วันเสาร์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓

กราบสวัสดีค่ะครู

                เช้าวันเสาร์ที่ ๑๓ ด้วยความตั้งใจไปร่วมงานกฐิน มีเป้าหมายกับตนเองว่า “ต้องต้มน้ำตะไคร้ใส่ใบเตยไปร่วมทำโรงทานกับครูที่ ยโสธรในวันที่ ๑๔ จึงลุกขึ้นมาแต่เช้าเก็บใบตะไคร้และใบเตยตั้งหม้อต้มน้ำตาล ดูเหมือนแก๊สจะไม่ค่อยเป็นใจค่ะครู แต่ก็พอได้บ้าง แล้วก็ช่วยแม่เตรียมของอย่างอื่นเพื่อไปวัดหลวงปู่ ร่วมงานกฐินในเช้าวันเสาร์ที่ ๑๓ สักพักพ่อกลับมาอาบน้ำไปรับหลวงปู่เลิศ ซึ่งท่านเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่หลวงปู่นิมนต์มาร่วมงานกฐิน พ่อขับรถไปรับหลวงปู่แล้วก็มาจอดรับกับข้าวที่บ้าน ได้ก้มลงกราบท่านแต่เช้าตรู่รู้สึกปีติ อนุโมทนาบุญกับพ่อที่มีโอกาสได้อุปฐากดูแลท่าน  ใจนี้น้อมระลึกถึงความโชคดีที่ได้เกิดมาในครอบครัวนี้ค่ะครู เป็นต้นทุนที่ส่งเสริมต่อการปฏิบัติภาวนา พอพ่อขับรถออกไปด้วยความที่แก๊สในบ้านแผ่ว ๆแม่จึงต้องไปทำกับข้าวอีกอย่างที่ตลาดเหมือนเราถูกวัดใจ วัดความมุ่งมั่นว่า

“ตั้งใจพอหรือไม่”

เพราะว่าแก๊สที่ร้านก็หมดยังไม่มาส่ง และแล้วแม่ก็สามารถทำต้มยำหม้อใหญ่ ๆ สำเร็จลุล่วงได้ดี แต่........ข้าวเจ้าที่หุงด้วยหม้อมีทั้งสุก ไหม้และไม่สุก จึงไม่ได้เอาไปวัดด้วย

เพราะต้มยำถูกทำใหม่ ๆ หม้อใหญ่ค่อนข้างร้อนรถที่ใช้ขนคือ รถเก็ง ด้วยข้อจำกัดนี้ที่กระโปรงรถมีถังแก๊ส NGV ที่กินพื้นที่อยู่ หม้อไม่สามารถวางลงได้ เหมือนติ๋วถูกวัดใจว่า “กล้าเสียสละไหม”

ตอนแรกก็ขุ่นมัวค่ะแต่ก็หายใจลึก ๆ แล้วก็ค่อย ๆใช้ปัญญาตอนแรกเอากล่องมารองแล้วก็ค่อนสวมถุงพลาสติกใหญ่ ๆครอบ แต่ก็ไม่ค่อยดีนัก กลายเป็นว่าใช้ถุงพลาสติกสามใบซ้อนกันอันนี้กันหก สักพักพอยกมาที่กระโปรงรถกลายเป็นว่า

“หม้อวางได้ไม่สนิทติดถังแก๊สปิดกระโปรงรถไม่ได้”

ครานี้อึ้งค่ะ แต่ก็รู้สึกว่า น่าจะพอมาทาง จึงลองเอาอะไรมาหนุนค่ะ ครานี้ลงตัวข้าง ๆก็เอากล่องมาวางหนุนแล้วก็สามารถนำอาหารไปที่วัดหลวงปู่ได้”

พอขึ้นกับข้าวเสร็จแวะรับแม่และแม่ดุงที่หน้าบ้าน ขับรถขึ้นวัดเห็นมีตำรวจจัดรถตามเส้นทาง ระหว่างทางแม่บอกว่า “พี่ตุ๊กนิมนต์หลวงปู่เลิศให้อยู่ฉันฑ์อาหารเช้า ก่อนที่จะขับรถไปส่งวัดที่ท่านจำพรรษาที่จังหวัดมุกดาหาร แม่อยากให้ติ๋วอยู่ค่ะครู แต่ติ๋วก็ตอบปฏิเสธ เพราะตั้งใจกับตนเองว่า “จะไปยโสธร” แม้หนูจะรู้สึกว่า “แม่ผิดหวัง” แต่ก็ระลึกกับตนเองว่า “คำพูดของตนเอง ก็คือ ศีลของตนเอง เอ่ยกับครูไว้แล้ว ก็จงน้อมรับนี่คือ สัจจะ”

รู้สึกว่า หลังจากพูดกับแม่แล้ว “ใจก็มีความขุ่นมัวปรากฏบ้างค่ะ ได้แต่อดทน” พอมาถึงวัด

วันนี้คนเยอะค่ะครู แต่ก็เป็นระเบียบ จอดรถแล้วก็ขอให้พี่ตำรวจมาช่วยยก ท่านยิ้มแล้วก็เต็มใจเข้ามาช่วยเหลือ พอเอารถไปจอดแล้วจึงเดินเข้าไปในงาน มองไปเห็นแม่ออกชาวมาเลเซียที่เราไม่เจอกันนานสักพักเห็นแม่และพ่อ ใจแว๊บรู้สึกขึ้นมาว่า

“อย่างนี้นี่เองเราถึงได้เกิดมาเป็นลูกพ่อและแม่ ทั้ง ๆที่ไม่ได้ตั้งใจมองหาท่าน แต่ก็เห็นท่านโดดเด่นแตกต่างจากคนอื่น ๆมากมาย”

จากนั้นเราจึงขยับหาที่เหมาะ เพื่อนั่งฟังเทศน์หลวงปู่ พอพระรับบาตรเสร็จ หลวงปู่ก็ให้อาราธนาศีล รับพระ แล้วก็ให้ทอดกฐินเลย ครูค่ะขณะท่านผู้นำพากล่าวคำถวายกฐิน ใจติ๋วระลึกถึงครูบาอาจารย์ทั้งสี่ท่าน ที่เมตตาสอนสั่งให้ติ๋วได้เรียนรู้มาจน ณ ขณะนี้ จะว่าไปหนูระลึกอุทิศบุญให้ทั้ง พระอาจารย์สองรูป ครูและอาจารย์เสมอ ๆ ทุกครั้งที่แผ่เมตตาและอุทิศบุญ ระลึกถึงพ่อแม่ น้อง ๆ พี่ ๆ ที่ได้ร่วมงานกัน ขอให้ได้มีส่วนในกุศลผลนี้ด้วย

                พอพิธีทอดกฐินเสร็จสิ้นหลวงปู่ก็ให้ทุกคนไปทานข้าว และผลไม้หรืออะไรต่าง ๆที่แขวนไว้รอบ ๆ พื้นที่ก็สามารถเอากลับไปได้เลย

อ้อ.........ติ๋วลืมเล่าไป องค์กฐินของที่นี่หลวงปู่เมตตาว่า ใครมีอะไรก็เอามา มีมะละกอ กล้วย อ้อย ส้มโอ ก็เอามาห้อยได้เลยตามต้นไม้ค่ะ ตอนเดินเข้ามาก็ห้อยต่องแต่งเต็มแต่ละกิ่งไปหมด เสร็จพิธีชาวบ้านก็จะตัดแล้วก็นำกลับบ้าน ติ๋ว พ่อ แม่ แม่ดุง ไปหยิบจานเพื่อจะเข้าไปตักอาหารในเตนท์แต่ครูค่ะ คนเยอะมาก ๆ ถามตนเองว่า

“จะเข้าไปเบียดไหม”

ได้คำตอบให้ตนเองว่า

“เราทานมาเยอะแล้ว แทบทุกวันวันนี้ให้โอกาสคนอื่นบ้าง”

จึงเดินถือจานและช้อนมาที่โรงทานขนมจีนเจอคุณแม่ชี ท่านเมตตาเอาน้ำเต้าหู้ให้ก่อนที่ท่านจะลงไปฉันฑ์ที่กุฏิของท่าน หนูจึงเดินออกมาว่า

“แค่นี้ก็พอ แค่ไหนก็แค่นั้น”

มองเห็นพ่อจึงเดินเข้าไปหา มีส้มตำและข้าวเหนียวจึงนั่งลงทานกับท่าน พ่อเอ่ยเสมอ ๆ ในวันที่กับข้าวมีน้อยว่า “ไปนา ยังไม่ได้กินอาหารดีขนาดนี้เลย” ที่นั่งกับพ่อมีเพื่อนพ่ออีกรวมเป็นสี่คน ณ จุดที่นั่งอยู่ห่างจะพระไม่มากนักค่ะ เรานั่งลงทานไปเรื่อย ๆ ไม่นานพระท่านเดินเอาข้าวก้นบาตรมาเทให้ มีอาหารและขนมมากมายที่พระท่านเมตตานำมาให้ โห มหัศจรรย์มากเลยค่ะครู จากที่มีเพียงส้มตำที่พ่อเอามา ต้มยำปลาและก็แจ่ว กลายเป็นอาหารมากมายทั้งคาวหวานและมีญาติมานั่งร่วมด้วยอีกเป็นสิบ พ่อเปรยขึ้นมาว่า

“นั่นไง อย่างนี้เขาเรียกว่า สายบุญยาว ยังไงก็ไม่อดหรอก”

ซึ่งอาหารที่ปรากฏตรงหน้าบ่งชี้ว่า ล้นหลามจริง ๆค่ะครู

                เก็บสำรับเสร็จจึงเดินขึ้นไปกราบหลวงปู่บนศาลาเดินออกมาเจอจุ่น แม่จุ่นและน้า ซึ่งจุ่นบอกว่าจะมาตอนเช้า แม้จะไม่ทันร่วมพิธีแต่ท่านก็ตั้งใจเข้าไปกราบหลวงปู่และต่อยอดกฐิน

ด้วยความไม่ค่อยสนใจคนอื่นอย่างคุ้นชิน

ซึ่งบางทีติ๋วก็รู้สึกแยกไม่ค่อยออกระหว่างความไว้วางใจค่ะครู

 เหมือนติ๋วไว้ใจว่าท่านทั้งสามารถทำสิ่งที่ท่านปรารถนาเองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีติ๋ว

จึงเดินออกมาช่วยคนอื่น ๆเก็บของ จนมาเจออีกทีตอนที่ทั้งสามท่านเดินออกมาชวนติ๋วไปหยิบเอาของที่ฝากซื้อ ซึ่งรถจอดอยู่ที่บริเวณโรงครัว ท่านเอ่ยว่า “มีของมาถวายแม่ชีด้วย” จึงนำทางท่านเข้าไปในกุฏิของแม่ชี ซึ่งทั้งสามท่านนั่งอยู่ด้วยกัน เข้าไปกราบท่าน ท่านถามถึงว่า

“เมื่อคืนได้มาพักค้างไหม”

เรียนท่านตามตรงว่า “ไม่เจ้าค่ะ เมื่อคืนมาถึงนาคูสี่ทุ่ม”

ท่านเอ่ยว่า “ไปทำความสะอาดกุฏิไว้รอ”

รู้สึกซาบซึ้งกับความเมตตาของท่านค่ะ ทำให้ติ๋วได้เรียนรู้ว่า

สิ่งที่เราทำอยู่เป็นประจำทำให้ได้รับความเมตตาจากคนรอบข้างอย่างไม่มีประมาณ แม่อีกท่านหนึ่งเล่าว่า

เมื่อวันที่พี่สาวคนโต (พี่ตุ๊ก) ร่วมเดินทางมากับหลวงปู่เลิศและพ่อนำพระพุทธรูปมาถวายให้หลวงปู่ท่านเอ่ยว่า

“ลูกสาวคนนี้ของพ่อตุ๊กท่านไม่เคยเจอ เจอแต่ลูกสาวอีกคนหนึ่ง ที่มาบ่อย ๆ ถ้ามันเป็นผู้ชายเราจะให้มันบวช”

พอได้ฟังใจรู้สึกซาบซึ้งมีเสียสาธุอยู่ในใจค่ะครู แว๊บขึ้นมากับตนเองที่ลิงโลดปรารถนาเข้าสู่การบวช แล้วท่านก็เอ่ยต่อเรื่องการสั่งสมบารมี เพื่อให้เติมหากบารมีเต็มก็จะถึงการบวชเอง ถึงตอนนั้นอะไรก็รั้งไว้ไม่อยู่ แล้วท่านก็เล่าถึงประสบการณ์ของท่านในตอนก่อนบวชว่า

“ใจเป็นเช่นใด” 

ใจหนูอนุโมทนากับการบวชของท่าน แล้วแม่จุ่นก็กราบเรียกขอคำชี้แนะในการปฏิบัติภาวนากับท่านแม่ชี สักพักเราก็ลาแม่ชี

ทั้งสามท่านจึงแยกกลับติ๋วที่โรงครัว เพราะตั้งใจกับตนเองว่า “จะอยู่เก็บงาน” หันมองถ้วย ชาม ถาด เยอะมากค่ะครู ทำให้นึกถึงคำว่า

“จานชามกองเท่าภูเขา”

พอล้างไปสักพัก แม่และแม่ดุง ตามลงมาเราทั้งหมดจึงได้ช่วยกันล้าง รู้สึกประทับใจที่ได้รับใช้แทนคุณหลวง แทนคุณสถานที่อย่างเต็มกำลังค่ะครู พอกลับมาที่บ้านรู้สึกหิว และเหมือนไม่ค่อยสบาย ทานข้าวเที่ยงเสร็จจึงหงีบหลับไป ตรงหน้าร้านของพี่สาว ตื่นมางัวเงียแทบไม่อยากลุก เป็นไม่สบายในตนเอง พอเดินมาที่บ้านชิมน้ำตะไคร้ใส่ใบเตยที่ต้มไว้ มันใช้ไม่ได้เพราะเหมือนน้ำไม่เดือดพอ จึงตัดสินใจต้มอีกครั้งให้มั่นใจ นั่นหมายถึงว่า

“ติ๋วต้องเลือกระหว่างน้ำตะไคร้ กับการออกเดินทางไปหาครูเลย”

ถามตนเองว่า “ทำดีที่สุดรึยัง” คำตอบคือ “ยัง” จึงตั้งใจใหม่ค่ะ กว่าจะกรอง ทำให้เยอะลงพอที่จะบรรจุลงถุงร้อนได้ก็เกือบห้าโมง ด้วยความช่วยเหลือของน้าราญและเพื่อน พอติ๋วลาทุกคนแล้วกำลังเดินขึ้นรถ ครูโทรหาพอดี พอครูทราบว่าที่บ้านนิมนต์หลวงปู่ ครูก็แนะให้พิจารณาว่า “สิ่งไหนควรทำ”

ตอนนั้นใจหนูสลดเลยค่ะ เหมือนมันโดน “ขัดใจ” แต่ก็รู้เลยว่า “อดไปแน่ ๆ” แต่ก็คร่ำครวญ หนูนั่งอยู่หลังพวงมาลัย ดูความรู้สึกตนเองที่สลด ค่อย ๆเบาลง แล้วจึงพายกระเป๋าเข้าไปเก็บในบ้าน บอกน้าราญว่า “ไม่ได้ไปแล้ว ครูบอกว่าที่บ้านมีงานก็ควรอยู่บ้าน น้ำที่ทำไว้ ให้ที่ไหนก็เหมือนกัน”

น้าราญตอบว่า “ใช่แล้ว ทำที่ไหนก็บุญเหมือนกัน ไม่ขับรถค่ำ ๆ ก็ดีแล้ว จะได้ปลอดภัย”

แต่หน้าติ๋วเหี่ยวสลดเลยค่ะ ข้างในมันเป็นเฉื่อย ๆ ไม่อยากทำอะไรเลย แม้จะลุกขึ้นมาช่วยน้าราญกวาดบ้านแต่ก็เหมือนไม่ยินดียินร้าย กำลังทำใจเดินไปตลาดสวนทางกับแม่ที่ขนของมาหนูก็เลยช่วยแม่ถามว่า “เย็นแล้วทำไมไม่ไปสักที”

เอ่ยกับท่านว่า “ไม่ไปแล้ว อยู่ช่วยรับรองหลวงปู่พรุ่งนี้”

แม่บอกว่า “โอ้ ดี ๆ ดีที่สุดเลย แม่จะได้เบาใจ”

แต่เสียงข้างในหนูดังขึ้นมาว่า “เฮ้อ”

มันเป็นเสียงของกิเลสที่โดนขัดใจค่ะครู มันชัดมาก แต่ก็ไม่ได้ดับไปเลย ดูจะหน้างอทำงานอยู่จนดึกดื่น แล้วก็เผลอหลับไปหน้าทีวีข้างล่างเลยค่ะ

เหมือนเผลอไม่ได้เลยค่ะครู นิด ๆ หน่อย ๆ กิเลสก็แหลมมาแซงหน้าอยู่เรื่อย ขนาดมีครูคอยเตือนสติมันก็ยังอาละวาด

ครานี้ติ๋วได้เรียนรู้ใจของตนเองชัด ยิ่งไม่ได้ไปยโสธร ยิ่งเห็นใจที่มันถูกขัดใจชัดค่ะ

                                                                                                กราบขอบพระคุณครูค่ะ