บทความจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 20 พฤศจิกายน 2553

 

น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและนำพาหลักสูตรหน้าที่พลเมืองและศีลธรรมกลับมา

         

ผมได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกและของประเทศไทยอย่างใกล้ชิดและสนใจ

การเปิดเสรีทางการค้าผ่านโลกภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจ มีการวิเคราะห์ผลดีและผลเสียมาตลอด

          ผลเสียที่ใหญ่ที่สุดและอาจจะแก้ไขยากที่สุดคือค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่

  • ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างไม่มีขีดจำกัดและไร้สาระ
  • การแข่งขันทางเศรษฐกิจ
  • วัตถุนิยม
  • การมองอะไรเป็นเงินและอำนาจไปหมด

ปรากฏการณ์ที่น่ากลัวมากๆ ในประเทศของเราคืออัตราความเร่งของโลกาภิวัตน์ยิ่งมากเท่าไหร่ ค่านิยมและศีลธรรมของคนไทยจะมีปัญหามากขึ้น

สัปดาห์นี้มีข่าวเศร้า 2 เรื่องที่ผมหดหู่ใจอย่างมาก ที่เป็นผลกระทบจากโลกาภิวัตน์

เรื่องแรกคือ นักเรียนอาชีวะ นอกจากจะตีกันเป็นประจำแล้วยังปาระเบิดใส่กัน จนกระทั้งมีประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ตายอย่างน่าเศร้าและเกิดบ่อยๆ

แต่ เรื่องที่เศร้าไปกว่านั้นคือ พบศพทารกกว่า 300 ศพ ที่เกิดจากการทำแท้งและนำมาซ่อนในวัด เพื่ออำพรางและรอเผา

ปัญหาสังคมแบบนี้จะคุ้มหรือไม่กับการที่มีระบบเศรษฐกิจแบบโลกไร้พรมแดน เน้นเงินเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ

บทความครั้งนี้จึงเป็นการเตือนสติคนในสังคมไทยว่า

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทั้งประเทศช่วยกันสร้างสังคมอันพึงประสงค์โดยเน้น

  • ความยั่งยืน
  • แก้ไขค่านิยมจอมปลอม
  • มีชีวิตที่มีความสุขสงบสันติ
  • ค้นหาแก่นแท้ของสังคมไทย

ผมจึงขอย้ำวิธีการน้อมนำทฤษฎีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่มีคุณค่ามหาศาลให้คนไทยทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อให้สังคมอยู่รอด

 

                   หลักปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ซึ่งพระองค์ท่านเน้น

  • การคิดแบบเป็นระบบมีเหตุ มีผล
  • การเดินสายกลาง ไม่สุดขั้ว
  • การมีภูมิคุ้มกัน

ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงเน้นว่า  การทำให้สำเร็จต้องมีอีก2 เรื่อง

  • มีคุณธรรม จริยธรรม
  • ไม่อวิชา คือต้องมีความรู้ ใฝ่รู้

การเรียนรู้ตลอดเวลา จึงจะประสบความสำเร็จ จึงขอวิงวอนให้ พ่อแม่ครู สื่อและผู้เกี่ยวข้อง อย่าหยุดนิ่งในการสร้างความเข้าใจให้สังคมไทย และเริ่มปฏิบัติปรัชญาของพระองค์ท่าน

ตัวผมและทีมงานได้ทำโครงการมาแล้ว 3 โครงการใหญ่ๆ คือ

  1. จัดทำเป็นรายการโทรทัศน์ 16 ตอน ออกทางช่อง NBT ร่วมกับธนาคารกรุงไทยและสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เรื่องความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงที่จะจัดการและรองรับกับโลกาภิวัตน์
  2. ร่วมมือกับกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น สร้าง Learning Forum โครงการเรียนรู้รุ่นละ 2 วัน ให้กับ อบต. อบจ. และเทศบาลในต่างจังหวัดสำเร็จไปแล้วกว่า 1,000 คน เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
  3. สุดท้ายในระดับระหว่างประเทศได้เน้น การสร้างความตระหนักในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้เขมร พม่า ลาว กัมพูชา จีน และเวียดนาม ประมาณ 10 ครั้ง ได้สร้างความประทับใจให้ประชาชนเพื่อนบ้านมากมาย

นายกฯอภิสิทธิ์ เน้นความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงและล่าสุดคือเรื่อง การปราบคอรัปชั่นกับเศรษฐกิจพอเพียง ในการประชุมนานาชาติ ที่จัดโดย ปปช.

นายกฯอภิสิทธิ์เป็นผู้หนึ่งที่เข้าใจและสนใจเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจัง

รัฐบาลยุคคุณทักษิณ ทำเรื่องนี้น้อยมาก ถึงจะทำก็แบบขอไปที น่าเสียดาย ความเป็นผู้นำของอดีตนายกฯทักษิณในเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง

อีกวิธีหนึ่งที่จะลดปัญหาสังคมของไทยคือ

  • การจัดทำหลักสูตรระบบ ประถม มัธยม อาชีวะหรือระดับมหาวิทยาลัยใหม่
  • ดึงเอาหลักสูตรในอดีตเช่น หน้าที่พลเมืองให้มีจิตสาธารณะ การมีคุณธรรมจริยธรรม การมีชีวิตที่สมดุลกับธรรมชาติและความสุขที่ได้มาจาการทำงาน เข้ามาประมาณ 20% ของการเรียนการสอนทั้งหมด

ผมประหลาดใจในวิธีการคิดของกระทรวงศึกษาที่พยายามแยกการศึกษาออกจากศาสนาและไม่นำศาสนาช่วยการปลูกฝัง เรื่องคุณธรรม จริยธรรม

โดยยกเลิกหลักสูตรเกี่ยวกับหน้าที่พลเมืองและศีลธรรมออกหมด

ในอดีตเด็กโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ ซึ่งพวกเราทุกคนภาคภูมิใจการเป็นเด็กวัดก็ถูกถอนชื่อวัดออกไปจากโรงเรียน ที่ได้รบการปลูกฝังในเรื่องคุณธรรม จริยธรรมจากการเป็นส่วนหนึ่งของเด็กวัดเทพศิรินทร์มาโดยตลอด

สุดท้าย ผมขอขอบคุณ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว) ที่กรุณาให้ผมได้ทำงานร่วมในการสร้าง SMEs Knowledge Center ให้ สสว. โดยเน้นการใช้ Website เพื่อผู้บริหาร SMEs

มีการแถลงข่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมามีแขกผู้มีเกียรติ เช่น ศาสตราภิชานไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ และผู้สนใจมาร่วมฟังมากมายเป็นบรรยากาศที่ดีมาก ขอบคุณทุกท่านและมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทาที่เอื้อเฟื้อสถานที่

นอกจากจะติดตามที่ www.chiraacademy.com แล้วยังมี www.smeknowledgecenter.com (เริ่มทดลองใช้คลังความรู้ได้ตั้งแต่ธันวาคมนี้เป็นต้นไป) ที่จะเป็นศูนย์การเรียนรู้ทาง Digital อีกแนวหนึ่ง ที่ช่วยกระตุ้นให้ SMEs ของไทยเป็นเลิศได้แน่นอน

ผมดีใจและภูมิใจที่มีส่วนร่วมด้วย

ฝากตัวอย่างบทความของผมที่ผมเน้นคือ Wisdom หรือความฉลาดเฉลียวในการจัดการกับความไม่แน่นอนของ SMEs ในอนาคต คิดว่าจะพบกับปัญหามากมายและได้รู้ว่าจะอยู่รอดได้อย่างไร เป็นกฎ 13 ข้อ ของผม

1.       ควรจะเรียนรู้จากความล้มเหลว คือ ล้มแล้วลุกและเดินไปข้างหน้า

2.       การมีประสบการณ์ทั้งดีและไม่ดีน่าจะช่วยให้เราเรียนรู้ได้ (Experience)

3.       อย่าหนีความจริง ยอมรับและเผชิญหน้ากับความจริง เพราะในธุรกิจหรือชีวิตความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย

4.       แทนที่จะค้นหาคำตอบตลอดเวลา ถามคำถามที่น่าสนใจ ทำให้เราได้ความคิดใหม่ๆ ถึงจะไม่มีคำตอบที่ถูกต้องก็ตาม

5.       การทำงานปรึกษาหารือตลอดเวลา

  • ปรึกษาข้ามสายงาน
  • ปรึกษานาย
  • ปรึกษาลูกน้อง
  • ปรึกษาเพื่อนร่วมงาน

6.       มีสติและมีความสามารถในการวิเคราะห์และจับประเด็น

เรื่องนี้สำคัญ ธุรกิจ SMEs มีความเสี่ยงมาก การตัดสินใจผิดสร้างปัญหา อย่ารีบร้อนและทำต้องรอบคอบ

7.       อ่านมากขึ้นและจับประเด็น ต้องอ่านในสิ่งที่ชอบหรืออ่านเพื่อช่วยธุรกิจมากขึ้น อ่านจาก Internet มีประโยชน์มาก แต่ภาษาต่างประเทศ (อังกฤษ) ต้องปรับปรุงและพัฒนา

8.       เปิดใจกว้างรับฟัง อย่าทำตัวประเภทปิดกั้นทุกอย่าง มีทัศนคติเป็นบวก

9.       ยอมรับว่าเรายังรู้ไม่พอหรือรู้ไม่รอบด้าน

10.     ทำอะไรอย่าหยุดต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่ม

11.     แตกฉานด้วยการข้ามศาสตร์ อย่ากลัวศาสตร์อื่นๆที่ไม่รู้

12.     เรียนรู้จากการฟัง อย่ารีบพูด ให้โอกาสคนอื่นพูดก่อน

13.     สร้างคุณค่าของตัวเองหรือสร้างศรัทธาให้อื่นเห็น

 

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ