คำนับมายัง.. UMI เกรงใจนะและขอบคุณสำหรับพื้นที่เวป จริงๆแล้วเรื่องคนฮักกา ผมมาเริ่มขบคิดเมื่อได้อ่านหนังสือของท่านอาจารย์วรศักดิ์ มหัธโนบล ก็ได้พื้นฐานหลายประการ และได้สำเนียกความรู้สึกจากตัวอักษรที่ท่านวรศักดิ์เขียน เช่นความรู้สึกผิดหวังในความเป็นฮากกาสัญชาติไทย ซึ่งผมคิดว่าผมก็เข้าใจเพราะมีประสบการณ์ จะผ่านไปก่อน..คือเราได้อ่านเรื่องราวของบรรพชนฮากกาแล้ว จะรู้สึกฮึกเหิม มีความภูมิใจในความเป็นคนสู้คน เป็นพันธุ์เผ่าที่มีความรู้ิ เป็นชนที่สืบทอดอัตลักษณ์เผ่าพันธุ์มาแต่โบราณเป็นพันปี และมาสร้างความคึกครื้นส่งท้ายยุคเจ้าเจี้ยว-ศักดินาโบราณ คือช่วงเข้ายุคปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ของฝรั่ง ซึ่งเป็นยุคนำการปฏิวัติสังคมเก่าสู่ระบอบประชาธิปไตยไปทั่วโลกด้วย เช่นกัน คือหงชิ่วฉวนได้นำชาติฮากกาและพันธมิตรจ้วง-ม้ง ก่อศึกใหญ่รบแมนจูให้สนั่นลั่นแผ่นดิน แต่อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่าตั้งใจจะปลดแอกจีนจากแมนจูหรือระเบิดแค้นจากความทุกข์ยากแสนเข็ญจากขุนนางผู้ทุรยศ ที่กดขี่ เบียดเบียฬ รีดนาทาเร้นบีฑาประชาชน(เหมือนไทยตอนนี้ ที่ข้าราชการกับนักการเมือง ช่างเป็นทุรยศเหลือจะทน) กับดินฟ้าร้อนแล้งเป็นอนาถเข็ญเวทนา ..(อันนี้ผมก็มีประเด็นเรื่องท่านหงชิ่วฉวนด้วย...?)

แคะนั้งที่แต้จิ๋วเรียกตามเค่อเหริญ.. ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าเรียกทับศัพท์ตามทางการจีน แต่ออกสำเนียงของเขา แต่คนฮากไทยยังเรียกตัวเองว่า แคะๆๆ อยู่ร่ำไป ก็สงสัยสัยว่า.. ฮากกาหงิ่น-ฮัคหงิ่น-ขักหงิ่น นี่เรียกยากนักหรือ ถึงเรียกตัวเองตามสำเนียงแต้จิ๋ว ... ที่แปลว่า.. ผมไอ้แขกไง อย่าลืมฮากกามีจำนวนอันดับสองรองจากแต้จิ๋วเท่านั้น ไหหลำเขาก็เรียกชาติพันธุ์เขาตรงเป๊ะ มีแต่ฮากไทยชาติเดียวกระมัง ที่บอกคนอื่นจีนพันธุ์อื่นว่าตัวเอง ..ผมเป็นแคะๆๆๆ อั๊วแคะนั้ง ทำไมพูดไทยไม่บอกว่าผมเป็นฮากกา อั้วฮากกา สงสัยมากนะ...

ฮาก-ฮัก-ขัก อาจมาจากคำว่าฮั่นได้ไหม คือเริ่มต้นนับจากคนแผ่นดินฮั่น แต่คำเรียกฮากกาอาจจะเป็นคำแท้คั้งเดิมที่พวกเราฮากกาเรียกชื่อติดปากเผ่าพันธุ์มาแต่โบราณ แต่ล่วงมาถึงปัจจุบัน...สำเนียงภาษาอาจจะเปลี่ยนเพี้ยนไป ก็เวลาเป็นพันปีนี่ แถมมีชาติพันธุ์อื่นมาผสมหรือเข้าครองแผ่นดินจีนก็มีมาก ตัวอย่างแค่ราชวงศ์สุดท้ายคือราชงศ์ชิง ก็สร้างภาษาแมนดารินขึ้นมาใช้ ผสมเอานั่นนี่ แต่ยังมีภาษาฮากกาผสมอยู่เยอะ แล้วทำไมพวกเราจึงไม่คิดว่าตอนนั้นภาษาที่ใชพูดทั่วไป ทั่วจีนเหนือที่มีอำนาจปกครองแผ่นดินจีนทั้งหมด ว่าคนในแผ่นดินจีน พูดคุยภาษาราชการกลาง..อาจเป็นฮากกาหรือคล้ายๆฮากกานี่แหละ และอย่าลืมว่าเรามีเผ่าต่างๆมาผสมปนเปทั้งเชื้อชาติและภาษาหลายรุ่น เช่นขาใหญ่สุดก็มงโกล-แมนจู ถึงอย่างไรก็ตามปรากฎว่าฮากกาก็ยังถูกยกย่องมาว่าเป็นฟอสซิลทางภาษาและวัฒนธรมของจีนยุคโบราณยุคหนึง มันชัดเจนนาว่าเผ่าพันธ์ุ์นี้...พวกเขาไม่ธรรมดาแน่นอน ทำให้ผมเชื่อว่าเราฮากกา ไม่ใช่ชนกลุ่มน้อยผู้ลุยถั่วมาจากทะเลทรายเข้าจงหยวน ชอบก่อเรื่อง รบแพ้แล้วหนีลงใต้ ลงมาเรื่อยๆ จนได้ออกทะเล หนีไปทั่วโลก ผมเชื่อว่าเผ่าพันธุ์ใด-การอันใดสิ่งไรนั้นจะลากยาวมาได้เป็นพันปีนี่ แล้วยังเป็นแบบอย่างวิถีชีวิตของยุคโบราณ มันก็ต้องเป็นพวกครองฟ้าครองดินที่ยิ่งใหญ่มาแต่โบราณ ต้องมีจำนวนคนมากมายได้ใช้ภาษานี้ และเมื่อศูนย์กลางอำนาจจีนขยับขึ้นไปทางเหนือชิดขอบทะเลทรายที่ปักกิ่ง เพื่อการรับมือกับการไหลบ่าลงมาของชนเผ่าต่างๆและจีนเหนือได้กลายเป็นแผ่นดินที่เจริญใหม่เหมือนย่านการค้าที่เกิดแล้วเจริญมั่นคงแล้ว คือแผ่นดินเมื่อคนมากขึ้นย่อมขยายตัวไปรอบๆ แผ่นดินใหญ่ขึ้นๆรอบทิศทาง การเทียบเคียงเรื่องนี้ก็คือ เวลาคนแถบเหนือมีความมั่นคง ก็จะขยายอำนาจเขตแดนลงมาทางใต้เสมอ เฉกเช่นเวลามีเรื่องเดือดร้อน ก็หนีลงมาทางใต้เรื่อยๆ แต่อันนี้ก็แล้วแต่สายใยทางชาติพันธุ์อย่างเช่นซงหนู-มงโกล ก็จะไปทางทะเลทรายถิ่นเดิม พวกที่โดนวัฒนธรรมจีนครอบจนอยู่หมัดหรือกลายพันธุ์ ก็มักลงใต้ ... มาเข้าช่วงหงชิ่วฉวนก่อการก็มีคนฮากกาอยู่ทั่วไปทางเขตใต้มากแล้ว หงก็เป็นคนฮากกาที่กวางสี เมื่อรบแพ้คนฮากกาก็ต้องหนีลงลึกเข้าไปจากถิ่นฐานเดิม กระทบกระทั่งกับเจ้าถิ่นเดิม แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ตามหมายทางการฮากกาคือพวกกบฎ บรรดาเจ้าถิ่นก็ต้องตั้งรับเป็นธรรมดา ทั้งเขาทั้งเราต่างก็มีเหตุผล ก็สู้กันตายไปอีกหลายแสนกับบรรดาเจ้าถิ่น ถิ่นที่ต้องผ่านของฮากกาชนผู้หนีตาย แต่ปัจจุบันในจีนก็ยังเหลืออีกหลายสิบล้านชีวิต ก็นับว่าเลิศแล้ว แล้วทำไมไยจึงไม่ภูมิใจเรียกตนเองว่า ฮากกาชน ..กันน๊า