ค่ำคืนนั้นแม้อยู่ในยามข้างขึ้น แต่ก็ไร้แสงจันทร์และระยิบพราวจากดวงดาว ด้วยเมฆฝนปกคลุมฟากฟ้าจนหนาทึบ มีเพียงแสงสว่างเพียงไฟพร่ามัวพุ่งเป็นเส้นจากกระบอกไฟฉายส่องนำทางไปเบื้องหน้า...

          เส้นทางดินที่ย่ำเดินไปบัดนี้เฉอะแฉะเจิ่งนองด้วยน้ำฝนที่ยังตกต่อเนื่องมาหลายเพลา...

          ชายคนหนึ่ง นำเด็กชายอายุไม่กี่ขวบพาดหลังมัดสะพายด้วยผ้าขาวม้า แล้วสวมผ้ายางคลุมทับป้องกันการเปียกปอน ย่ำเดินไปบนเส้นทางที่เปรอะเปื้อนดินโคลนท่ามกลางสายฝนที่ยังไม่มีวี่แววจะสร่างซา เขาเดินนำหน้าพ่อแม่เด็กน้อยที่อยู่บนหลังไปอย่างทะมัดมะแมง ขณะที่คนเดินตามต่างลื่นเป๋ไปมาด้วยไม่คุ้นชินกับเส้นทางและการเดินลุยทางโคลนในยามค่ำมืด

          เด็กชายคนนั้นไข้ขึ้นสูงจัดถึงขั้นเพ้อ ผู้พ่อและแม่ทำทุกทางไข้ก็ยังไม่ยอมลด ผู้เฒ่าคนหนึ่งในหมู่บ้านแนะนำให้นำเด็กน้อยออกไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในตัวจังหวัด ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบครึ่งร้อยกิโล ความยากลำบากมิใช่ความไกลของหนทาง แต่ทางออกจากหมู่บ้านกว่า ๕ กิโลเมตรในขณะนี้ไม่อนุญาติให้ยานยนต์ชนิดใดสัญจรได้ ยกเว้นการเดินเท้าซึ่งมีอยู่เพียงหนทางเดียว ผู้เฒ่าคนนั้นเอ่ยปากบอกให้ลูกชายวัยฉกรรจ์แบกเด็กน้อยออกไปส่งโรงพยาบาลก่อนจะสายเกินการณ์

          เด็กชายคนนั้นคือผมเอง...

          ผมรอดชีวิตด้วยเดินทางไปถึงมือหมอ ทั้งนี้เป็นเพราะความเอื้อเฟื้อของชาวลาหู่บ้านห้วยปลาหลดผู้หนึงที่เดินแบกผมออกมาจากหมู่บ้านระยะทางกว่า ๕ กิโลเมตร และเดินเท้าต่ออีก ๕ กิโลเมตร เพื่อไปขึ้นรถสำหรับส่งผมไปโรงพยาบาล

          พ่อและแม่ผมเป็นลูกจ้างประจำของกรมประชาสงเคราะห์ ถูกส่งเข้าไปทำงานอยู่ในหน่วยพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาบ้านห้วยปลาหลด ในยามคราวเคราะห์เมื่อผมเจ็บป่วย ครอบครัวของเราถูกสงเคราะห์โดยชาวบ้านที่พ่อเข้าไปทำงานสงเคราะห์ในหมู่บ้านตามคำสั่งของราชการ

          มีเรื่องราวของหมู่บ้านห้วยปลาหลดที่น่าสนใจและอยู่ในความทรงจำของชาวบ้านจำนวนหนึ่ง หนึ่งในนั้นคือการเสด็จเยี่ยมราษฎรษ์ของในหลวงพร้อมกับพระบรมวงศานุวงษ์หลายพระองค์ คราวนั้นพ่อและแม่ผมได้เข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด แต่ผมก็ไม่มีความทรงจำในเรื่องนี้ด้วยยังไร้เดียงสาเกินกว่าบันทึกเหตุการณ์นั้นไว้ได้

          ผมยังคงวิ่งเล่นอยู่ในหมู่บ้านห้วยปลาหลดหลายปี จนกระทั่งอายุเลยเกณฑ์เข้าเรียนมาหนึ่งปี ในปีนั้นน้องชายคนถัดมาอายุครบเกณฑ์ ทั้งผมและน้องชายก็ออกจากหมู่บ้านห้วยปลาหลดมาพำนักที่บ้านเช่าในตัวเมืองเพื่อเข้าเรียนหนังสือพร้อมกันในชั้นเด็กเล็ก

          แม่ย้ายออกมาทำงานในสำนักงานศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จ.ตาก ซึ่งอยู่ที่ดอยมูเซอ ส่วนพ่อวนเวียนไปมาระหว่างการอยู่ที่สำนักงานและการไปออกหน่วยที่บ้านห้วยปลาหลด

          ในช่วงที่ผมเรียนอยู่มัธยมต้น ช่วงนั้นพ่อถูกส่งไปอยู่ที่บ้านห้วยปลาหลด อยู่ในหมู่บ้านพ่อทำหน้าที่หลายอย่าง ดูเหมือนว่างานหลักจะเป็นการสอนหนังสือให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ชาวบ้านหลายคนจึงเรียกพ่อว่าครู ผมมาภูมิใจภายหลังว่าแม้พ่อจบ ป.๔ แต่ก็มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย หลายคนเติบใหญ่ได้ดิยได้ดี ลูกศิษย์ของพ่อหลายคนคบหากับผมเป็นมิตรสหาย

          วันหนึ่งขณะที่พ่ออยู่ในหมู่บ้าน พระรูปหนึ่งธุดงค์ผ่านมา พ่อพบเห็นจึงนิมนต์ท่านอยู่จำวัดที่ชายป่าข้างหมู่บ้าน และได้ชักชวนชาวบ้านสร้างกุฏิเล็ก ๆ ให้ท่านอาศัยจำวัด พ่อเล่าว่าตอนนั้นชาวบ้านไม่รู้จักพระ เด็ก ๆ เห็นถึงกับวิ่งหนี พ่อบอกกล่าวให้ชาวบ้านรู้จักพระ ชักชวนให้ชาวบ้านใส่บาตรทำบุญทุกวัน ในที่สุดพระธุดงค์รูปนั้นก็ตัดสินใจปักหลักอยู่จำพรรษาที่หมู่บ้านตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

          ก่อนผมจะจบ ม.๓ ไม่นานนัก ก็มีเรื่องภายในหมู่บ้านห้วยปลาหลด ด้วยกรมป่าไม้จะประกาศพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีขอบเขตเข้ามาพื้นที่ทั้งหมดของหมู่บ้าน ทั้งที่อยู่อาสัยและที่ทำมาหากิน กรมป่าไม้มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้ชาวบ้านอพยพ และได้จัดพื้นที่แห่งหนึ่งไว้รองรับ

          พ่อผมทำงานกับชาวเขามานาน พบเห็นประสบการณ์ที่เลวร้ายจากการอพยพมามาก จึงได้ให้ข้อมูลถึงผลกระทบของชาวบ้านที่จะได้รับหากมีการอพยพถิ่นฐาน และได้พาชาวบ้านไปดูพื้นที่ที่ทางกรมป่าไม้จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งก็พบว่าคำแนะนำของพ่อนั้นหนักแน่นน่าเชื่อถือ ชาวบ้านจึงรวมตัวกันไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ กระทั่งเกือบจะปะทะกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้หลายต่อหลายครั้ง

          กรมป่าไม้รู้ว่าพ่อผมอยู่เบื้องหลัง ก็พยายามกดดันให้หน่วยงานต้นสังกัดย้ายออก ในที่สุดหน่วยพัฒนาชาวเขาบ้านห้วยปลาหลดต้องถูกถอดถอนออกไปด้วยอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบกรมป่าไม้ ในระหว่างนั้นพ่อผมโดนลอบยิงถึงสองครั้ง แต่ก็สามารถรอดมาได้ อาจเป็นเพราะบุญกุศลที่พ่อได้บำเพ็ญมาตลอดชีวิตช่วยคุ้มครองให้พ่อปลอดภัย

          กรมป่าไม้ไม่สามารถย้านชาวบ้านออกนอกพื้นที่ได้ ก็พยายามกดดัน อาจเรียกได้ว่าถึงขนาดกลั่นแกล้งชาวบ้านหลายประการ เช่น ใช้กำลังเข้าจับชาวบ้านเมื่อชาวบ้านตัดไม้มาทำบ้าน ถางไร่ปลูกข้าว กระทั่งหาหน่อไม้และของป่าไปขายฯ ชาวบ้านอยู่ยากลำบากมากขึ้น แต่ก็ไม่ยอมทิ้งถิ่นฐานไปไหน

          พระธุดงค์ได้ให้คำแนะนำให้ชาวบ้านรักษาป่าแข่งกับกรมป่าไม้ กระทั่งเวลาผ่านไปราว ๒๐ ปีเศษ พื้นที่ของหมู่บ้านเป็นพื้นที่ที่ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ที่สุด สมบูรณ์กว่าพื้นที่ป่าที่กรมป่าไม้ดูแลเสีย

          ผมเวียนเข้าออกในหมู่บ้านไม่กี่ครั้งหลังจากออกไปเรียนหนังสือ กระทั่งกลับมาอีกครั้งเมื่อคราวที่ผมบวชเป็นพระ ผมมาจำวัดอยู่ที่สำนักสงฆ์ห้วยปลาหลดราว ๑ เดือน จากนั้นก็ย้ายไปจำพรรษาที่เชียงใหม่ และหลังจากย้ายจากเชียงใหม่มาจำพรรษาที่อาศรมฯ ดอยมูเซอ ผมได้พาชาวบ้านจำนวนหนึ่งไปร่วมกันเป็นแรงงานสร้างโรงเรียนบ้านห้วยปลาหลด โดยการนำของพระธุดงค์รูปนั้น ทั้งนี้ได้รับการบริจาคเงินจากคหบดีในเมืองกรุงฯ หลายท่าน

          ปี ๒๕๔๖ ผมเข้าไปห้วยปลาหลดอีกครั้งในนามคณะทำงานรางวัลลูกโลกสีเขียว เพื่อพิจารณาส่งหมู่บ้านเข้ารับรางวัล ครั้งนั้นผมเป็นผู้เขียนข้อมูลเรื่องราวของหมู่บ้านประกอบการรับรางวัลของหมู่บ้าน ในบทความ “คิดใหม่ ทำได้ : การจัดการป่าของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน” ซึ่งถือเป็นงานเขียนชิ้นแรกของผมเกี่ยวกับหมู่บ้านนี้

          การเขียนบทความข้างต้นของผม ทำให้ผมเปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับหมู่บ้านห้วยปลาหลดเป็นอันมาก มีข้อมูลและเรื่องราวที่รับรู้มาแต่ไม่สามารถบรรจุในงานเขียนนั้นได้ แต่ก็อยู่ในความทรงจำเป็นความประทับใจลึก ๆ ของตัวเอง และนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมชักชวนบรรดานักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเข้ามาทำงานเชิงวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยศิลปกร มหาวิทยาลัยมหิดล ฯลฯ ซึ่งเป็นที่มาของบทความชิ้นต่อ ๆ มาของผม ไม่ว่าจะเป็น “ดนตรีลาหู่ : ลักษณะ บทบาทและการดำรงอยู่” และ “การจัดการความเจ็บไข้ ของชาวลาหู่บ้านห้วยปลาหลด”

          ขวบปีหลังมานี้ผมเข้าออกหมู่บ้านห้วยปลาหลดบ่อยขึ้น พามิตรสหายเข้าไปเยี่ยมเยียนทำกิจกรรมในหมู่บ้านบ่อยขึ้น และได้เป็นส่วนหนึ่งของแกนนำชาวบ้านในการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน

          ล่าสุดผมชักชวนกัลยาณมิตรจำนวนหนึ่งไปจัดค่ายฯ ให้กับเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน ชักชวนเด็ก ๆ เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของหมู่บ้าน ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี การทำมาหากิน จนกลายเป็นที่มาของบทความเรื่อง “ประวัติการตั้งถิ่นฐานของชาวลาหู่บ้านห้วยปลาหลด” “รู้จักบ้านห้วยปลาหลด” และ “เทศกาลปีใหม่ลาหู่”

          ซึ่งบทความทั้งหมดนั้นผมได้รวบรวมเป็นหนังสือทำมือไว้ด้วยกัน เป็นหนังสือรวบรวมความรู้เกี่ยวกับบ้านห้วยปลาหลด ที่ผมตั้งใจทำขึ้นเพื่อมอบให้ชาวบ้านที่นี่

          ห้วยปลาหลดในทัศนะผมนั้นเป็นหมู่บ้านที่มีความน่าสนใจ น่าค้นหา และน่าอยู่ บรรดาเรื่องราวต่าง ๆ จากงานเขียนต่างวาระต่างโอกาสนี้น่าจะพอให้เหตุผลถึงความรู้สึกของผมได้ไม่มากก็น้อย...

 

http://www.4shared.com/document/jPb0LpfZ/huipalod1.html

โหลดหนังสือได้ ที่นี่ ครับ