ช่วงนี้มีงานติดพันเยอะขึ้น จากกลางวันเป็นกลางคืนและก็ถึง
ยามดึกสงัดของค่ำคืนที่ผ่านมาเป็นคืนเดือนมืดมิด แม้ฝนไม่ตกเหมือนเมื่อวันวานแต่บรรยากาศยังคงเย็นสบาย ๆ ช่วงค่ำนั้นได้หยิบเค้าโครงวิทยานิพนธ์มาอ่านเป็นของนิสิตชาวจีน
ว่าที่มหาบัณฑิต สาขาวิชาไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ
เพราะยูมิเป็นกรรมการที่ปรึกษาอยู่และนิสิตคนนี้มาเรียนในไทยได้ 2 ปีแล้ว
พึ่งวางเค้าโครงวิทยานิพนธ์เรื่อง ศึกษาอัตลักษณ์ชาวไทยเชื้อสายจีนฮากกาในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา...
ในเบื้องต้นนี้ได้รู้ว่า ชาวฮากกาคือชาวจีนแคะ ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า แขะแก ภาษาจีนกลางเรียกว่า เค่อเจีย สื่อถึงครอบครัวผู้มาเยือน คือคนท้องถิ่นใช้เรียกชาวฮั่นที่เข้ามาอยู่ใหม่ในท้องถิ่นนั้น
มีต้นตระกูลดั้งเดิมอยู่มณฑลเหอหนาน ซานซี ทางตอนเหนือของแผ่นดินจีน
ด้วยภัยจากการสู้รบตั้งแต่ยุคราชวงศ์จิ้น ( พ.ศ. 808-963 ) เป็นต้นมา ประกอบกับการเข้ามารุกรานของชาวมองโกล ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชาวจีนแสวงหาความสงบโดยหาแผ่นดินอยู่อาศัยตั้งเป็นหลักแหล่ง
คาบสมุทรมลายู แหลมทองทางภาคใต้ของสยามในยุคโน้นก็เป็นหนึ่งในความฝันของชาวจินโพ้นทะเลที่มาทางเรือเข้ามาค้าขายและปักหลักฐานอยู่ อย่างเมืองสงขลาและเมื่อทางการมอบอำนาจให้ปกครองเมืองด้วยแล้วก็มีแนวทางทางเชิญพี่น้องญาติมิตรสหายเข้ามาทำมาหากิน
ต่อมาชุมทางรถไฟเมืองหาดใหญ่เกิดขึ้นชาวจีนมาจากหลายมณฑลและส่วนหนึ่ง เป็นชาวฮากกา ได้มาปลูกสร้างบ้านทำมาค้าขายจนบัดนี้ที่นี่คือเมืองหาดใหญ่มหานครทางภาคใต้ของไทยนั้นแล.
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์หล่อใหญ่
มาอ่านความรู้ใหม่ ฮากกา จีนแคะ ตอนแรกคิดว่า จีนแคระ แบบตัวเล็กๆ
แหลมทองภาคใต้ของสยาม .. ล้วนเป็นที่ปรารถนา ของ .. หลายนะคะ :)
สวัสดีครับ คุณpoo
แหลมทองของไทยตอนนี้ชุ่มฉ่ำด้วยสายฝน ขณะนี้ยูมิอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช
อยู่ในอาคารวิทยาลัยศรีโสภณ เป็นช่วงพักก่อนไปทานข้าวเที่ยงวัน
หลังจากการบรรยายพิเศษให้ นิสิต ป. โท มจร. เมืองนครศรีธรรมราช
ขณะนี้ที่เมืองคอนฝนกำลังตกหนักมาก ตอนเช้า ๆ มีคลื่นสูงที่อ่าวไทย อ. หัวไทร
ตลอดเส้นทางจากหัวไทรมาถึงเมืองคอนตอนเช้า ๆ ราว 7 โมงเศษ มีฝนตกลงมาตลอดเลยครับ
ขอบคุณครับ
ฮากกา อ่านแล้ว ต้องสะดุด เพราะความไม่รู้ ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ที่เข้ามาเสริมความรู้ ให้รู้ที่มาของคำ คำนี้ครับ
สวัสดีครับ นายหนุ่ม
มีความสุขกับการแสวงหาความรู้นะครับ
ขอบคุณครับ
คนฮักกาคือ คนฮักกา ฮากกาหงิ่น - ฮัคหงิ่น ที่ไม่ได้แปลว่า แขก - คนมาเยือน - คนที่มาโดยที่คนท้องถิ่นนั้นๆ ไม่อยากให้มา ฮากกาไม่ใช่จีนแคะ นะ นะ นะ ... ครับ อันจีนแคะนี้..มันพวกแต้จิ๋ว เค้าเรียกเราพวก **ฮากกา** หมายความเป็นพวกแขกที่ไม่ได้รับเชิญ โดยเฉพาะในยามศึกสงคราม หรือในยามแล้ง-ร้อนรนด้วยภัยพิบัตินานา เพราะพวกเขาต้องถูกเบียดเบียนแย่งชิงอาหาร ที่ดิน ถิ่นที่อยู่จากพวกอพยพมาทีเป็นละลอกคลื่น ตัวอย่างการอพยพครั้งสุดท้ายหนีภัยขบถชิง(แพ้เจ้ซูสีฯเพราะฝรั่งชั่ว มันช่วยยายเจ้ ไม่งั้นคงอีกพักใหญ่ จึงจะรู้หมู่จ่า) พวกฮากกาจึงต้องรบกับเจ้าถิ่นอย่างไม่มีทางเลือก พวกเราฮากกาถูกตราหน้า..พวกขบถ พวกชาติพันธุ์อื่นเจ้าถิ่นต้องรอต้อนรับพวกฮากกาอยู่แล้ว .. ด้วยเลือดและน้ำตา เหตุไฉนไม่รู้ได้คนฮากกายังเรียกตัวเองตามที่คนแต้จิ๋วเรียก.. อยู่นั่นแหละ พวกแต้จิ๋วเขาก็เรียกกลุ่มคนที่อพยพมา หรือถูกทางการเกณท์มา(เรียกตามทางการโดยภาษากลางว่า.. เค่อเหริญเจีย ก็แปลง่ายๆว่าไอ้พวถูกเกณฑ์ ไอ้พวกอพยพ พวกเราฮากไทก็คุ้นกับคำว่า .. แขกบ้าน-แขกเมือง แต่รับรองพวกเจ้าถิ่นเดิมๆ มันคงไม่เรียกแบบยกย่องหรอก ฮากกามาอยู่ที่ทางใต้ของจีนไม่ใช่ง่ายๆหรอก ฝ่าดงตีน ดงดาบ ดงสารพัดชาติพันธุ์-สันดานดิบของมนุษย์ ตั้งมั่นถิ่นฐานมาจนปัจจุบัน มาให้เราฮากไทยยิ้มแย้ม ภูมิใจว่าเป็นคนฮากกา - ไม่สงสัยกันเลยรึว่า...ไฉนเรียกว่าฮากกา แต่บางคนรู้มากจริงๆเที่ยวบอกเขาว่า ฮากกาแปลว่าแขก...แขกดอยคอย... หรือไงเพ่ ? อ่านเวปฮากไทยมักจะเป็นงุ๊ดงิ่ดงิ่นกำเริบ เที่ยวคุยจริงฮากกาชอบการศึกษา อ่านแล้วตีความอักษรไม่แตก เขาเรียก
สวัสดีครับ คุณคนฮากกา -ฮักกาหงิ่น -ฮัค(ก๊า)หงิ่น
เป็นมุมมองที่น่าสนใจนะครับ
ด้วยความปรารถนาดี
จาก..ยูมิ
คำนับมายัง.. UMI เกรงใจนะและขอบคุณสำหรับพื้นที่เวป จริงๆแล้วเรื่องคนฮักกา ผมมาเริ่มขบคิดเมื่อได้อ่านหนังสือของท่านอาจารย์วรศักดิ์ มหัธโนบล ก็ได้พื้นฐานหลายประการ และได้สำเนียกความรู้สึกจากตัวอักษรที่ท่านวรศักดิ์เขียน เช่นความรู้สึกผิดหวังในความเป็นฮากกาสัญชาติไทย ซึ่งผมคิดว่าผมก็เข้าใจเพราะมีประสบการณ์ จะผ่านไปก่อน..คือเราได้อ่านเรื่องราวของบรรพชนฮากกาแล้ว จะรู้สึกฮึกเหิม มีความภูมิใจในความเป็นคนสู้คน เป็นพันธุ์เผ่าที่มีความรู้ิ เป็นชนที่สืบทอดอัตลักษณ์เผ่าพันธุ์มาแต่โบราณเป็นพันปี และมาสร้างความคึกครื้นส่งท้ายยุคเจ้าเจี้ยว-ศักดินาโบราณ คือช่วงเข้ายุคปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ของฝรั่ง ซึ่งเป็นยุคนำการปฏิวัติสังคมเก่าสู่ระบอบประชาธิปไตยไปทั่วโลกด้วย เช่นกัน คือหงชิ่วฉวนได้นำชาติฮากกาและพันธมิตรจ้วง-ม้ง ก่อศึกใหญ่รบแมนจูให้สนั่นลั่นแผ่นดิน แต่อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่าตั้งใจจะปลดแอกจีนจากแมนจูหรือระเบิดแค้นจากความทุกข์ยากแสนเข็ญจากขุนนางผู้ทุรยศ ที่กดขี่ เบียดเบียฬ รีดนาทาเร้นบีฑาประชาชน(เหมือนไทยตอนนี้ ที่ข้าราชการกับนักการเมือง ช่างเป็นทุรยศเหลือจะทน) กับดินฟ้าร้อนแล้งเป็นอนาถเข็ญเวทนา ..(อันนี้ผมก็มีประเด็นเรื่องท่านหงชิ่วฉวนด้วย...?)
แคะนั้งที่แต้จิ๋วเรียกตามเค่อเหริญ.. ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าเรียกทับศัพท์ตามทางการจีน แต่ออกสำเนียงของเขา แต่คนฮากไทยยังเรียกตัวเองว่า แคะๆๆ อยู่ร่ำไป ก็สงสัยสัยว่า.. ฮากกาหงิ่น-ฮัคหงิ่น-ขักหงิ่น นี่เรียกยากนักหรือ ถึงเรียกตัวเองตามสำเนียงแต้จิ๋ว ... ที่แปลว่า.. ผมไอ้แขกไง อย่าลืมฮากกามีจำนวนอันดับสองรองจากแต้จิ๋วเท่านั้น ไหหลำเขาก็เรียกชาติพันธุ์เขาตรงเป๊ะ มีแต่ฮากไทยชาติเดียวกระมัง ที่บอกคนอื่นจีนพันธุ์อื่นว่าตัวเอง ..ผมเป็นแคะๆๆๆ อั๊วแคะนั้ง ทำไมพูดไทยไม่บอกว่าผมเป็นฮากกา อั้วฮากกา สงสัยมากนะ...
ฮาก-ฮัก-ขัก อาจมาจากคำว่าฮั่นได้ไหม คือเริ่มต้นนับจากคนแผ่นดินฮั่น แต่คำเรียกฮากกาอาจจะเป็นคำแท้คั้งเดิมที่พวกเราฮากกาเรียกชื่อติดปากเผ่าพันธุ์มาแต่โบราณ แต่ล่วงมาถึงปัจจุบัน...สำเนียงภาษาอาจจะเปลี่ยนเพี้ยนไป ก็เวลาเป็นพันปีนี่ แถมมีชาติพันธุ์อื่นมาผสมหรือเข้าครองแผ่นดินจีนก็มีมาก ตัวอย่างแค่ราชวงศ์สุดท้ายคือราชงศ์ชิง ก็สร้างภาษาแมนดารินขึ้นมาใช้ ผสมเอานั่นนี่ แต่ยังมีภาษาฮากกาผสมอยู่เยอะ แล้วทำไมพวกเราจึงไม่คิดว่าตอนนั้นภาษาที่ใชพูดทั่วไป ทั่วจีนเหนือที่มีอำนาจปกครองแผ่นดินจีนทั้งหมด ว่าคนในแผ่นดินจีน พูดคุยภาษาราชการกลาง..อาจเป็นฮากกาหรือคล้ายๆฮากกานี่แหละ และอย่าลืมว่าเรามีเผ่าต่างๆมาผสมปนเปทั้งเชื้อชาติและภาษาหลายรุ่น เช่นขาใหญ่สุดก็มงโกล-แมนจู ถึงอย่างไรก็ตามปรากฎว่าฮากกาก็ยังถูกยกย่องมาว่าเป็นฟอสซิลทางภาษาและวัฒนธรมของจีนยุคโบราณยุคหนึง มันชัดเจนนาว่าเผ่าพันธ์ุ์นี้...พวกเขาไม่ธรรมดาแน่นอน ทำให้ผมเชื่อว่าเราฮากกา ไม่ใช่ชนกลุ่มน้อยผู้ลุยถั่วมาจากทะเลทรายเข้าจงหยวน ชอบก่อเรื่อง รบแพ้แล้วหนีลงใต้ ลงมาเรื่อยๆ จนได้ออกทะเล หนีไปทั่วโลก ผมเชื่อว่าเผ่าพันธุ์ใด-การอันใดสิ่งไรนั้นจะลากยาวมาได้เป็นพันปีนี่ แล้วยังเป็นแบบอย่างวิถีชีวิตของยุคโบราณ มันก็ต้องเป็นพวกครองฟ้าครองดินที่ยิ่งใหญ่มาแต่โบราณ ต้องมีจำนวนคนมากมายได้ใช้ภาษานี้ และเมื่อศูนย์กลางอำนาจจีนขยับขึ้นไปทางเหนือชิดขอบทะเลทรายที่ปักกิ่ง เพื่อการรับมือกับการไหลบ่าลงมาของชนเผ่าต่างๆและจีนเหนือได้กลายเป็นแผ่นดินที่เจริญใหม่เหมือนย่านการค้าที่เกิดแล้วเจริญมั่นคงแล้ว คือแผ่นดินเมื่อคนมากขึ้นย่อมขยายตัวไปรอบๆ แผ่นดินใหญ่ขึ้นๆรอบทิศทาง การเทียบเคียงเรื่องนี้ก็คือ เวลาคนแถบเหนือมีความมั่นคง ก็จะขยายอำนาจเขตแดนลงมาทางใต้เสมอ เฉกเช่นเวลามีเรื่องเดือดร้อน ก็หนีลงมาทางใต้เรื่อยๆ แต่อันนี้ก็แล้วแต่สายใยทางชาติพันธุ์อย่างเช่นซงหนู-มงโกล ก็จะไปทางทะเลทรายถิ่นเดิม พวกที่โดนวัฒนธรรมจีนครอบจนอยู่หมัดหรือกลายพันธุ์ ก็มักลงใต้ ... มาเข้าช่วงหงชิ่วฉวนก่อการก็มีคนฮากกาอยู่ทั่วไปทางเขตใต้มากแล้ว หงก็เป็นคนฮากกาที่กวางสี เมื่อรบแพ้คนฮากกาก็ต้องหนีลงลึกเข้าไปจากถิ่นฐานเดิม กระทบกระทั่งกับเจ้าถิ่นเดิม แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ตามหมายทางการฮากกาคือพวกกบฎ บรรดาเจ้าถิ่นก็ต้องตั้งรับเป็นธรรมดา ทั้งเขาทั้งเราต่างก็มีเหตุผล ก็สู้กันตายไปอีกหลายแสนกับบรรดาเจ้าถิ่น ถิ่นที่ต้องผ่านของฮากกาชนผู้หนีตาย แต่ปัจจุบันในจีนก็ยังเหลืออีกหลายสิบล้านชีวิต ก็นับว่าเลิศแล้ว แล้วทำไมไยจึงไม่ภูมิใจเรียกตนเองว่า ฮากกาชน ..กันน๊า
สวัสดีครับ คุณคนฮักกา
นับเป็นข้อคิดเห็นที่จะเป็นประโยชน์ต่อนิสิตที่กำลังทำวิจัยเรื่องนี้อยู่...
ขอบคุณมากที่นำสาระน่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังนะครับผม
มีความสุขตลอดปีและตลอดไปนะครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีวันดี ฤกษ์ดีอย่างวันสงกรานต์ครับคุณ.. UMI ขออวยพรให้คุณสุขเย็นสบายเหมือนน้ำเย็นจากใจมวลชนที่ดีๆอันไพศาล อยากลบข้อความ 2 ชิ้นข้างบนแฮะ คือหลังจากลุยค้นหาข้อมูลและวิเคราะห์เรื่องฮากกามาพอควรแล้ว มันจึงพอเข้าใจว่าฮากกามาจากไหน ไฉนจึงเป็นฮั่นที่ยากจนซะเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้มีคำกลอนที่ปลุกใจพวกฮากก็ดิบๆ อย่างเพลงบัณฑิตขี่ม้าขาว และวิสัย-นิสัย-น้ำใจ-วิสัยทัศน์ฮากกาไทย มันจึงเป็นเพียงแค่นี้ ทั้งๆที่ฟ้าเปิดแล้ว ครับ...เมื่อโลกวิวัฒน์-โลกาภิวัฒน์ ทุกคนจึงรวยได้ง่ายขึ้น ฐานะสูงส่งขึ้นได้เพียงชั่วคน และการเป็นพื้นที่กว้างอิสระทางวิถีชีวิตใหม่อย่างไทยแลนด์ อันเป็นแดนสวรรค์ยุคประชาธิปไตย หลังจากที่ได้ผ่านสถานะการณ์ที่คนจีนในไทยถูกบีบคั้นจากผู้ปกครองอย่างจอมพลปอ. มาสู่ยุคนี้เปิดกว้างสำหรับผู้มีการศึกษา ได้เป็นใหญ่เป็นโตเป็นนายเป็นมหาเศรษฐีกันของทุกแซ่-ทุกเผ่าพันธุ์จีน จึงย้อนหลังมาที่ผมเคยเย้าแหย่อาจารย์ วรศักดิ์ มหัธโนบล คือผมบอกแล้วว่าเมื่ออ่านหลังสือฮากกาคือจีนแคะแล้ว ผมรู้สึกว่าผู้เขียนอยากจะตำหนิ... ซึ่งผมก็คิดว่าตัวก็รู้ว่าอะไร(อาจจะผิด) จึงยักแหย่ให้อาจารย์ก้าวข้ามผ่านอารมณ์ตรงนั้น ผลิตงานเขียนที่ก้าวหน้ามากขึ้นให้สมเป็นเผ่าพันธุ์ฮากกา ที่มีฐานนะสูงส่งเป็นถึงศ.และโอกาสเปิดกว้างขวางมีที่ทำงานอันดับหนึ่งเมืองไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งตรงเป๊ะกับข้อมูลเรื่องราวพอดี แต่ทำไมหยุดแบบคนเป็นไส้ติ่ง คือผมเข้าใจประเด็น แต่อาจารย์แกไม่มีแก่ใจ แต่ชั่งเถอะ เอาไว้วันหลังจะเขียนใหม่แบบที่เข้าใจว่ารู้(ก็แล้วกัน) เป็นแนวทางเดิมนั่นแต่จะไม่เกรงใจ จะตรงประเด็นที่คิด แล้วแต่ผู้อ่านจะคิดเอง ...
อยากจะจบเรื่องฮากกาที่ก่อไว้ คือประมาณกลางปีที่แล้วได้พยายามสานมโนภาพว่าคนฮากกามาจากไหน และจะไปไหน และอย่างไรหนากับชนที่สืบสานจากโบราณ อันยากแค้นเข้มข้น ก็เพราะไม่มีการสานต่อจากบรรดาผู้ทรงความรู้อย่างอาจารย์ในมหาวิทยาลัย อย่างนักเขียนที่มีนามโชตช่วง นาดอน เป็นต้น ที่น่าจะสัมมนาภาคภาษาไทยขึ้นมาบ้าง เมื่อไม่มีกิจกรรมเช่นนั้นผมก็ต้องจินตนาการเอา สอบถาม หาความรู้อันมีกระจัดกระจาย ทบทวนเส้นทางชีวิตที่มีภาพครอบครัวและคนฮากการอบด้าน การหาความรู้ก็โดนกระทบนานา และกระทบคนอื่นบ้างเช่นบางอาจารย์ก็โดนผมเปรียบเปรยเสมอ แต่ก็สมควรคือมีความรู้ มีสถานะที่มีเกียรติ มีคนเชื่อถือ มีเงินเดือน มีงบทำงาน แต่ดันไม่มีใจสู้ .... มาจนเดี๋ยวนี้ผมขอบอกว่า... ผมคิดว่า... คนฮากกาน่าจะเริ่มมาจากการผสมผสานของชนเผ่าในจีนมาแต่ดั้งเดิม อาจจะนับกันแบบเคร่าๆเริ่มจากราชวงศ์ฮั่น คือหลังจากจินซีรวมแผ่นดินจีนได้ แต่เพราะแผ่นดินจีนนี้มีชนเผ่าหลากหลายจากดินแดนรอบด้าน เข้ามาผสมผสาน ทำให้ดินแดนขยายขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้นด้านภาษาและวัฒนธรรมจึงพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆเช่นกัน แต่เพราะผู้คนชนเผ่าเข้ามาเรื่อยๆเป็นร้อยเป็นพันปี อย่างเช่นแม้แต่แมนจูนี่เข้ามายึดครองจีน2รอบ ตอนที่ยังเป็นเผ่าหนี่เจินก็เข้ามายึดจีนเหนือ(ที่เป็นซ่งเหนือ)เป็นร้อยๆปีก่อนโดนเจ็งกิสข่านขับไล่ไป ได้หนีไปแถวภาคเหนือเกาหลี แล้วอีกหลายร้อยปีก็กลับมายึดได้จีนทั้งประเทศในนามแมนจู ซึ่งก่อนที่แมนจูจะเข้ายึดครองจีนได้2ครั้ง ก็ได้ปรับตัวรับวัฒนธรรมของจีนโดยเปิดรับเลี้ยงดูคนมีความรู้ ชักจูงขุนนางจีนมารับราชการด้วย อีกทางหนึ่งก็ทำแบบที่เกาหลีเหนือได้ทำกับคนต่างชาติเลย คือกวาดต้อนจับกุมพลเมืองจีนมาเป็นทาสแผ่นดิน เอาแบบพัฒนาทางลัดอย่างเร็วอย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เมื่อผ่านพันๆปีหลายร้อยปี วัฒนธรรม-ภาษา-รูปร่างหน้าตา ค่อยๆนิ่ง เพราะในแผ่นดินที่กว้างไกล เผ่าพันธุ์ส่วนใหญ่ผสมปนเปกันแทบทุกเผ่า ทุกอย่างค่อนข้างนิ่ง แต่อย่างไรก็ตามทุกยุคสมัย คนระดับรากหญ้า ข้าทาสและเมืองในพื้นที่ไกลปืนเที่ยงกันดาร ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ จะล้าหลังจะเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าคนในเมือง ผมว่าคนกลุ่มนี้แหละที่เป็นคนฮากกา ไม่ใช่เผ่าใดเผ่าหนึ่งโดยเฉพาะ อาจมีบางเผ่าที่เข้ามาและได้ยอมรับภาษาและวัฒนธรรมฮั่นแล้ว ก็อาจมีบางคำ บางสำเนียงผิดไปบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรม ลองเทียบก็เหมือนกับชนเผ่าต่างๆในไทย สำเนียงจะแตกต่างกันบ้าง แต่ก็รู้หรือพอรู้เรื่อง แต่ภาษาพูดของฮากกานี่มันจะเหมือนกับภาษากลางมาก เพราะรากเหง้ามันมาจากต้นตอเดียวกันและจากที่อ่านๆพบ ฟังกันออก เขาว่านับวันคนฮากกาที่จีนได้เอาภาษาจีนกลางมาใช้มากขึ้นหรือพูดจีนกลางไปเลยมากทุกที ซึ่งไม่เหมือนแต้จิ่ว ฮกเกี้ยน ซึ่งเป็นคนละภาษา ผมจึงเชื่อว่าฮากกาคือคนตกยุค คนไกลปืนเที่ยง คนที่ยากไร้ ซะเป็นส่วนใหญ่ กวี-เพลงหรือการทำกิน จะเหมือนวรรณะศูทร์ การทำกินก็ตีหท้อเคาะกาละมังขาย เย็บเสื้อผ้าตัดกางเกง ก็เลยทำเข็มขัดไว้รัดกางเกงขาย เพราะคนจนมันต้องทำเอวหลวมๆไว้ เผื่อโต เผื่ออ้วนไง บทกวีเสียงเพลงก็เช่นบัณฑิตขี่ม้าขาวผ่านแปลงผักกุยฉ่ายเป็นต้น เห็นไหมว่ามันดิบๆทั้งนั้น มันแสดงพื้นฐานชีวิตทั่วไป แล้วนิสัยใจคอจากที่ฟังๆในไทย คนฮากกาโดนรังเกียจจากจีนอื่นๆมาก ก็ว่ากันไป ถ้ามาถึงตอนนี้ก็หมายความว่าคนฮากกาคือคนพื้นเมืองจีนแท้ๆ สืบกันมานับแต่จีนเริ่มเป็นปึกแผ่น ผ่านยุคหลอมรวมชาติ ผ่านยุคมงโกล แมนจู ยึดครอง แต่ตกยุค ขาดโอกาสพัฒนา เป็นพวกเดียวกับจีนใหญ่คือจีนกลางนั่นแหละ แต่คนละพวกภาษากับแต้จิ่ว-ฮกเกี้ยน แต่พันธุ์เดียวกันหมด ก็ดูที่รูปร่างหน้าตา มันผสมจนคล้ายไปหมด ไอ้ที่ผิดกันบ้างเช่นบอกว่าผิวคล้ำ สูงใหญ่ ออกหน้าเติร์ก ซึ่งเมื่อก่อนผมก็เชื่ออย่างนั้นเพราะอากุงเป็นอย่างนั้นเลย แต่เดี๋ยวนี้เชื่อว่าเป็นบางครอบครัวแบบเมืองไทยที่เป็นบางครอบครัว ออกแนวลูกหลานเหลนโหลนฝรั่งบ้าง แขกบ้าง เป็นต้น แต่จะเหมาว่าทั้งเผ่าพันธุ์ฮากกามาจากเติร์กเซียงหนู ไม่น่าจะใช่ ดังนั้นวัฒนธรรมเช่นรัดไม่เท้าหญิง อหังการ์ไม่คุกเข่าทำนา นิยมรับราชการเพราะไม่รู้จะทำอะไรที่เหนือจากตีหม้อเคาะกาละมัง ฮัดโช๊ย! ผมไม่เชื่อแล้ว มันรัดเท้า เขาทำทุกอย่างที่คนอื่นทำ ที่ไม่ทำเพราะมันจำเป็นต้องใช้แรงงาน และคนฮากกานิยมการเมือง ผมก็ว่าถูกเพราะคนพันธุ์ฮั่นนี่มันอยู่ในสายเลือดนะ ไม่ใช่เฉพาะคนฮากกา คนแต้จิ่ว ฮกเกี้ยนก็ใช้ได้ มีผลงานไม่แพ้ใคร แต่พอดีคนฮากกาโชคดีที่มีท่านซุน ท่านเติ้ง มาเสริมเกียรติคุณเผ่าพันธุ์ จะว่าไปถึงคุณทักษิณ ชินวัตรด้วยก็ฝากไว้ในส่ายพระเนตรของพระเจ้า ส่วนใครจะยกย่องเย่เจี๋ยนอิงก็ยกย่องไป แต่จะมาโจมตีทักษิณก็ให้ดูลูกหลานท่านเย่ ได้บริหารเมืองเหมยโจว มีด้านลบนั้นยิ่งกว่าทักษิณมากนา จะบอกให้ ... มาฮากกาไทย พอหมดยุคลำบากคนฮากกาที่รวยๆในปัจจุบันไม่สร้างภาพลักษณ์ ไม่หารากเหง้าเผ่าพันธุ์ แหมคนนิโกรมะกันยังย้อนกลับไปหารากที่อัฟฟิกา ยังมีฮากลึก-ฮากตื้น ไม่กลมกลืน จริงๆฮากตื้นน่าจะตั้งคำเรียกหาพวกตัวเองใหม่ ..จะเป็นชื่อบุตรแห่งฟ้า กูผู้ยิ่งใหญ่ ถังใหญ่(ราชวงศ์) หรือถังทอง ก็ไม่เห็นต้องมาหงุดหงิดกับฮากลึกเลย ตัดกันไปเลย เพราะสมัยท่ายซุนยัดเซ็นมาหาคนและเงินทุนทำการปฏิวัติที่ไทย คนฮากกาก็แบ่งกันเป็น2กลุ่ม กัดกันหนัก ต้องกลับมาใหม่ และมีคนฮกเกี้ยนชื่อเซียวฮุดเส็งเป็นคนไกล่เกลี่ย และฮากลึกพวกเขายังเป็นคิดแค่ ว่าพวกเขาเป็นแขก คือเรียกตัวเองว่าแคะ คัก ขัก แล้วยังแปลอีกว่าฮากกาแปลว่าไอ้แขก(ดอย) ทุกเมื่อเชื่อวันมันเป็นอย่างนั้น คือเรียกทับศัพย์คนแต้จิ่วอยู่ได้ แคะหรือขัก คัก สมาคมของคนพวกนี้ก็ไม่มีอะไร เหมือนเสวนาในร้านกาแฟ จะหาภาษาพูดฮากกาสัก100ประโยค 2-300 ประโยคแบบจะไว้หัดพูด ก็หาไม่ได้ แต่พวกเขาจะทำเป็นตำราเลย การออกเสียงเขียนเป็นภาษาละติน ทำให้อ่านถูกอ่านผิดหรืออ่านว่าอะไรกันแน่ ซึ่งผิดกับแต้จิ่ว เห็นมาตั้งแต่เด็กๆเป็นตำราเล่มใหญ่ คนรวยๆใจ.... แม้แต่วิกรม์ กรมดิษ ทุ่มเทกับเรื่องอื่น ศาลเจ้าหลีตี้เปียวก็เพี้ยน เขียนรูปสไตล์ไทยแทนรูปเก่าที่ชำรุด ขัดความรู้สึกมาก แล้วมีอะไรดี ก็พื้นเดิม ประวัติเดิม ที่มาเผ่าพันธุ์มันดีอยู่แล้ว แต่ฮากกาในไทย ทำดีไม่เป็นหรือไร พอกันที
ทีแรกนึกว่าเป็นกิริยาของพวกเผ่าเมารี นิวซีแลนด์เสียอีก
ทำฮักกาได้น่ากลัวเทียวครับ
ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับ ชาวฮากกา แนะนำให้ดูเพิ่มเติมที่ http://hakkapeople.com/node/2723 เป็นเว็บของชาวฮากกาในประเทศไทยโดยตรง