เมื่อเร็วๆนี้ผมได้คุยกับผู้บริหารและครูกลุ่มหนึ่งบ่นให้ฟังว่า  ทุกวันนี้ครูบาอาจารย์ในโรงเรียนต่างหวาดผวากับการตรวจเยี่ยมและประเมินจากหน่วยงานภายนอกต่างๆที่ผลัดกันเข้ามาที่โรงเรียนกันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเวลาครูได้ยินคำว่า "ประเมิน" ครั้งใดก็รู้สึกไม่ดีกับคำนี้แล้ว
      ความจริงคำนี้เป็นคำสากลที่ใช้กันมานานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเชิงระบบของทุกกิจกรรมและทุกองค์กรที่จะต้องปฎิบัติให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล และสื่อความกันเป็นที่เข้าใจดีแล้ว
      ถ้าดูบริบทเกี่ยวกับการประเมินจะพบว่า เรื่องที่โรงเรียนต้องถูกประเมินในปัจจุบันมีหลายเรื่อง เช่น การประเมินภายนอก  การประเมินภายใน  การประเมินสถานศึกษาเพื่อรับรางวัลพระราชทาน(สมัครเอง)  ประเมินการใช้หลักสูตร ประเมินโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่เป็นไปตามกทั้งสิ้นฎหมาย หรือตามนโยบาย ที่มุ่งพัฒนคุณภาพการศึกษา   
     แต่สาเหตุที่ครูเบื่ออาจมาจากต้องถูกประเมินบ่อยเกินไปหรือเปล่า และการประเมินแด่ละครั้งครูต้องเตรียมตัวกันจนอดตาหลับขับตานอน เพราะแต่ละเรื่องก็มีตัวบ่งชี้ และวิธีประเมินที่ต่างกัน โรงเรียนก็พยายามเตรียมคำตอบให้ตรงกับข้อสอบมากที่สุด  เพราะไม่รู้ว่ากรรมการจะมาไม้ไหน และทางโรงเรียนก็ไม่ได้จัดกระบวนทัพกันให้พร้อม  ไม่ได้ทำกันเป็นชีวิตปกติ  เลยต้องวิ่งเหนื่อยไปตามกระแส 
       นั่นคือระบบประกันคุณภาพภายในยังไม่มั่นคงเข้มแข็งพอ  ดังที่อาจารย์สมหวัง(ผอ.สมศ.)เคยพูดไว้  รวมทั้งโรงเรียนก็ยัง SBM ไม่ได้เต็มที่ หรือเปล่า ครูจึงต้องรับศึกหนัก
        แม้บางโครงการจะพยายามเปลี่ยนไม่ใช้คำว่าประเมิน เช่นใช้คำว่า "การตรวจเยี่ยมเพื่อรับรองต้นแบบโรงเรียนในฝัน"ของโครงการโรงเรยนในฝัน แต่วิธีปฎิบัติก็ดูเครียดกว่าการประเมินโรงเรียนปกติเสียอีก
        ครูที่มาทำ KM ด้วยกันเขาเลยขอร้องว่า  ในกระบวนการ KM ของพวกเราจะยกเว้นไม่ใช้คำนี้เหมือนระบบราชการทั่วๆไปได้ไหม  เพื่อให้การสร้างวัฒนธรรมคุณภาพ เกิดความเป็นกัลยาณมิตรที่ยั่งยืน โดยอาจใช้คำว่า "ไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ ใครทำดีก็ยกย่องให้รางวัลกัน"เป็นต้น แม้จะยาวหน่อยแต่ก็ระรื่นหูดี.. 
         นี่คือ สิ่งที่ครูเขาฝากบอกมา... ก็ลองวิเคราะห์ดูก็แล้วกันว่าจะทำอย่างไรดี