มีคนถามบ่อยๆ ว่า หลังจาก ม. มหิดล ออกนอกระบบราชการแล้ว ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
คำตอบกว้างๆ คือ เราได้ใช้ความยืดหยุ่น คล่องตัว ในการสร้างระบบและวัฒนธรรมองค์กรที่มีแรงจูงใจให้คนดี มุ่งทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองและเป็นคนเก่งด้วย เข้ามาทำงานและเรียนที่มหาวิทยาลัยมหิดล
นอกจากระบบต่างๆ ในภาพรวมที่ซับซ้อน ระบบบริหารงานบุคคลเป็นระบบที่เราเอาใจใส่เป็นพิเศษ นอกเหนือจากระบบค่าตอบแทนต่างๆ ที่สูงขึ้น และสัมพันธ์เชื่อมโยงกับผลงานชัดเจนกว่าตอนอยู่ในระบบราชการแล้ว เรายังเน้นการได้คนที่เหมาะสมจริงๆ มาเป็นผู้บริหารหน่วยงาน โดยข้อบังคับเรื่องการสรรหาผู้บริหารหน่วยงานเปิดกว้างให้คณะกรรมการสรรหาสามารถดำเนินประกาศรับสมัครจากทั่วประเทศ (หรือจากต่างประเทศก็ได้) ตามความเหมาะสม
สะท้อนการมองผลประโยชน์ขององค์กร และของสังคม เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ผลประโยชน์ของบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยเป็นที่ตั้ง
ใน พรบ. ๒๕๕๐ ระบุให้ต้องแก้ไขข้อบังคับและระเบียบต่างๆ ให้เสร็จภายใน ๓ ปี ซึ่งก็ทำได้เสร็จเกือบทั้งหมด มีข้อยกเว้นบ้าง โดยสภามหาวิทยาลัยเห็นชอบให้ใช้เวลาเพิ่มขึ้นเพื่อความเหมาะสม คือไม่ใช่ล่าช้าเพราะความไม่เอาใจใส่ แต่ต้องใช้เวลาเพื่อความรอบคอบ เรายกร่างกฎระเบียบต่างๆ แบบคำนึงถึงหัวใจคน ไม่ใช่ยกร่างแบบเอากฎระเบียบเป็นตัวตั้ง
ระบบกำกับดูแล เข้มข้นขึ้น ในปี ๒๕๕๔ จะมีการประชุมสภามหาวิทยาลัยปีละ ๖ ครั้ง (๒ เดือนครั้ง ครั้งละ ๑ วัน) โดยกำหนดให้มีการพิจารณาเรื่องที่มีความสำคัญเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนา ยกเอาเรื่องเชิงกฎระเบียบไปให้กรรมการชุดย่อยพิจารณาอนุมัติ รวมทั้งมีกรรมการชุดย่อยพิจารณากลั่นกรองและสังเคราะห์เรื่องเชิงนโยบาย ก่อนนำเสนอสภาฯ ซึ่งหมายความว่า กรรมการสภาฯ จะต้องทำงานหนักขึ้น โดยเน้นการมองที่การขับเคลื่อนภาพใหญ่ของมหาวิทยาลัย เพื่อการรับใช้สังคม เป็น “ปัญญาแห่งแผ่นดิน” ได้อย่างได้ผลจริงจัง
คณะกรรมการย่อยมี ๓ ชุด ดังนี้
๑. คณะกรรมการคุณภาพการบริหารและธรรมาภิบาล
๒. คณะกรรมการพัฒนานโยบายมหาวิทยาลัย
๓. คณะกรรมการกิจการสภามหาวิทยาลัย
ซึ่งหมายความว่าการกำกับดูแลจะมีความเข้มข้นมากขึ้น ใช้เวลาทำงานมากขึ้น เพื่อพิจารณาเรื่องใหญ่ๆ ของมหาวิทยาลัย ให้รับใช้สังคมหรือประเทศได้ดียิ่งขึ้น
ในช่วงเวลาประมาณ ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการได้สร้างนวัตกรรมด้านการจัดองค์กร โดยสร้างหน่วยงานที่ไม่อยู่ใต้ระบบราชการขึ้นภายในมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ ใช้กลไกของสภามหาวิทยาลัยขึ้นกำกับดูแล ทำให้สามารถขยายระบบอุดมศึกษาภาครัฐขึ้นมากมาย มหาวิทยาลัยมหิดลมีหน่วยงานในลักษณะดังกล่าว ๔ หน่วยงาน คือ วิทยาลัยนานาชาติ, วิทยาลัยการจัดการ, วิทยาลัยดุริยางคศิลป์, และ วิทยาลัยศาสนศึกษา โดย ๓ วิยาลัยแรกอยู่ในสภาพหารายได้เลี้ยงตัวเอง และวิทยาลัยศาสนศึกษาได้รับเงินบริจาคจากมูลนิธิน้ำทอง ทั้ง ๔ วิทยาลัยมีกฎระเบียบและระบบการจัดการที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งมีทั้งส่วนดีและเสีย
เมื่อออกนอกระบบราชการ มหาวิทยาลัยมหิดลก็มีโอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เพื่อช่วยให้วิทยาลัยทั้ง ๔ มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น เวลานี้ ๓ วิทยาลัยแรกใช้ข้อบังคับส่วนใหญ่เหมือนกับส่วนงานอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดลภาพรวม ยกเว้นเรื่องการบริหารงานบุคคลที่ยังต้องแตกต่าง
การกำหนดนโยบายมีความชัดเจนขึ้นในทุกๆ ส่วนของมหาวิทยาลัย รวมทั้งส่วนวิทยาเขต ซึ่งมี ๓ วิทยาเขตใน ๓ จังหวัด คือ กาญจนบุรี นครสวรรค์ และอำนาจเจริญ ย้ำว่าเป็นวิทยาเขต ไม่ใช่การจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้ง มหาวิทยาลัยมหิดลไม่มีการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้ง เพราะจัดให้มีคุณภาพเหมือนจัดในสถานที่ตั้งยาก หรือกล่าวได้ว่าไม่ได้เลย มหาวิทยาลัยมหิดลเข้มงวดเรื่องคุณภาพในทุกเรื่อง ในทุกส่วนงาน
มีคนถามบ่อย ว่าสำนักงานสภามหาวิทยาลัยมหิดลเป็นอย่างไร คำตอบของผมคือ เรายังอยู่ระหว่างการพัฒนา ในลักษณะของการทำไปเรียนรู้ไปและปรับไป โดยเราไม่มุ่งสร้างสำนักงานแยกเด็ดขาดออกจากฝ่ายบริหาร เพราะเราคิดว่าจะสิ้นเปลืองมากโดยไม่จำเป็น และเราไม่ได้ทำงานในลักษณะไม่ไว้ใจฝ่ายบริหาร เราจึงเน้นใช้เจ้าหน้าที่สนับสนุนร่วมกันกับฝ่ายบริหารเป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่จะต้องพัฒนาขึ้นและเป็นหัวใจสำคัญคือขีดความสามารถในการนำเอาข้อมูลต่างๆ มาสังเคราะห์นำเสนอเชิงนโยบายต่อสภามหาวิทยาลัย
ที่จริงเรื่องใหญ่ที่สุดของมหาวิทยาลัยมหิดล คือการรับใช้บ้านเมืองในฐานะมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก ที่จะต้องกำหนดจุดยืนของตนเอง ที่ทวนกระแสสังคมไทยไม่ใช่น้อย กระแสสังคมของเราพัดเอาทุกอย่างเข้าสู่ค่าเฉลี่ย ในนามของความยุติธรรม จึงยากที่มหาวิทยาลัยบางแห่งจะพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก
ผมเชื่อว่า ความเป็นอิสระในลักษณะที่ไม่ต้องใช้กฎระเบียบราชาการที่ขึงตึง จะช่วยให้มหาวิทยาลัยมหิดล ทำหน้าที่รับใช้ชาติในฐานะดังกล่าวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเดินไปสู่สถานะดังกล่าวได้ง่ายขึ้น
แต่ไม่ได้หมายความว่า เราปลอดจากอิทธิพลของราชการ (bureaucracy) นะครับ เงาอำมหิตของ bureaucracy มันครอบคลุมสังคมไทยอย่างกว้างขวางทั่วถึงในลักษณะกระลาครอบที่กระลาหนามาก แม้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ปฏิรูประบบราชการยังตกอยู่ใต้กะลาครอบนี้ และตั้งหน้าขยายกะลาอย่างไม่หยุดยั้ง
...เอาใจช่วยเจ้าค่ะ...(คนที่ได้อยู่นอกกะลา.หนาๆที่ว่า..เจ้าค่ะ)...ยายธี
เรียน อาจารย์หมอวิจารย์
ผมว่า เราคงต้องใช้เวลามากกว่า 3 ปี ในการที่ปรับระบบคิดของคนทำงานใน 1 มหาวิทยาลัย 2 ระบบ คือ พนักงานมหาวิทยาลัย และข้าราชการ เพราะเราชินกับระบบราชการมานานมาก ที่เราเข้าใจว่าเป็นระบบเจ้าคนนายคน ผมยังจำคำที่พ่อแม่สอนตอนเด็ก ๆ ได้ว่า "ร่ำเรียนหนังสือให้สูง ๆ นะลูก จบมาจะได้ทำงานราชการ เป็นเจ้าคนนายคน" แต่ในปัจจุบัน ผมว่าทำอย่างไรเราจะปรับระบบคิดคนทำงานทั้งมหาวิทยาลัยว่า วิชาความรู้ ปัญญาที่เรามีอยู่ในแต่ละคนในมหาวิทยาลัย จะมีวิธีไหน อย่างไร ที่จะสร้างประโยชน์ให้สังคมไทยได้มากที่สุด และรวดเร็วที่สุด ให้ทันกับกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก..ครับ
ได้อ่านข้อความของอาจารย์แล้วรู้สึกว่าทำไมทั้งที่ออกนอกระบบเหมือนกัน แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับม.มหิดลไม่เกิดขึ้นเลยกับม.บูรพา ทุกอย่างในม.บูรพามันหลอกลวงสังคมทั้งนั้นดีแต่สร้างภาพ สร้างข้อมูลให้ผ่ารนการตรวจประเมินทั้งระบบ..เศร้าจัง
เรียน อาจารย์วิจารณ์ ที่เคารพอย่างสูง
ผมอยากขออนุญาตนำบทความเรื่องการเปลี่ยนแปลงหลังออกนอกระบบ... นี้ไปเผยแพร่ต่อในจดหมายข่าวสภาคณาจารย์ของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ เป็นอย่างมาก เพื่อให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยผมได้รับทราบถึงการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัยซึ่งได้ปรับเปลี่ยนไปสู่การออกนอกระบบในเวลาไล่เลี่ยกัน จะเรียกว่าเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเปรียบเทียบและแข่งขันอยู่กลายๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่วงการอุดมศึกษาโดยรวมก็ว่าได้
มิทราบว่าอาจารย์จะยินดีให้นำไปเผยแพร่ต่อได้หรือไม่ครับ
ขออภัยที่มิได้มาเรียนขออนุญาตต่ออาจารย์ด้วยตนเองครับ
สุรพล ศรีบุญทรง
สมาชิกสภาคณาจารย์ มจพ.
เรียน อ. สุรพล ที่นับถือ
ยินดีครับ ที่เอามา share ใน gotoknow ก็เพื่อประโยชน์สาธารณะอยู่แล้ว แต่ต้องระวังว่าที่ผมเล่านี้เป็นการตีความของผม คนอื่นในมหิดลอาจตีความต่างกันก็ได้
วิจารณ์
In comment #2 นายกานต์ จันทวงษ์ says:
"ร่ำเรียนหนังสือให้สูง ๆ นะลูก จบมาจะได้ทำงานราชการ เป็นเจ้าคนนายคน"
I had tried this
"ร่ำเรียนหนังสือให้ รู้มาก ๆ นะลูก จบมาจะได้ทำงาน เป็นเจ้านายตัวเอง"
It did not work. The current in our Thai society is flowing in the other direction. We are thought and conditioned to be followers (กบ) not free agents (ตัวเอง) and definitely not leaders (นาย). ;p