สภามหาวิทยาลัยมหิดลได้นำเรื่องนี้เข้าพิจารณาในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๗ ต.ค. ๕๓ ขอคัดลอกมาจากรายงานการประชุม มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดังต่อไปนี้
๔.๑ นโยบายการดำเนินงานด้านบทบาทต่อสังคม : บทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดลต่อการปฏิรูปประเทศไทย
สืบเนื่องจากเวทีศาลายาเสวนานโยบายสาธารณะ ครั้งที่ ๗ เรื่อง บทบาทมหาวิทยาลัยกับการปฏิรูปประเทศไทย เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๓ และมหาวิทยาลัยมหิดล เล็งเห็นว่า วิกฤตของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของระบบการเมืองควบคู่กับความขัดแย้งทางการเมืองและความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในหลายๆ ด้าน ทั้งความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ การศึกษา สิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรม วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญของมหาวิทยาลัยมหิดลในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยการดำเนินการที่ต้องทำโดยเร็ว คือ
๑. เยียวยา
๒. สร้างความเป็นธรรม
๓. การค้นหาความจริง
๔. การฟื้นฟูกิจการ กายภาพและจิตใจ
๕. การปฏิรูปประเทศไทย และ
๖. การบูรณาการหลักการ แนวทาง และแผนงานของภาคเอกชนกับของรัฐบาลในเรื่องการปรองดอง และการปฏิรูป
ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิดสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ของศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี เพื่อให้เกิดพลังทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ ในส่วนของมหาวิทยาลัยฯ เป็นพลังปัญญา เพราะต้องใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา มีการวิจัยเชิงลึก และมีข้อเสนอแนะต่อสังคม อีกทั้งเห็นควรให้มหาวิทยาลัยฯ เลือกจังหวัดเพื่อดำเนินการในการปฏิบัติจริงในเชิงลึกและต่อเนื่อง ให้เกิดผลทั่วทั้งจังหวัด ตามแนวคิด “๑ จังหวัด ๑ มหาวิทยาลัย” (หรือมากกว่า) โดยจะร่วมหารือกับสถาบัน อุดมศึกษาอื่นๆ เกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าวด้วย
การทบทวนบทบาทของมหาวิทยาลัยฯ
(๑) ด้านการเรียนการสอน และการให้โอกาสทางการศึกษา โดยอาจต้องทบทวนบทบาทของมหาวิทยาลัยฯ ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เช่น มีการรับนักศึกษาที่มาจากกลุ่มที่มีโอกาสน้อย ส่วนด้านการเรียนการสอน มีการสร้างทัศนคติที่ทำให้มหาวิทยาลัยฯ เป็นแหล่งที่สร้างประชาธิปไตยแบบร่วมคิดร่วมไตร่ตรอง (Deliberative Democracy) สร้างคุณธรรมความดี จิตตปัญญาศึกษา ความรับผิดชอบต่อสังคม และผลิตบัณฑิตที่มีความเข้าใจชุมชนท้องถิ่น โดยจัดกิจกรรมให้นักศึกษาได้สัมผัสกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจ รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการพัฒนาตั้งแต่ระดับประถม/มัธยม โดยเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงพัฒนาความเป็นเลิศทางการศึกษาเท่านั้น
(๒) ด้านการวิจัย มีการทำวิจัยร่วมกับชุมชน ทั้งระดับชาติ คือ ร่วมวิจัยและพัฒนานโยบาย สาธารณะ วิจัยสาเหตุของความขัดแย้งที่ลงลึก หรือระดับจังหวัด ในโครงการ ๑ จังหวัด ๑ มหาวิทยาลัย และระดับหมู่บ้าน/ตำบล โดยการวิจัยร่วมกับชุมชน ต้องไม่ใช่การครอบงำความคิดของประชาชน แต่เป็นการเสริมในสิ่งที่ประชาชนเห็นว่าเป็นประโยชน์ ซึ่งจะทำให้นักวิชาการและนักศึกษา ได้ฝึกปฏิบัติ ทั้งในเชิงกระบวนการสัมพันธภาพ สร้างทัศนคติ ในการเข้าไปทำงานร่วมกับสังคม (Interactive learning through action) ซึ่งการเรียนรู้จากการทำงาน จะเป็นการเรียนรู้ที่แท้จริง
(๓) ด้านข้อมูลข่าวสาร โดยสร้างทักษะและวิจารณญาณให้กับสังคมในการรับฟัง วิเคราะห์ และ คัดกรองข้อมูลข่าวสารจากแหล่งต่างๆ และพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสาร เพื่อใหสื่อมวลชนเสนอข้อมูลข่าวสารในเชิงสร้างสรรค์
นโยบายของมหาวิทยาลัยมหิดลในการมีส่วนร่วมการปฏิรูปประเทศไทย :
ได้ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ในการผลักดันนโยบายปฏิรูปไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อน และพัฒนากลไกการทำงานสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะเครือข่ายการทำงานในพื้นที่ ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลรับผิดชอบจังหวัดนครปฐมร่วมกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง
ประธาน กล่าวว่า เรื่องบทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดลต่อการปฏิรูปประเทศไทย เป็นเรื่องใหม่ที่ค่อนข้างละเอียดซับซ้อน เป็นโอกาสที่ฝ่ายบริหารจะได้นำเสนอให้ที่ประชุมฯ ได้ให้ความเห็น เป็นลักษณะการอุ่นเครื่องมากกว่าที่จะให้มีการสรุป จึงขอให้อธิการบดีได้เป็นผู้นำเสนอต่อไป
อธิการบดี นำเสนอว่า หัวข้อเรื่องบทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดลต่อการปฏิรูปประเทศไทย ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยของประเทศไทยที่มีบทบาทและภารกิจในการสร้าง “คนดี มีความสุข และเก่ง” ไม่เฉพาะบัณฑิต แต่รวมถึงบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งจะสร้าง “ผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง” เพราะโลกปัจจุบันแคบ และมีความสลับซับซ้อนมาก โดย Core Values ของมหาวิทยาลัยมหิดล ทั้ง ๗ ข้อ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง คือ จากการเป็นมหาวิทยาลัยที่ดี (Good University) ซึ่งเป็นเรื่องการสอน ไปเป็น “Great University” โดยจะเปลี่ยนบุคลากร (Transform People) ให้มีค่านิยมองค์กร ทั้ง ๗ ประการ และมุ่งเน้นที่จะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ซึ่งนอกจากบทบาทและภารกิจทั้ง ๔ ด้าน ได้แก่ การเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปะ วัฒนธรรม แล้ว มหาวิทยาลัยมหิดลยังมีบทบาทและภารกิจอื่นๆ อีกดังนี้
• เป็นกลไกแห่งโอกาส “Engine of Opportunity”
• เป็นฐานหลักในการวิจัย และบริการวิชาการ เพื่อสร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ ในรูปแบบต่างๆ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
• เป็นผู้บอกความจริง อันจะเกิดประโยชน์ต่อสังคม “Truth Teller” โดยจะต้องเป็นผู้ที่พูดแล้วเกิดประโยชน์ ถูกกาลเวลา ด้วยความเมตตา และอ่อนหวาน
จากการดำเนินการที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยฯ มีบทบาทเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจาก การประชาสัมพันธ์ไมทั่วถึง ทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทราบ ซึ่งบทบาทเพื่อสังคมดังกล่าวของมหาวิทยาลัยฯ ได้แก่
• สร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดีของประชาชน
• สร้างองค์ความรู้ใหม่เพื่อเป็นรากฐานการเปลี่ยนแปลงและเป็นแหล่งอ้างอิงทางวิชาการ
• จัดการเรียนรู้ที่มีพลวัตและสร้างผู้นำที่รับผิดชอบต่อสังคม
• ให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสในสังคม
• พัฒนาสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้คู่ธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยฯ ยังมีภารกิจทั้งด้านการเรียนการสอน การวิจัย บริการวิชาการ ทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม ที่ครอบคลุมทุกมิติดังนี้
Population based ทุกช่วงวัย (life-course) และตาม sector ต่างๆ ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ แรงงานข้ามชาติ ครอบครัว เพศ ซึ่งได้ออกสู่สังคม
Issue based มีการบูรณการทั้งมิติธรรมชาติและวัฒนธรรม เช่น เรื่องอาหาร พลังงาน การรักษาโรค สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ประชากร การเรียนรู ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเรื่องสิทธิมนุษยชน
Discipline/Multidisciplinary based ทางด้านคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี อื่นๆ และการบูรณาการระหว่างศาสตร์
Profession based เรื่องแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย เภสัชศาสตร์ และอื่นๆ
Area based โดยได้มีการดำเนินการในรูปแบบต่างๆ ได้แก่
๑. Cross-sectional Area โดยได้ดำเนินงานในหลายพื้นที่พร้อมกัน เช่น โครงการสื่อพื้นบ้าน ๒๐ จังหวัด โครงการยุววิจัย ๗ จังหวัด (ของสถาบันวิจัยภาษาฯ) รวมทั้งโครงการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว โครงการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน และโครงการคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์
๒. Specific Area เป็นงาน longitudinal research ดำเนินงานในพื้นที่เฉพาะ (เกาะติดพื้นที่) ไดแก่ โครงการคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีในพื้นที่ อ. บางพลี จ. สมุทรปราการ ร่วมกับมูลนิธิพระดาบส ถึง ๖ ปี จนเป็นที่ ยอมรับ และคนในพื้นที่ไดม้ อบที่ดินให้ถึง ๓๐๐ ไร่ เพื่อสร้างโครงการคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี-บางพลี นอกจากนี้ก็มีโครงการคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่เขตบางกอกน้อย ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการคณะสาธารณสุขศาสตร์ ที่ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ซึ่งดำเนินการมานานกว่า ๑๐ ปี โครงการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ที่อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ และโครงการคณะเวชศาสตร์เขตรอ้ น ที่อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
๓. Special / Requested Area เป็นพื้นที่พิเศษที่สมควรมีการดำเนินงาน ได้แก่ ที่ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม หรือที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น
ในส่วนวิสัยทัศน์ (Vision) ที่กำหนดว่า “มหาวิทยาลัยมหิดลจะเป็น World Class University” นั้น มหาวิทยาลัยฯ สามารถประยุกต์มาตรฐานโลกมาใช้ ใหเกิดประโยชน์ โดยมีการปรับเปลี่ยนบทบาทเพิ่มเติมในเรื่องต่างๆ ดังนี้
• เปลี่ยนมุมมอง : ยึด คนและชีวิตจริงเป็นที่ตั้ง มากกว่าที่จะใช้วิชาเป็นตัวตั้ง
• แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชน ช่วยให้ชุมชนสามารถปฏิรูป ได้ด้วยตนเอง
• เป็นปัญญาของแผ่นดิน ร่วมสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม
• ส่งเสริมชุมชนฐานราก
ดังนั้น ภารกิจที่มหาวิทยาลัยฯ จะต้องทำต่อไป และได้เริ่มดำเนินการแล้ว ได้แก่
• Synergy คือ การทำงานให้เป็นระบบและมีพลังมากยิ่งขึ้น โดยสร้าง social impact ให้สูงขึ้น
• กิจกรรมเพิ่มเติม ของมหาวิทยาลัย เช่น
๑. กลุ่มภารกิจวิจัยชุมชน (Community Research Cluster) โดยมหาวิทยาลัยฯ จะไปร่วมกับชุมชน ได้แก่ โครงการทวิภาษา ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของศาสตราจารย์ สุวิไล เปรมศรีรัตน์ จากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย ทั้งนี้ เรื่องโครงการ ๑ จังหวัด ๑ มหาวิทยาลัย ที่จะให้มีการดำเนินการนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก เช่น ที่จ.นครปฐม มีมหาวิทยาลัยถึง ๓ แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และมหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยมหิดลจึงได้คิดทำโครงการพุทธมณฑล (total community development) โดยจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลมีวิทยาเขตที่จังหวัดอำนาจเจริญ ก็ได้เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญซึ่งเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยมหิดล และจะเกษียณอายุราชการ ในวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๓ มาดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิการบดี ดังนั้น การทำวิจัยชุมชนเกี่ยวกับการศึกษาที่วิทยาเขตอำนาจเจริญ น่าจะทำได้ง่ายและได้รับการยอมรับจากประชาชนในเขตจังหวัดนี้ อนึ่ง กรุงเทพมหานคร ได้มีโครงการวิจัยชุมชน โดยได้เชิญมหาวิทยาลัยมหิดลให้เข้าร่วมในโครงการฯ และใหเป็นแกนหลักในชุมชนธนบุรีด้านเหนือ มีรองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร คำนูณวัฒน ผู้อำนวยการ6 สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย เป็นผู้นำ
๒. โครงการต้นทุนชีวิตเด็กและครอบครัว โดย นายแพทยสุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว
จะเห็นว่า Community Research Cluster นี้ จะเป็นการนำสิ่งที่มหาวิทยาลัยมหิดลมีอยู่แล้ว ในส่วนงานทั้ง ๓๖ แห่ง มารวมกันสูชุ่มชน จนเกิดผลกระทบในวงกว้างแก่สังคม
รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร คำนูณวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย นำเสนอเพิ่มเติมว่า กลุ่มภารกิจวิจัยชุมชนนี้ ได้มีคณะทำงานประกอบด้วย อาจารย์ และผู้สนใจทางด้านวิจัยชุมชน รวมทั้งผู้มีประสบการณ์จากคณะต่างๆ สิ่งที่นำเป็นแนวคิดหลัก คือ จะผลักดันในเชิงยุทธศาสตรให้งานวิจัยชุมชน ซึ่งมีอยู่แล้วในทุกคณะ/สถาบัน ของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำไปสู่ประโยชน์ต่อสังคม/ประเทศ โดยจะเริ่มต้นอย่างเต็มที่ในเดือนตุลาคม ๒๕๕๓ ทั้งนี้ ได้เสนอโครงการให้มหาวิทยาลัยฯ พิจารณาแล้ว
สำหรับงานวิจัยชุมชนของกรุงเทพมหานคร (กทม.) สืบเนื่องจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ทำให้ กทม. ได้เห็นประเด็นว่า ชุมชนของ กทม. ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๒,๐๐๐ กว่าชุมชน แบ่งเป็น ๖ โซน มีความไม่ปกติ จึงมีแนวคิดที่จะให้มีการศึกษาวิจัยชุมชน เพื่อทราบสถานการณ์ว่า ขณะนี้ ชุมชนเหล่านี้ มีความเป็นอยู่อย่างไร และมีความคิดเห็นอย่างไรต่อการที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขเหมือนเดิม จึงได้เชิญชวนมหาวิทยาลัยต่างๆ มาร่วม30 ดำเนินการ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลเป็น ๑ ใน ๖ มหาวิทยาลัยที่เป็นแกนหลัก ซึ่งกลุ่มของมหาวิทยาลัยมหิดล จะมีมหาวิทยาลัยอีก ๓ แห่งมาร่วม โดยในแต่ละกลุ่มจะมี ๔ มหาวิทยาลัย รวมแล้ว จะมีมหาวิทยาลัยทั้งหมด ๒๔ แห่งมาร่วมงานกัน ซึ่งได้มีการประชุมอย่างต่อเนื่อง และมหาวิทยาลัยมหิดลจะเป็นแกนนำในกลุ่มกรุงธนบุรีเหนือ โดยเรื่องที่จะเข้าศึกษาชุมชนมีทั้งหมด ๖ ประเด็น ได้แก่ ๑. ระบบการศึกษา ๒. ด้านกายภาพของชุมชน สิ่งแวดล้อม และที่อยู่อาศัย ๓. ความเข้มแข็งของชุมชน ปัญหาความยากจน ๔. การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมโดยอำนาจรัฐ ๕. การเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ และ ๖. ความเหลื่อมล้ำในการแสดงความคิดเห็น
ทั้งหมดเป็นโจทย์ที่ กทม. ต้องการให้มหาวิทยาลัยทั้งหลายได้ร่วมมือกันและทำให้ภาพชัดเจนขึ้นในระดับของ กทม. เพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนปรองดอง ทั้งนี้ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นผู้ดูแลภาพรวมทั้งหมด มหาวิทยาลัยมหิดลได้เสนอตัวอย่างชัดเจนว่า มีความถนัดเรื่องวิจัยชุมชนในมุมมองที่เน้นกระบวนการ แต่จะไม่เน้นผลลัพธ์ (out put) ว่าเป็นอย่างไร โดยระหว่างที่เก็บข้อมูล จะมีการใช้กระบวนการที่นำไปสู่ความเข้าใจในชุมชนนั้นๆ ด้วยวิธีการพูดคุย การตั้งวง ซึ่งจะมีการออกแบบงานวิจัยในเชิงทำให้กระบวนการเป็นตัวที่สร้าง40 ความปรองดองให้เกิดขึ้นในกระบวนการวิจัย ก็ได้รับการตอบรับข้อเสนอจาก กทม. เป็นอย่างดี ทั้งนี้ จะได้เริ่มดำเนินการประมาณเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ ๘ เดือน
ส่วนโครงการพุทธมณฑล เป็นงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยมหิดลทำอยู่แล้ว แต่เป็นกลุ่มเล็กๆ หลายกลุ่ม แต่เมื่อเริ่มต้นโครงการฯ จึงได้มีการรวมตัวกัน และได้มีการพูดคุยกันระดับหนึ่งว่าจะเริ่มต้นโดยผู้ที่ทำงานอยู่แล้ว มีทุนอะไรบ้าง เป็นการขยับจากทุนเดิม และมีเป้าหมาย โดยจะเข้าไปทำงานร่วมกับชุมชนพุทธมณฑล ซึ่งมหาวิทยาลัยมีเครือข่าย และมีผู้ที่รู้จัก/เคยร่วมงานกับมหาวิทยาลัยมหิดลอยู่แล้ว ทั้งนี้ จะเริ่มจากทุนเหล่านี้ แล้วไปหาโจทย์วิจัยร่วมกันในแนวคิดเรื่องการบูรณาการศาสตร์ เข้าไปพร้อมๆ กันในหลายคณะ/สถาบัน ซึ่งโครงการนี้ จะทำให้นักศึกษา โดยเฉพาะในระดับปริญญาตรี ได้มีโอกาสเรียนรู้การทำวิจัยชุมชนร่วมกับอาจารย์ และนักวิจัย จึงเป็นการเปิดโอกาสใหเ้ กิดสิ่งดีๆ ขึ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้ชุมชนพุทธมณฑลมีความเข้มแข็ง สามารถจัดการสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเอง โดยมีมหาวิทยาลัยมหิดลเข้าไปร่วมด้วย และเมื่อจบโครงการฯ อาจจะได้รูปแบบที่เกี่ยวเนื่องกับบทบาทของมหาวิทยาลัยต่อการร่วมสร้างชุมชนให้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น
สำหรับประเด็นคำถามที่ว่า จุดพอเหมาะพอดีที่คนในชุมชนรับได้อยู่ตรงไหนนั้น ถือว่าสำคัญมาก ขั้นตอนแรกต้องไปทำความเข้าใจ และแจ้งจุดประสงค์ของการทำงานในชุมชน เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำวิจัยชุมชน ถ้าชุมชนเข้าใจ และมีความเข้าใจตรงกันกับการทำงานของเรา ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญและเป็นจุดพอดี
ประธาน กล่าวว่า สิ่งที่มหาวิทยาลัยฯ ได้มีการดำเนินการไปแล้ว มีจำนวนมาก น่าสนใจ และเป็นฐานที่จะเดินต่อได้ ซึ่งเรื่องบทบาทของมหาวิทยาลัยต่อการปฏิรูปประเทศไทย เป็นประเด็นที่ได้มีการประชุมหารือกัน โดยทาง สกอ. และสภาพัฒน์ฯ มีการเชิญมหาวิทยาลัยทั่วประเทศมาร่วมประชุมกันเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา มีนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมรับฟังและให้ความคิดเห็น ซึ่งโครงการ ๑ จังหวัด ๑ มหาวิทยาลัย คืออย่างน้อยมี ๑ มหาวิทยาลัย แต่ในทางปฏิบัติอาจมีมากกว่า ๑ มหาวิทยาลัย เพราะมีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเกือบ ๒๐๐ แห่ง บางแห่งยังมีวิทยาเขตอีก โดย สกอ.ได้มีการสรุปผลการประชุม และนำเรื่องเสนอเข้าครม. แต่ยังไม่ทราบผลการพิจารณา จึงขอให้ที่ประชุมได้ร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อฝ่ายบริหารจะได้นำไปประกอบการพิจารณาต่อ
สรุปมติที่ขอ : เสนอที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยฯ เพื่อให้ข้อเสนอแนะในการดำเนินการต่อไป
กรรมการสภาฯ ได้ร่วมแสดงความคิดเห็น และมีข้อเสนอแนะ สรุปได้ดังนี้
๑. รู้สึกภาคภูมิใจที่มหาวิทยาลัยมหิดล มีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่เห็นว่ามีการกล่าวถึงเรื่องการเรียนการสอนของนักศึกษา จึงควรมีการกำหนดหลักสูตร ว่าจะให้นักศึกษาศึกษาเรื่องใดบ้าง เพื่อให้ประเทศพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้ ก่อนที่แต่ละส่วนงานจะนำหลักสูตรเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยฯ ควรต้องร่วมพิจารณาให้ชัดเจนว่าหลักสูตรดังกล่าว เป็นความต้องการของประเทศ ของคณะ หรือของบุคคล เพื่อสภามหาวิทยาลัยฯ จะได้พิจารณาต่อไปว่า เนื้อหาของแต่ละหลักสูตรควรจะเป็นอย่างไร เป็นความต้องการของประเทศหรือไม่ และควรจะดำเนินการต่อไปได้หรือไม่
๒. สภามหาวิทยาลัยฯ ควรมีการชี้แนะจากความต้องการของประเทศให้มีความชัดเจน ว่าควรมีการทำวิจัยในเรื่องใดบ้าง และไม่ควรทำเรื่องอะไร เพื่อประโยชน์ของประเทศ
๓. การที่มหาวิทยาลัยมหิดลจัดทำโครงการในระดับอำเภอ (โครงการพุทธมณฑล) จะทำให้เห็นผลได้เร็ว ถือเป็นห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ ที่เปรียบเหมือนจำลองประเทศไทย จะเป็นประโยชน์ไม่เฉพาะกับคณาจารย์ แต่จะเป็นประโยชน์กับนักศึกษาด้วย เป็นการแสดงความสามารถของมหาวิทยาลัยมหิดลในการวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าวิชาการจะช่วยทำใหชาติ และท้องถิ่นเจริญได้ จึงขอแสดงความชื่นชม
๔. ตามที่รัฐบาลมีนโยบายเรียนฟรี เพื่อให้โอกาสทางการศึกษากับคน ซึ่งที่จริงไม่ฟรี ทำใหมี้คนที่ต้องหยุดเรียนไปกลางคันจำนวนมาก จะทำอย่างไรที่คนเหล่านี้ มีโอกาสกลับเข้ามาเรียน จากตัวเลขสถิติการเปรียบเทียบของ World Bank จะเห็นว่าถ้าพ่อแม่มีการศึกษาต่ำ โอกาสที่ลูกจะมีการศึกษาสูงก็จะน้อยลง จากตัวเลขดังกล่าว ได้พยายามหาคนที่ไม่ได้เข้ามาด้วย GPA สูงเท่านั้น ต้องมีความพยายามให้เด็กที่พ่อแม่ไม่จบชั้นประถม ๖ หรือ ม.๓/ ม.๖ ได้เข้ามหาวิทยาลัยมหิดล จะมีระบบการศึกษาแบบที่จะช่วยให้เขาเรียนจบมากกว่าการเรียนตกแล้วคัดออก ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลที่กาญจนบุรี หรือนครสวรรค์/อำนาจเจริญ อาจจะคิดในมุมนี้ได้
๕. การคิดเรื่องการพัฒนาที่มาจากฐานชุมชน จะต้องเห็นแผนพัฒนาคู่ขนานของรัฐ และให้โอกาสชุมชนในการทำแผนพัฒนา เช่น ที่ศาลายา ซึ่งได้มีการหารือกันว่า การพัฒนา หากมองในระบบรัฐ จะเอาพื้นที่นิเวศวิทยาการเมือง แต่ไม่ได้นำเอาระบบนิเวศวิทยา ธรรมชาติ และวัฒนธรรม เป็นตัวตั้ง โดยนัยยะนี้ ศาลายาอาจจะมีหลายๆ ภาคทับซ้อนกันอยู่ ซึ่งจะทำให้ชุมชนทำแผนพัฒนาที่เอาทั้งนิเวศวิทยาการเมือง และนิเวศวิทยา สังคม และวัฒนธรรม เป็นตัวตั้งได้อย่างไร
๖. หากมหาวิทยาลัยมหิดลสามารถจัดหลักสูตรการเรียนการสอนซึ่งมีอยูจำนวนมาก โดยที่นักศึกษาไม่ต้องมาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย ทั้ง ๔ ปี ถือเป็นความท้าทายในการมีรูปแบบการจัดการศึกษาแบบใหม่
๗. ปัญหาอุดมศึกษาโดยภาพรวม ต้องมองที่ภาระหน้าที่ หรือจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยที่แท้จริงคืออะไร เมื่อครั้งตั้งโบโลญญา ที่ประเทศอิตาลี เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลก ก็ได้มีการพูดอย่างชัดเจนว่า เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ ๓ อย่างคือ ๑. แสวงหาความรู้ใหม่ ๒. เอาความรู้มาสอน และ ๓. นำไปบริการวิชาการ ซึ่งโบโลญญา เป็นมหาวิทยาลัยที่หาความรู้และวิจัยเรื่องซึ่งเป็นของประเทศเขาเองเป็นหลักสำคัญ โดยจะเรียนรู้เรื่องการเรียนการสอนที่เป็นความรู้ในประเทศเขา และนำไปใช้ประโยชน์ได้ การตั้งมหาวิทยาลัยของประเทศไทย ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการสร้างองค์ความรู้ แต่เป็นการนำเอาความรู้ของต่างประเทศมาสอน จึงทำใหสิ่งที่เรียน/สอน ไมส่ ามารถเป็นเนื้อเดียวกับสังคม ซึ่งพบว่า ปัจจุบันสิ่งที่เรียน/สอนจำนวนไม่น้อย ไม่เป็นประโยชน์กับสังคม เรียนเพื่อให้ครบหน่วยกิตแล้วก็จบไป จึงมีบัณฑิตจำนวนไม่น้อยที่เรียนจบแล้วทำงานไม่ได้ เพราะสิ่งที่เรียน/สอนไม่เชื่อมโยงกัน และหากต้องการคำตอบให้แก่สังคม มหาวิทยาลัยก็ไม่มีคำตอบให้เช่นกัน ฉะนั้น ปัญหาใหญ่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยที่การเรียน/สอน ไม่เกี่ยวข้องกับสังคม และไม่เป็นประโยชน์ เหตุเพราะไม่ได้เริ่มต้นในการแสวงหาความรู้ในสังคมไทยก่อน และสังคมไทยเป็นสังคมบริโภคนิยม คือ บริโภคความรู้ที่มาจากคนอื่นเป็นหลัก และไม่ใช่องค์ความรู้ที่สร้างเข้ามาในประเทศ หากจะหวังให้มหาวิทยาลัยทำประโยชน์กับสังคมได้ มหาวิทยาลัยจะต้องเรียนรู้เรื่องของสังคมก่อน นอกจากนั้น สิ่งที่เรียน/สอน ถ้าเริ่มจากองค์ความรู้ในสังคมไทยแล้ว จะต้องเรียน/สอนในลักษณะว่า ปัญหาของสังคมนั้น เชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียน/สอนอย่างไรบ้าง และแนวทางในการที่จะแก้ปัญหาจะมีอย่างไร ทำไมคนที่เรียนจบไปมากมาย ถึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาสังคมได้ ต้องกลับมาให้มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นผู้สอนมาแก้ไขปัญหาเอง ถือเป็นจุดใหญ่ซึ่งสำคัญมาก จึงต้องมองกลับไปถึงจุดมุ่งหมาย ปรัชญา ปณิธานของมหาวิทยาลัย ที่เป็นจริงคืออะไร หากทำได้สมบูรณ์ ก็จะเปน็ ส่วนหนึ่งที่จะเป็นการปฏิรูปสังคม
ศาสตราจารย์ นพ.บรรจง มไหสวริยะ กรรมการสภาฯ จากผู้บริหารฯ ชี้แจงในฐานะคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย กรณีหลักสูตรบัณฑิตศึกษาที่มีการดำเนินการในรูปแบบที่เป็น Bottom up คือ หลักสูตรเกิดขึ้นเมื่อส่วนงานมีความเห็นว่า คนพร้อม มีประสิทธิภาพที่จะ set up หลักสูตร และต้องการที่จะให้มีนักเรียนเข้ามา โดยผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อพิจารณาหลักสูตร ซึ่งในส่วนของบัณฑิตวิทยาลัย ได้มีการตรวจกรองในเชิงคุณภาพ มีรูปแบบเหมาะสม มีลักษณะตามที่ สกอ. มีกฎเกณฑ์กำหนดไว้ แต่สิ่งที่ควรสร้างขึ้นใหม่ โดยใช้ศักยภาพของคนที่สามารถมองภาพใหญ่ได้ชัดในการที่จะกำหนดว่า คณะ/ส่วนงาน ควรจะสร้างหลักสูตรใด เพื่อตอบสนองและเป็นประโยชน์ในการสร้างคน เพื่อแก้ปัญหาบางอย่างของประเทศ ซึ่งกลไกยังไม่ชัดเจน และการที่ได้มีการยกประเด็นว่า ต้องการให้มีคณะทำงานที่จะมองปัญหาประเทศชาติว่ามีอะไรบ้าง และคณะใดที่จะสามารถสร้างบัณฑิตไปแก้ปัญหาประเทศชาติได้ในระยะยาวและอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน ต้องทบทวนหลักสูตรเดิมที่มีอยู่ ว่ามีอะไรที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ ที่จะบรรจุหรือปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศในปัจจุบัน คือสิ่งที่ต้องการจะนำความรู้ความสามารถของกรรมการสภาฯ เข้าไปประกอบ
ประธาน กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า การนำเสนอวันนี้ เป็นการอุ่นเครื่องเท่านั้น เพราะเรื่องดังกล่าวมีความกว้างขวางและละเอียดอ่อน การอภิปรายจะลงลึกไปเรื่อยๆ จึงหวังว่า สิ่งที่ได้อภิปรายกันนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ฝ่ายบริหารจะนำไปประกอบการพิจารณา เพื่อไปดำเนินการต่อให้มีความกระจ่างและชัดเจนขึ้น ขณะเดียวกันก็จะไม่หยุดในสิ่งที่ได้ดำเนินการแล้ว หรือคิดจะทำ ทั้งนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี กรรมการสภาฯ ผู้ทรงคุณวุฒิ ในฐานะ 23 ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ และเป็น ๑ ใน ๒ ของคณะกรรมการฯ ที่เป็นอิสระจากรัฐบาล โดยโครงการ ๑ จังหวัด ๑ มหาวิทยาลัย เป็นข้อเสนอของฝ่ายประชาชน จากการประชุมมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ซึ่งประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ก็เป็นกรรมการในคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ โดยได้มีการตั้งทีมเรียกว่า คณะกรรมการเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการปฏิรูป นอกจากนี้ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ก็อยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปฯ ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน จะเป็นการมองภาพใหญ่ ในเชิงสังเคราะห์ที่จะเป็นนโยบายสาธารณะด้วย คณะกรรมการฯ ชุดนี้ มีวาระ ๓ ปี ฉะนั้น เวลาทำงาน ๓ ปีนี้ ถึงจะไม่เสร็จสิ้น แต่อาจวางรากฐานและมีการเคลื่อนกันต่อไป
ที่ประชุมฯ รับทราบ
ผมคัดลอกรายงานการประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล ในวาระนี้มาลงทั้งหมด เพื่อให้เห็นว่าสภามหาวิทยาลัยอภิปราย และลงมติเรื่องนี้ กันอย่างไร ส่วนภาคปฏิบัติ เมื่อมีความคืบหน้าจะนำมาเล่าสู่กันครับ
วิจารณ์ พานิช
๒๐ ต.ค. ๕๓
เรียน อาจารย์ที่เคารพ
อ่านบทความนี้แล้ว รู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นศิษย์เก่าม.มหิดลอย่างห้ามใจไม่อยู่ รู้สึกว่ามหาวิทยาลัยได้รับเกียรติอย่างมากที่มีผู้รู้อย่างถ่องแท้เป็นแกนนำสำคัญ ขอติดตามความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาวิธีคิดของตนเองนะคะ อ.นิ่ม
อ่านรายงานการประชุมของสภามหาวิทยาลัยมหิดลที่อาจารย์กรุณานำมาเผยแพร่เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แล้ว สะท้อนภาพที่ดีของบทบาทสภามหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยต่อการรับผิดชอบและพัฒนาสังคมผ่านบัณทิตแต่ละรุ่นที่ออกมา หากสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารในอีกหลายๆสถาบันได้เข้าใจถ่องแท้ถึงบทบาทหน้าที่ของตัวเอง ผลักดันฟันเฟืองทุกชิ้นในมหาวิทยาลัยให้ทำหน้าที่ด้วยสำนึกให้การบริหารเป็นไปตามจุดมุ่งหมาย ปรัชญา ปณิธานของมหาวิทยาลัย ที่ได้วางไว้สวยหรูให้ป็นจริง เราก็คงได้outcome บัณฑิตที่มีทั้งคุณภาพและคุณธรรม
แต่ขณะเดียวกันรู้สึกหดหู่ใจและเศร้าใจที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยบางแห่งไม่รู้หน้าที่ ไม่ได้แสดงบทบาทที่ควรจะเป็น นอกจากเข้านั่งตามวาระ มีวิสัยทัศน์จำกัด และเกรงใจผู้บริหาร ไม่เกรงใจเงินภาษีแผ่นดิน เป็นความแตกต่างที่ชัดเจน outcome ที่ออกมาในแต่ละปี (ที่มีปริมาณมากมาย) บัณฑิตที่ควรถูกปลูกฝังให้ได้รับสิ่งต่างๆ ทั้งความรู้ ความคิด ความรับผิดชอบ ที่ควรจึงมีน้อย ภูมิต้านทานเมื่ออยู่ในสังคมจึงต่ำ ถูกรุกรานและรับกิเลสต่างๆได้ง่าย จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การปฏิรูปสังคมเป็นไปได้ยากหรือช้า
ขอบคุณอาจารย์มาก สำหรับข้อความทั้งหมดนี้ และจะนำไปเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดของการทำงานต่อไป