บางครั้งบางทีไม่มีเหตุผลอะไรสำคัญมากกว่าความสุข ความพึงพอใจ แม้จะเหนื่อยแต่ก็มีความสุขเข้ามาแทรกปน แม้จะท้อบ้างระหว่างทางแต่ยังมีความรื่นรมย์ให้เห็น ชีวิตก็เหมือนกันหากเราพอจะเห็นประภาคารที่เป็นจุดมุ่งอยู่บ้างแล้ว การรุดไปข้างหน้าจึงเต็มไปด้วยพละกำลังและชีวิตชีวา

ลมหนาวที่พัดหอบเอาน้ำใจของคนไทยหลังกระเเสน้ำเริ่มลดระดับลง เป็นลมหนาวที่ทำหน้าที่ประจำตามฤดูกาล แต่ปีนี้ผมรู้สึกว่าลมหนาวแฝงความอบอุ่น แผ่ซ่านสู่คนไทยที่แสดงความรักต่อกันและกันยามวิกฤติ

ก่อนฤดูหนาวไม่นานนักผมมีโอกาสเดินทางไปร่วมเรียนรู้กับคุณครูที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา เป็นโรงเรียนเอกชนในชนบทของ อ.ลำปลายมาศ ผมจินตนาการไม่ออกว่า โรงเรียนจะมีสภาพอย่างไร? มีการจัดการเรียนการสอนอย่างไร? แต่พอทราบบ้างจากหนังสือบางเล่มที่ “ครูวิเชียร” ครูใหญ่แห่งลำปลายมาศถ่ายทอดผ่าน ความตื่นเต้นกับการเดินทางไปในเส้นทางที่ไม่คุ้นชิน บวกกับความตื่นเต้นที่จะได้ร่วมเรียนรู้กับครูทั้งหมด โดยผมทำหน้าที่คิดกิจกรรมขึ้นมา ทุกอย่างท้าทายไปหมด และทุกอย่างแปลกใหม่สำหรับผมเสมอ...

แต่ความแปลกใหม่ และไม่คุ้นชิน ทำให้ผมมีพลังเสมอ เก็บเอาความประหวั่นพรั่นพรึงเก็บไว้ลึกๆ ส่วนหนึ่งคือ พลังที่อยากเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ

“ตาไม่รู้หรอก เพราะหนทางแต่ละสายนำเราไปสู่ที่ต่างกัน แต่หลานไม่ต้องห่วงตรงนั้นหรอก หนทางจะนำเราไปเองขอเพียงทำสิ่งที่เราควรทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

ในครั้งนั้นกิจกรรมก็เสร็จสิ้นไปพร้อมกับความประทับใจ ไม่มีอะไรน่ากังวลไปมากกว่าสิ่งที่เราคิดไปเอง ทุกอย่างล้วนมีวาระและมีแห่งที่ของมัน เพียงแต่เราเข้าไปชื่นชมด้วยใจ พลังแห่งความ ปีติยินดีก็พร้อมจะเผยปรากฏสำหรับเรา

“หมอกอันมืดมัวได้สลายลงไปแล้ว แสงสีทองพาดบนแผ่นฟ้าผืนใหญ่เหมือนผ้าแพรอันวิจิตรงดงาม สองตาหลานกำลังย่ำไปบนคันนาเพื่อกลับบ้าน กายนำหน้าตาคำบนคันนาที่มีหญ้าขึ้นสูง พยายามปัดป่ายหญ้าสูงๆนั้นให้ล้มราบลงด้วยเท้าอันเปลือยเปล่า ใบและลำหญ้าที่หักได้ทิ่มหนังเท้าทำให้รู้สึกเจ็บเหมือนกัน แต่เขารู้สึกฮึกเหิมและสุขใจที่ได้ทำอย่างนั้น” 

 

บางครั้งบางทีไม่มีเหตุผลอะไรสำคัญมากกว่าความสุข ความพึงพอใจ แม้จะเหนื่อยแต่ก็มีความสุขเข้ามาแทรกปน เเละแม้จะท้อบ้างระหว่างทางแต่ยังมีความรื่นรมย์ให้เห็น ชีวิตก็เหมือนกันหากเราพอจะเห็นประภาคารที่เป็นจุดมุ่งอยู่บ้างแล้ว การรุดไปข้างหน้าจึงเต็มไปด้วยพละกำลังและชีวิตชีวา ผมกำลังจะบอกถึงบรรยากาศในกิจกรรมระหว่างผมกับคุณครูที่ลำปลายมาศ ในวันนั้นกิจกรรมของเราเริ่มตั้งแต่เช้า เราไม่ได้พูดถึงเป้าหมายกันเลย แต่ผมคิดว่าในการมารวมกันเพื่อพูดคุย ทุกเรื่องล้วนเชื่อมโยงไปสู่ประเด็น “ความสุขกับการเรียนรู้”  หากชีวิตคือการเรียนรู้ ดังนั้นชีวิตก็ต้องมีความสุขเพียงพอที่จะเรียนรู้ แม้กระทั่งชีวิตครูที่มีหน้าที่เอื้อกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็ก หากเขาตระหนักเรื่อง “ความสุข” ผมคิดว่าเป็นหัวใจของความรู้และอนาคตของสังคมไปด้วย

“หลานได้กลิ่นต้นข้าวไหม ลองสูดดมเข้าลึกๆสิ” 

“ผมได้กลิ่น” 

“เหมือนกลิ่นตอนหน้าแล้งไหม” 

“ผมจำไม่ได้” 

“เราก็ต้องเฝ้าสังเกตและจดจำสิ บางทีกลิ่นจะบอกอดีตและอนาคตของเรา” 

... 

“แต่ผมยังไม่ได้กลิ่นอนาคตเลยครับ” 

กายยังไม่เข้าใจกลิ่น กับอนาคตอยู่ดี แต่เขาชอบฤดูฝนที่มีสีเขียวเต็มไปหมด 

หากผมเปรียบอนาคตเหมือนกลิ่น ก็คงเป็นกลิ่นที่ล่องลอยมาจากที่ใดสักแห่ง กลิ่นจะเข้มข้นมากขึ้นเมื่อปัจจุบันได้ทำหน้าที่ของมันอย่างดีที่สุด กลิ่นอนาคตที่หอมหวานที่ลำปลายมาศ ผมคิดว่าคือ การสร้างปัญญาเพื่อการสร้างอนาคตของเด็ก หรือแม้กระทั่งภูมิปัญญาของมนุษยชาติ นี่หากผมไม่กล่าวเกินเลยไป...เพราะคือความจริง

ผมเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในอีกวันหลังจากที่ครูใหญ่และคณะครูเหนี่ยวรั้งไม่ให้กลับตามกำหนด ผมอยากบอกทุกคนว่า “ผมกำลังตามกลิ่นอนาคตเหมือนกัน...” ในเป้ใบเขื่องมีหนังสือซุกอยู่หลายเล่ม หนึ่งในนั้น เป็นหนังสือที่ผมหยิบอ่านตั้งแต่รถเริ่มเคลื่อนออกจากลำปลายมาศ ...เรื่องราวธรรมดาที่ถูกเล่าผ่านงานเขียน ภายใต้ชื่อ “สายลมกับทุ่งหญ้า” ผมไม่คิดว่าหนังสือเล่มเล็กจะตรึงอารมณ์ผมทั้งหมดให้จดจ่อกับเรื่องราวที่ร้อยเรียง

“สายลมคือลมหายใจแห่งท้องทุ่ง ลมหายใจแม้เพียงแผ่วเบา...แต่ก็หมายถึง...การมีชีวิต


จากลำปลายมาศ ถึงเมืองหลวงเอกนคร แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอสมควร ผมใช้เวลาอ่านและครุ่นคิดผ่านวาทกรรมง่ายๆแต่แฝงด้วยปรัชญาที่สามารถซึมซับได้จากหนังสือเล่มหนึ่ง...ผมพลิกหน้า พลิกหลังปิดหนังสืออยู่หลายครั้งเพื่อใช้จินตนาการเชื่อมความจริงกับปรัชญาผ่านเรื่องราว เด็กชายที่ชื่อกายกับตาของเขา

ชีวิตที่งดงามเรียบง่ายผ่านท้องทุ่ง ฉากชีวิตที่ส่วนหนึ่งผมมีความรู้สึกร่วมด้วย ชีวิตของกาย กับการเดินไปข้างหน้า กับตา ของเขา ...ทำให้ผมเรียนรู้ว่าทุกช่วงเวลามีมิติของการเรียนรู้ ธรรมชาติเป็นเสมือนห้องเรียนห้องใหญ่ มีปรัชญามากมายซ่อนแฝงในนั้น หากเรานิ่งพอที่จะไขรหัสที่ลุ่มลึก...

ผมยอมรับว่า หลายคราที่ประโยคธรรมดาที่ตาพูดกับกาย ผมก้มหน้านิ่งปาดน้ำตาที่รื้นๆ ที่เอ่อท้นออกมาอย่างไม่รู้ตัว

 

“...พลังอันยิ่งใหญ่ของคนเกิดจากความมุ่งหวังในบางสิ่งบางอย่างและการศรัทธาต่อความมุ่งหวังนั้น”ตาคำวางมืออันเหี่ยวย่นที่ไหล่กาย “มันยากสำหรับหลาน เพราะความมุ่งหวัง และความศรัทธาต่อความมุ่งหวังมันไม่มีตัวตน”

“เวลาไม่เหมือนสิ่งของ ไม่ว่าเราจะใช้หรือไม่ใช้มันก็จะหมดไประหว่างที่รออะไรสักอย่าง ก็ไม่ควรปล่อยมันให้หมดไปอย่างเปล่าประโยชน์” ตาคำเคยย้ำเตือนกาย 

“ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อๆไปก็จะผิดด้วย หลานต้องตั้งใจทำสิ่งต่างๆในครั้งแรกให้ดี เมื่อไปโรงเรียนวันแรกก็ต้องตั้งใจทำให้ดีเช่นกัน”


ถึงตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมเป็นหลานชายตัวน้อยของตาคำขึ้นมาในทันที...

ขอบคุณครับตา..

 


 

“สายลมกับทุ่งหญ้า”

วิเชียร ไชยบัง,สำนักพิมพ์โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

ราคา ๙๕ บาท

สำนักพิมพ์โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

๑๖๒ หมู่ ๑๓ ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ๓๑๑๓๐

โทร ๐ ๔๔๖๖ ๑๕๖๔-๖๖ แฟกซ์ ๐ ๔๔๖๖ ๑๕๔

www.lpmp.org