พระสอนว่า กามนั้นมีสุขน้อยทุกข์มากไม่ยั่งยืน

ประพฤติพรหมจรรย์-3

โสภณ เปียสนิท

...........................    

 

                                ระหว่างการคิดหาคำตอบ ลุงเหม่อมองดอกคูนจากต้นริมรั้วหลังบ้านโปรยปรายลอยคว้างตามแรงลม สวยงามแม้ว่าเป็นการจากลาอย่างไม่มีวันหวนคืน “พระสอนว่า กามนั้นมีสุขน้อย ทุกข์มาก ไม่ยั่งยืน มีคำเปรียบเปรยมากมาย กามเหมือนพยับแดด เหมือนของที่ยืมเขามา เหมือนสุนัขแทะกระดูก เหมือนต้นไม้ผลดกในป่า เหมือนเขียงสับเนื้อ เหมือนหอกหรือหลาว เหมือนหัวงูพิษ ลองคิดดูให้ดีว่ามีแง่มุมให้คิดอย่างไร” “ครับ พอคิดได้บ้าง” ลุงกล่าวต่อช้าๆ “รักษาศีล5 ถือว่ารักษาพรหมจรรย์เบื้องแรก รักษาศีล8 เป็นบางครั้ง ถือเป็นขั้นกลาง รักษาศีล8 ตลอดชีวิต ถือว่าเป็นขั้นสูง ส่วน การบวชพระบวชเณรเป็นการถือพรหมจรรย์”

 

                                  สุธีร์มีสีหน้าครุ่นคิด “ข้อดีของการถือพรหมจรรย์มีอะไรบ้าง” ลุงยิ้มสบาย “ทำให้หมดความกังวล จิตเป็นอิสระ เวลามีมากขึ้น บัณฑิตสรรเสริญ ความดีเจริญขึ้น ท้ายสุดทำให้บรรลุนิพพาน” “ชีวิตชาวบ้านอย่างผมต้องประพฤติพรหมจรรย์หรือไม่” “ต้องถามว่าเราจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร” “อยู่เพื่อทำมาหากินตามปกติ” “อย่างนั้นลุงขอถามว่าชีวิตคนต่างจากสัตว์อื่นๆ อย่างไร” “ลุงคิดว่าชีวิตคนควรต่างจากสัตว์อื่น” “ใช่ซี คนรู้บุญ รู้บาป รู้ดี รู้ชั่ว หากมีค่าเท่ากับสัตว์อื่นก็เสียชาติเกิด หรือคุณไม่เสียดาย” “เสียดายบ้าง แต่ชาติหน้าก็เกิดอีกนี่ครับ” “ถูกอีก ตายแล้วต้องเกิด แต่จะเกิดเป็นอะไร หากเป็นสัตว์อื่นหมดโอกาสทำดี” “ก็รอชาติต่อไป” “อย่างนั้นก็ได้ เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารไม่สิ้นสุด” “นานเท่าไรครับ” “ไปเรื่อยไม่สิ้นสุด”

 

                                  สุธีร์คิดหนักยิ่งขึ้น ผมเองพลอยคิดตาม “แล้วเมื่อไร ผมจะเกิดเป็นคนอีก” “พระสอนว่าการเกิดเป็นมนุษย์แสนยาก” “ตอนนี้เห็นมีคนเกิดมากมายล้นโลก” “แล้วเธอรู้หรือว่าสัตว์อื่นเกิดขึ้นมากมายเท่าใด มดมีกี่ตัว สัตว์น้ำมีกี่ตัว สัตว์บกทั้งหมดมีกี่ตัว บางพวกเกิดในครรภ์ บางพวกเกิดในไข่ บางพวกเกิดในเถ้าไคล บางพวกเกิดผุดขึ้นทันที พระเรียกว่าพวกโอปปาติกะ ซึ่งเราไม่รู้ แต่ผู้มีปัญญาท่านรู้ ลองเปรียบเทียบดูว่าอัตราการเกิดเป็นคนกับเกิดเป็นแบบอื่นเป็นร้อยละเท่าไร”