เล่าเรื่อง NKM5 ตอนที่ ๑ 

เล่าเรื่อง NKM5 ตอนที่ ๒

เล่าเรื่อง NKM5 ตอนที่ ๓ 

เล่าเรื่อง NKM5 ตอนที่ ๔ 

 

     ช่วงบ่ายผมยังอยู่ในโซนเดิม คือ โซนบึงบูรณาการ เนื้อหาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทำงานสร้างเสริมสุขภาพของชุมชนบ้านคำกลาง ต.โคกนาโก อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร 

     ผมเข้าไปถึงบริเวณจัดกิจกรรมตั้งแต่ยังไม่เริ่ม จึงเดินชมนิทรรศการที่แสดงไว้ภายในบริเวณงาน ก็พบว่ามีความน่าสนใจมาก เรียกร้องความสนใจให้อยากฟังเนื้อหาบนเวทีไม่น้อย

     ทางด้านท้ายของห้องประชุม มีผู้คนมุงดูอยู่รอบ ๆ โต๊ะ ผมขยับเข้าไปใกล้ก็เห็นบรรดาอาหารพื้นบ้านหลายชนิดเรียงรายอยู่ ใกล้กันมีกระจาดที่มีพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านกว่า ๑๐ ชนิดวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบสวยงาม ที่นั่นผมพบพี่อุ้มบุญ และก็ทราบในขณะนั้นว่าพี่อุ้มบุญก็เป็นหนึ่งในทีมสนับสนุนการขับเคลื่อนงานที่บ้านคำกลาง

     พี่อุ้มบุญแนะนำให้ผมรู้จักทีมงานหลายคน ได้แก่ พี่ส่งศรี มูลสาร จาก สสจ.ยโยธร พี่เนาวรัตน์ ค้าข้าว จาก ร.พ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร พี่กาญจนี แก่นก่อ จากรพ.สต.หนองชุม พี่มะลิวรรณ ธนาไสย์ อสมช. บ้านคำกลาง และพี่พิมนพรรณ คุณสัตย์ แกนนำชุมชนบ้านคำกลาง ซึ่งทั้งหมดนั้นได้ขึ้นไปพูดคุยเสวนาบนเวทีนี้ด้วย

     ผมพูดคุยทักทายกับพี่อุ้มบุญพักใหญ่ และได้ถามถึงเอกสาร ผมจึงได้อนุเคราะห์เอกสารสรุปงานมาเล่มหนึ่ง ถมถามต่อว่ามีใครเข้าไปถอดบทเรียนกระบวนการทำงานนี้แล้วหรือยัง ทีมงานบอกว่ามีด็อกเตอร์และทีมงานเข้าไปถอดบทเรียนให้ ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการ ผมมอบหนังสือทำมือของผมเล่มนึงให้กับพี่อุ้มบุญแลกกับหนังสือของบ้านคำกลาง

     เมื่อได้เวลานำเสนอ ผมเลือกไปนั่งทางด้านหน้าสุดคู่กับพี่อุ้มบุญ

     กิจกรรมเริ่มจากการสาธิตการออกกำลังกายด้วยการเต้นฮูลาฮูบและฟ้อนรำประกอบดนตรี เป็นดนตรีประยุกต์ที่มีสำเนียงค่อนไปทางพื้นบ้าน คึกครื้นเอาการทีเดียวครับ

 

     หลังจากสาธิตการออกกำลังกายแล้ว การเสวนาก็เริ่มขึ้น ซึ่งเริ่มจากการฉายวิดิทัศน์แนะนำพื้นที่และกระบวนการทำงาน จากนั้นก็เป็นการพูดคุยของผู้เข้าร่วมเสวนา

 

     มูลเหตุจูงใจในการทำงานเชิงรุกของ ร.พ.ป่าติ้ว มาจากการตั้งรับการรักษาโรคเรื้อรังอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจากชาวบ้าน ซึ่งแม้ว่าชาวบ้านเหล่านี้จะเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่การเดินทางมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลก็เป็นความยากลำบากมิใช่น้อย โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลออกไป ดังเช่น ชาวบ้านจากบ้านคำกลาง

     บ้านคำกลางอยู่ห่างจากตัวอำเภอซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลราว ๒๐ ก.ม. การเดินทางเข้าออกหมู่บ้านของชาวบ้านจะอาศัยรถโดยสาร ซึ่งมีเพียงวันละ ๑ รอบเท่านั้น สำหรับชาวบ้านที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานในหมู่บ้านคำกลางซึ่งมีมากกว่า ๑๐๐ คนนั้น การเดินทางมาพบแพทย์ไม่สามารถเดินทางมากับรถโดยสารได้ เนื่องจากกว่าที่รถจะมาถึงโรงพยาบาลก็สายเกินไป การเดินทางมาโรงพยาบาลของชาวบ้านจะใช้วีนั่งรถมากับรถขายผัก ซึ่งจะออกมาจากหมู่บ้านตั้งแต่เที่ยงคืนเพื่อรอพบแพทย์ในตอนเช้า

     มีอยู่คราวหนึ่ง ยายคนหนึ่งจากในหมู่บ้านมาพบแพทย์ แล้วปรากฏว่ากว่าจะตรวจเสร็จก็เลยเวลาที่รถโดยสารออกไปแล้ว ยายไม่สามารถติดต่อใครได้ เนื่องจากในหมู่บ้านไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่สามารถติดต่อให้ลูกหลานออกมารับได้ ยายจึงตัดสินใจเดินเท้ากลับบ้าน

     ค่ำมืดแล้วลูกหลานเห็นว่ายายยังไม่กลับบ้านจึงไปตามที่สถานีอนามัย และสถานีอนามัยก็สื่อสารไปที่โรงพยาบาลด้วยวิทยุสื่อสาร กว่าที่จะจัดรถออกตามหายายปรากฎว่ายายเดินมาแล้วกว่า ๑๐ ก.ม.

     เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้พี่เนาวรัตน์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ร.พ.ป่าติ้ว นิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ และได้ถือโอกาสลงไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านในพื้นที่ ก็ยิ่งพบเห็นสภาพปัญหาและเห็นอกเห็นใจชาวบ้าน จึงได้ร่วมกับ รพ.สต.หนองชุม และแกนนำชุมชนรน่วมกันขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นทาง ป้องกันไม่ให้ชาวบ้านเสี่ยงต่อโรคร้ายต่าง ๆ ที่จะต้องเดินทางไปพบแพทย์

     กิจกรรมต่าง ๆ ถูกคิดค้นร่วมกันออกมาเพื่อขับเคลื่อนให้ชาวบ้านในพื้นที่มีสุขภาวะ ผ่านเครื่องมือต่าง ๆ เช่น แผนที่เดินดิน แผนผังเครือญาติ และแผนที่ผลลัพธ์ ฯลฯ ซึ่งในการนำเสนอบนเวทีมิได้ให้รายละเอียดว่าเครื่องมือที่กล่าวถึงนั้นใช้อย่างไร

     กิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน เป็นการเน้นเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารการกิน มีการส่งเสริมการปลูกพืชปลอดสารพิษ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพแทนปุ๋ยและสารเคมี มีการรณรงค์ลดละเลิกเหล้าและบุหรี่ รณรงค์การออกกำลังกายในหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ชาวบ้านในการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันโรค และการดูแลตัวเองของผู้ป่วย ฯลฯ

     ผลจากการดำเนินงานของชุมชน โดยมีเจ้าหน้าที่จาก ร.พ.ป่าติ้ว รพ.สต.หนองชุม อสมช.และแกนนำในหมู่บ้าน ร่วมกันขับเคลื่อนอย่างเอาจริงเอาจัง ทำให้ไม่มีผู้ป่วยโรคเรื้อรังรายใหม่เกิดขึ้นในชุมชน นอกจากนั้นยังทำให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังสามารถปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมสามารถคุมน้ำตาลและความดันได้ และในกลุ่มเสี่ยงแต่เดิมที่พบก็สามารถปฏิบัติตนได้ดีไม่เปลี่ยนไปเป็นกลุ่มป่วย ฯลฯ

     ผมนั่งฟังผู้เสวนาเล่าแล้วก็นึกอยากจะไปเยี่ยมที่ชุมชนนี้สักครั้งหนึ่ง มีใครอยากไปบ้างยกมือขึ้นครับ...