วันอาทิตย์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓

กราบสวัสดีค่ะครู

                การตื่นมาตอนเช้าที่มีเสียงทีวีดังตลอด ใจรู้สึกหงุดหงิดค่ะ เสียงนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์ก็ดังเป็นระยะ แต่ด้วยความงอแงของจิตก็กดเลื่อนไปเรื่อย ๆ ดังตั้งแต่ตีสาม ทั้งเสียงโทรศัพท์และทีวี ในความโง่ของตนเองแทนที่จะลุกขึ้นมาปิดทีวี แต่กลับนอนหงุดหงิด อย่างนี้ไม่เรียกโง่ ก็ไม่รู้จะเรียกอะไร เดินไปแปรงฟันล้างหน้าเห็นในครัวกำลังสาละวนกันทำกับข้าวอย่างเบิกบาน แต่จิตชั่ว ๆของติ๋วขุ่นมัว

เห็นความขุ่นมัวอยู่ค่ะ ได้แต่อดทนเพราะมันโง่อยู่ กิเลสมันพาล ที่กิเลสมันโดนขัดใจ ล้างหน้าเสร็จแม้มีความขุ่นในใจ แต่ก็ไปช่วยจัดผลไม้ พอหาอะไรไม่เจอความหงุดหงิดก็ปรากฏง่ายค่ะ ได้แต่ดึงลมหายใจเข้าลึก ๆ จึงเลี่ยงออกมาทำความสะอาดจัดสถานที่แทน เมื่ออยู่คนเดียวภาวนากับการกวาดถูบ้าน ใจรู้สึกสบายขึ้นค่ะครู ลมหยใจชัดขึ้น ความขุ่นมัวหายไป ค่อย ๆ ช่วยยกสำรับอย่างแข็งขัน แล้วน้าราญก็เตรียมของและบอกว่า

“ให้ไปรอใส่บาตรพระวัดที่หลวงปู่ไปจำวัดเมื่อคืน ซึ่งหลวงปู่ก็เดินบิณฑบาตรร่วมด้วย”

ไม่นานพระท่านก็เดินผ่านมา หลวงปู่เดินนำหน้าแล้วตามด้วยพระรูปอื่น ๆ แล้วหนูก็เข้าไปในบ้านนั่งลงเช็ดถ้วย จาน ช้อน ซ้อม มีน้องตั้มและน้องน้ำตาลเป็นลูกมือ อ้อ มีอีกเรื่องที่ยังไม่ได้เล่าถึงค่ะ น้องตั้มเข้าประกวดวาดภาพโดยใช้คอมพิวเตอร์ แล้วได้รับรางวัลอันดับหนึ่งของกลุ่ม แต่ ณ ขณะที่เข้าแข่งมีเวลาให้วาดสามชั่วโมง น้องตั้งวาดไปสองชั่วโมงกว่า ๆ แล้วจึงเซฟแต่ว่าเซฟไม่ติดภาพหายไป กรรมการประกาศว่า เหลือเวลาอีกสิบเจ็ดนาที น้องตั้มเริ่มวาดใหม่ พอวาดเสร็จ กรรมการประกาศว่าเหลือเวลาอีกสิบนาที ระหว่างซ้อมก่อนเข้าแข่ง น้องตั้มจะเมลล์มาหาติ๋ว เสมอ ๆ เล่าสั้นเรื่องการซ้อม พอสอบเสร็จก็เมลล์มาเล่าให้ฟัง ว่าเขาเองไม่มั่นใจเลย เพราะเกิดเหตุการณ์แบบนี้และก็ไม่กล้าฟังผล แต่พอมาทราบว่าสอบได้ที่หนึ่ง ก็งง ทั้งงงทั้งดีใจ ต้องซ้อมมากขึ้นเพราะว่าต้อวเป็นตัวแทนของกลุ่มเข้าแข่งระดับเขต ระหว่างเช็ดจาน เหมือนได้ฟังเรื่องราวนี้จากหลานชายวัย ป.๒ และหลานสาววัย ป.๑ ที่เห็นพี่ชายเป็นต้นแบบ ความใสซื่อของเด็ก ๆ ส่งผลให้ใจมีชีวิตชีวามากขึ้นค่ะ เราทั้งสามช่วยกันมุ่งมั่นจนเสร็จ แล้วพ่อก็เดินหิ้วถุงกับข้าวมาให้แกะและบอกว่า “หลวงปู่มาถึงแล้ว” เมื่อได้รับโอกาสเราทั้งสามก็รีปฏิบัติหน้าที่ สักพักแม่เดินมาบอกว่า “พอได้แล้วลูก หลวงปู่มากแล้ว” หนูยังทำหน้าที่ต่อไป อย่างมุ่งมั่น แม่เดินมารอบสองพูดประโยคเดิมเสียงเข้มขึ้น ใจหนูขุ่นขึ้นมาเลยค่ะ เหมือนไม่พอใจแล้วจะมาลงมาที่แม่ เห็นความขุ่น แต่ก็ตอบท่านว่า “แกะกับข้าวจากบาตรของหลวงปู่ก่อน” เสียงหนูขุ่นค่ะครู ระลึกแล้วก็รู้สึกผิด  พอหลวงปู่เดินเข้ามาบ้านนั่งเรียบร้อยเราทุกคนจึงก้มลงกราบ แล้วก็มาจัดการงานตรงหน้าให้เรียบร้อย แล้วก็เข้าไปช่วยทะยอยยกสำรับ หลวงปู่เมตตาที่บ้านมาก ๆค่ะครู ท่านสนทนากับญาติโยมแล้วก็สั่งสอนไปด้วย ท่านเอ่ยถึงอานิสงฆ์ของข้าวก้นบาตรว่า ช่วยให้หายจากป่วยได้ เล่าถึงคนตัดไม้ กับความเป็นไปในปัจจุบัน คนละอายต่อบาปน้อยลง

                น้ำตะไคร้ใส่ใบเตยที่ติ๋วทำก็ยกถวายหลวงปู่และแจกผู้ที่มาร่วมทำบุญค่ะครู มีจังหวะหนึ่งที่ก้มลงกราบหลวงปู่ แล้วเงยหน้าขึ้นมารู้สึกยินดีที่ได้นั่งอยู่ ณ ขณะนี้ เห็นญาต ๆ พ่อแม่ ใจตอนนั้นสะท้อนถึงคำว่า “ครอบครัว” โชคดีที่ได้เกิดมาในครอบครัวและสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการภาวนา ความขุ่นมัวที่เคยมีก็มะลายหายไป ณ ขณะนั้นเลยค่ะ แล้วก็ร่วมกันทานอาหารอย่างเบิกบาน พอฉันฑ์เสร็จ หลวงปู่ก็เมตตาเอาข้าวก้นบาตรมาแจกจ่ายกันทาน เพื่อเป็นศิริมงคลค่ะ หลวงปู่เป่าหัวให้เกือบทุกคนรวมถึงติ๋วด้วย ณ ขณะที่คลานเข้าไปแล้วก้มลงกราบหลวงปู่ ติ๋วอธิฐานในใจว่า “ขอให้ลูกมีพละ ๕ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา เร่งเพียรภาวนาให้ถึงความพ้นทุกข์ด้วยเทอญ” ความรู้สึกที่หลวงปู่เป่าลมมาที่หัว ขนลุกซู่เลยค่ะครู ปีติน้ำตาแทบไหล ก้มลงกราบใจระลึกขอขมาหลวงปู่หากได้ลาวงเกินด้วยกาย วาจาและใจ ก่อนกลับหลวงปู่บอกว่า จะแวะไปล้างบาตรที่วัดก่อนแล้วค่อยกลับมาเอาของ พอท่านลุกขึ้น ทุกคนก้มลงกราบอย่างพร้อมเพียง เป็นความรู้สึกที่ประทับใจในความอ่อนน้อมของทุกคนมากเลยค่ะครู แล้วเราก็ช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาด ติ๋วรับหน้าที่ถูกพื้นค่ะ  พอเสร็จหลวงปู่ก็แวะมารับของที่ฝากไว้ที่บ้าน ญาติ ๆหลายคนร่วมเดินทางไปส่งหลวงปู่ด้วย ไปส่งที่จังหวัดหนองคาย ซึ่งแม่และน้าราญก็ร่วมเดินทางไปด้วย พอทุกคนไปหมดติ๋วก็ล้มตัวลงนอนเอกเขนกหลับอยู่ในบ้าน เหมือยพึ่งผ่านสนามรบมาจากไหน ตื่นมาอีกทีเกือบ ๆเที่ยงค่ะ หิวจึงทานกับข้าวที่เหลือจากการถวายหลวงปู่เมื่อเช้าทาน ๆไป ระลึกถึงพ่อ จึงยกสำรับทั้งหมดไปหาพ่อชวนท่านทานข้าว และเจอพี่วสาวกับน้าสะใภ้นั่งทานกันอยู่จึงนั่งทานด้วยกัน บ่ายอยู่ที่หน้าร้านพี่สาวตลอดบางครั้งมีลูกค้ามาซื้อบุหรี่ ใจระลึกถึงคำที่ครูฝากไว้ว่า

“นำพาคนที่บ้านเลิกขายเหล้าบุหรี่ได้ไหม”

ขณะยื่นให้เขาใจก็ระลึกขอขมาขอโทษที่ช่วยเหลือเขาไม่ได้

กว่าติ๋วจะออกมาจากบ้านก็บ่ายสามครึ่งค่ะครู กราบลาทุกคนแล้วก็ขับรถออกมา ใจวันนี้ดูไม่นิ่งเย็น เหมือนพร้อมที่จะอาละวาดได้ทุกขณะ ได้แต่พยายามอดทน ขับรถไปเรื่อย ๆ ระลึกถึงคำพูดที่แม่ชีเล่าให้ฟังถึงคำพูดของหลวงปู่ที่ว่า “ถ้ามันเป็นผู้ชาย เราจะให้มันบวช”

ใจหนูทั้งลิงโลดและเศร้าใจ มีความคิดขึ้นมาว่า

 “ทำไมไม่เกิดมาเป็นผู้ชายนะ จะได้บวช ไม่ต้องมาทำอะไรก็ไม่รู้ที่บางทีก็ทำให้หลงง่าย”

ใจระลึกคำสอนครูขึ้นมาอีกว่า “สิ่งไหนปรากฏขึ้นมาก็แสดงว่า ถึงเวลาที่เราต้องเรียนรู้เรื่องนั้น”

ครานี้น้ำตาไหล เหมือนใจคร่ำครวญ อยากบวช ทุกข์มันบีบคั้น แล้วอยู่ ๆ ก็เบาลงแล้วก็มีเสียงว่า

“ที่เกิดมาเป็นผู้หญิงก็เพราะว่า กรรมแต่งมา ให้ต้องมาเรียนรู้ อัตภาพของความเป็นสตรี”

พอระลึกได้ใจก็ยอมรับว่า ต้องเรียนรู้กับอัตภาพ ที่ได้มาและสิ่งที่ปรากฏมา ณ ขณะนี้ จังหวะนั้นเลี้ยวผ่านสวนป่าสมเด็จมาพอดีค่ะครู รู้สึกผ่อนคลายขับมาเรื่อย ๆ มาจอดรถที่ปั้มยางตลาดเข้าห้องน้ำ เห็น sms จากครูประมาณว่า

“ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นธรรมได้จัดสรรให้เกิดเพื่อให้เราได้เรียนรู้ความจริงของธรรมชาติ (สัจจะ)

หนูแว๊บเห็นคำว่า

“สัจจะ รู้สึกเศร้าน้ำตาไหล ที่เหมือนตั้งใจกับตนเองว่าจะไปยโสธรแล้วไม่ได้ไปศีลข้อสี่ด่างพร้อย แต่พออ่านซ้ำ ๆ หลาย ๆรอบ พบว่า แท้ที่จริงแล้วติ๋วได้เรียนรู้ว่า “ไม่มีอะไรบังคับได้” นี่คือที่สุดของความเข้าใจของคำว่า “บังคับไม่ได้ คือ อนัตตา”

พอถึงขอนแก่นจึงส่ง sms บอกครูว่าถึงแล้ว ตั้งใจกับตนเองว่า “เอาใหม่ น้อมนำปฏิปทา ข้อปฏิบัติที่ครูให้ไว้มานำทางแห่งตน”

ครูส่งกลับมาว่า “รับถอดบทเรียนเลยว่าได้เรียนรู้อะไรเกิดขึ้นกับตนเอง”  

ครุ่นคิดกับตนเอง จะเขียนแยกหรือ รวมในจดหมายถึงครูดี ตัดสินใจเขียนรวมในจดหมายถึงครู

                ครูค่ะหลายอย่างติ๋วยังทำได้ไม่ดีดังที่ใจคาดหวังและตั้งเป้าหมาย แต่ก็จะพยายามค่ะ

                                                                                                กราบขอบพระคุณครูที่เมตตาค่ะ