุกที คงจะต้องเลือกรับสิ่งที่มีความเหมาะสม ไม่เกินเลยจนดูออกนอกเส้นทางไปมากก็คงเป็นที่ยอมรับได้อยู่ ครับ

ติดตามอ่าน GotoKnow.org (Blog to Book) บล็อก "ทำขวัญนาค" 50 ตอน ได้ที่เว็บ Partal in THailand : http://portal.in.th/kwannak/pages/13087/  (11 ธ.ค. 2553)

ติดตาม ตอนที่ 10 (เชิญหมอขวัญมาทำพิธีหรือมีความต้องการอย่างอื่น)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ทำขวัญนาค

คำสำคัญ (Tags)#ภูมิปัญญาท้องถิ่น#ทำขวัญนาค#พิธีทำขวัญนาค#ข้อคิด ปรัชญา ศาสนา#ข้อคิด ความเชื่อที่มีมานาน

หมายเลขบันทึก: 411469, เขียน: 01 Dec 2010 @ 21:08 (), แก้ไข: 23 Jun 2012 @ 23:27 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก


ความเห็น (2)

  • สวัสดีครับ
  • บันทึกนี้ทำให้ผมนึกถึงการมีโอกาสได้บวชเมื่อ 8 ปีก่อน การเตรียมตัวบวช มีขั้นตอนหลายอย่าง ตอนแรกผมกะว่าจะทำเป็น ปอยดัก(คืองานบวชพระที่ทำกันเล็กๆ เงียบๆ ดักก็คือ เงียบครับ คือทำแบบประหยัด ไม่มีพิรีตองมากมาย) เอาไปเอามาพอหลายคนรู้ กลายเป็นงานที่มีพ่อแม่ พี่น้อง มาร่วมงานมากมายเพราะถือว่าเป็นงานบุญ ไม่ต้องออกบัตร การ์ดเชิญทุกคนก็เต็มใจมา ก่อนทำขวัญ ก็จะมีผู้เฒ่าผู้แก่มัดมือ ยังประทับใจจนทุกวันนี้ครับ ส่วนการทำขวัญนาค ถือเป็นการสอนนาคให้ตั้งใจในการบวช ให้รู้ถึงพระคุณของพ่อแม่ แต่ทางเหนือการทำขวัญไม่นิยมใช้ดนตรี แต่หมอทำขวัญกล่าวได้ไพเราะลึกซึ้ง กินใจ ความหมายดีมากๆ ครับ
เขียนเมื่อ 

สวัสดี (คนเหนือ) คุณชำนาญ

  • เป็นการย้อนอดีตที่มองเห็นภาพได้ชัดเจน แรงศรัทธาของวงศาคณาญาติมิอาจที่จะหักห้ามในความตั้งใจได้ ตรงนี้เองจึงเป็นที่มาของประเพณี (ธรรมเนียม แบบแผน) มาจนถึงทุกวันนี้ งานบวชมีครบ "ทาน ศีล และภาวนา"
  • ผมมีโอกาสได้ไปทำขวัญนาค ที่จังหวัดตาก (1 ครั้ง) ที่จังหวัดลำปาง (3 ครั้ง) การจัดงานบวชทางภาคเหนือยิ่งใหญ่เกินกว่าจะหาคำมาอธิบาย ผมได้เห็นมากับตา
  • ในแถบภาคกลางเมื่อตอนที่ผมเริ่มฝึกหัดทำขวัญนาคไปงานกับคุณตาก็พบว่าส่วนมากว่ากันปากเปล่าไม่มีดนตรีเช่นกันเพราะท่วงทำนองที่ใช้ร้องเป็นทำนองเสนาะ ไม่เหมือนในปัจจุบันนี้ที่มีการประยุกต์และผสมผสานไปตามกาลเวลา ครับ