วันที่ ๑๓ ต.ค. ๕๓ ผมไปร่วมงานเปิดตัว สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง (THAIST - Thailand Advanced Institute of Science and Technology)  จัดโดย สวทน.   ได้ชื่นใจว่าสังคมไทยได้เพิ่มความซับซ้อนของระบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และระบบวิจัย ขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง

          ผมมีความเชื่อว่าระบบแห่งการสร้างสรรค์ต้องเป็นระบบที่ซับซ้อนและปรับตัว (Complex Adaptive Systems)  ต้องไม่จัดให้เป็น simple system เพื่อรองรับฐานอำนาจของใครหรือหน่วยงานใด   หรือเพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมสั่งการ   เพราะระบบแห่งการสร้างสรรค์ต้องมีอิสรภาพ เป็นบรรยากาศสำคัญ   ต้องมีระบบความสัมพันธ์แบบเน้นความสัมพันธ์แนวราบ   ไม่เน้นความสัมพันธ์แนวดิ่ง หรืออำนาจสั่งการ

          ผมจึงมีความยินดี ที่จะเกิด THAIST ขึ้นอีกหน่วยงานหนึ่ง ในระบบที่ซับซ้อนและปรับตัว ของวิทยาศาสตร์และการวิจัย   เพื่อเพิ่มความซับซ้อนให้สูงขึ้น   เป็นอีกส่วนหนึ่งของ jigsaw ของการทำงานสร้างสรรค์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

          ประธานเปิดงานคือ รมว. กระทรวงวิทยาศาสตร์ ดร. วีระชัย วีระเมธีกุล   การมีนักการเมืองมาเป็นประธานเปิดงานในบ้านเรามีข้อที่ผมรังเกียจอยู่อย่างหนึ่งคือ เขาชอบมาสาย อย่างวันนี้มาสายครึ่งชั่วโมง   ผมมองว่าเป็นการไม่เคารพให้เกียรติคนอื่นจำนวนมาก ที่ต้องนั่งรอ   และเป็นการสร้างวัฒนธรรมล้าหลังที่ไม่ตรงต่อเวลา ในสังคมไทย

          THAIST ไม่ใช่สถาบันที่ทำงานเอง แต่ทำหน้าที่ประสานงาน ให้หน่วยงานต่างๆ ด้านวิชาการมาร่วมกันทำงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศ   ซึ่งอาจเรียกว่าเป็น สถาบันเสมือน (virtual institute) ทำงานสร้างเครือข่าย   ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผมชอบมาก   โดยเครือข่ายแรกๆ ที่นำเสนอในวันนี้คือ เทคโนโลยีระบบขนส่งทางราง, เทคโนโลยีระบบยางแปรรูป, และการออกแบบเพื่อการผลิตและนวัตกรรม   งานหลักคือสร้างคน และพัฒนาเทคโนโลยี

          ท่าน รมต. พูดว่าในปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์   ต้องการการร่วมแรงร่วมใจ

          มีการลงทุนวิจัยจากภาคเอกชนเพิ่มขึ้น เช่นกลุ่ม ซีพี เพิ่มงบวิจัยจากปีละ ๘๐๐ ล้าน สู่ ๑,๕๐๐ ล้าน จากรายได้ ๒ แสนล้านต่อปี  โตโยต้าก็มาลงทุนวิจัยในประเทศไทย

          รมต. กล่าวถึงนโยบาย วทน. ๓ เรื่อง

๑.   งบวิจัย ๑% ใน ๕ ปี


๒.   นักวิจัยเต็มเวลาที่เวลานี้มี ๔๐,๐๐๐ คน จะเพิ่มเป็น ๑๕ : ๑๐,๐๐๐ หรือ ๙ หมื่นคน


๓.   สัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนา ระหว่างภาคเอกชน : ภาครัฐ เวลานี้ ๔๐ : ๖๐ เป้าหมายที่ ๗๐ : ๓๐

          การพัฒนากำลังคน เริ่มจากเด็กและเยาวชน ให้สนใจเรียนสายวิทย์มากขึ้น   ทำให้ภาคการศึกษากับภาคธุรกิจเอกชน ทำงานใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

          สถาบัน THAIST ตั้งขึ้นเพื่อสร้างคน สร้างความรู้ เอามาถ่ายทอดให้แก่ภาคธุรกิจเอกชน   โครงการนำร่องได้แก่ ระบบราง ยางล้อ การออกแบบอุตสาหกรรม  สร้างกำลังคนขึ้นรองรับ

          ตนอยากเห็น สถาบันฯไม่ทำงานแทนมหาฯ ไม่ว่าด้านการสอน และการวิจัย แต่ทำงานสร้างเครือข่าย ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ   เพื่อนำความรู้และเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการ   ไม่มีการสร้างอาณาจักร

          มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ  ทั้งจากแหล่งในประเทศและจากต่างประเทศ

          ด้วยความเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง  ผมไม่เห็นด้วยกับการทำงานเพื่อเป้าหมายเฉพาะธุรกิจ ไม่มีเป้าหมายที่ภาคประชาสังคม   ผมยิ่งไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์การทำงานที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี    ผมมองว่าต้องเปลี่ยนไปเน้นยุทธศาสตร์ร่วมสร้าง   คือเน้นร่วมกันทำงานอย่างมีความเท่าเทียมกัน  ร่วมกันสร้างความรู้และเทคโนโลยีจากการร่วมกันทำงาน  ไม่ใช่ภายใต้แนวคิดว่ามหาวิทยาลัยมีเทคโนโลยี ฝ่ายผู้ใช้ไม่มี จึงต้องเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี

          ข้อน่าชื่นชมของงานเปิดตัว THAIST คือมีการเตรียมภาคีที่จะเป็นเครือข่ายกันมาลงนามความร่วมมือ   เท่ากับเมื่อองค์กรเกิดก็มีเป้าหมายการทำงานระยะเริ่มต้นอย่างชัดเจน  ต่อไปจึงค่อยมองหาเป้าหมายเพิ่มขึ้น

          ศ. ดร. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ผู้เป็นเสมือนบิดา ของ THAIST ท่านเรียก ไทย เอสที ไม่เรียก ไท้ยสท์ อย่างคนอื่น   ท่านบอกว่าประเทศไทยต้องไต่บันไดเทคโนโลยีขึ้นไปผลิตสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น

          จุดเริ่มต้นคือ TGIST ที่เริ่มพร้อมๆ กับ คปก.  ของ สกว.   โดย TGIST ดำเนินการเป็น เครือข่าย   เป็นองค์กรเสมือน

          ในปี ๒๕๔๙ ศ. ดร. ยงยุทธ เป็น รมว. วิทย์ มีการร่าง พรบ. สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย ซึ่งในที่สุดรวมกับ พรบ. วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ ออกปี ๒๕๕๑

          น่าสนใจที่ตั้งแต่เป็น TGIST มาจนเป็น THAIST ก็ดำรงความเป็น "หน่วยงานเสมือน" ไว้อย่างเหนียวแน่น  โดยมีโครงสร้าง เป็นเครือข่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา ประกอบด้วยกลุ่มเฉพาะทาง เช่น วิศวกรรมยานยนต์ เทคโนโลยีจุลชีพ ฟิสิกส์พื้นฐาน ฯลฯ   แต่ละกลุ่มมีมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ ทำงานวิจัยร่วมกับนักวิจัยของกระทรวง (วิทย์ฯ และหน่วยงานอื่นที่เหมาะสม) โดยมีนักศึกษาเป็นตัวเชื่อม

          คุณพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษเรื่อง การสร้างเครือข่ายวิจัยและพัฒนา และการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรนวัตกรรม  ว่าประเทศไทยเปลี่ยนแปลงสู่สังคมผู้สูงอายุ และมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ   และภาคอุตสาหกรรมต้องแข่งขันในสภาพไร้พรมแดน  จึงต้องมีการวิจัยและพัฒนา และต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

          ภาคอุตสาหกรรมต้องก้าวสู่องค์กรนวัตกรรม  ต้องการให้เกิดเครือข่าย R&D เทคโนโลยี และนวัตกรรม   แต่ขาดแคลนนักวิจัย   ท่านย้ำว่าโจทย์วิจัยต้องมาจากผู้ใช้ ไม่ใช่นักวิจัยคิดเอาเอง   เสนอการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ เช่นเพิ่มการหักภาษีล่วงหน้าแก่เงินลงทุนวิจัยจาก ๒ เท่า เป็น ๓ เท่า  การงดเว้นภาษีแก่นักวิจัย   การให้ matching grant แก่ SME ที่ลงทุนวิจัย

          ความร่วมมือสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ศูนย์ข้อมูลอุตสาหกรรมไทย  โครงการศูนย์กลางการออกแบบเทคโนโลยี (industrial design)   ซึ่งได้มีการร่วมมือกันไปบ้างแล้ว

          การจัดทำ R&D โดยการรวมกลุ่มอุตสาหกรรมเครือข่ายคลัสเตอร์ (Industrial Cluster Development) เพื่อรวมตัวร่วมกันแข่งขัน, private R&D center ทั้งในและต่างประเทศ, private innovation districts เช่นมี Eco Industry Town เกิดขึ้นและกระจายทั่วประเทศ

          การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

          จัดตั้งอุทยานวิทยาศาตร์กระจายทั่วประเทศ เพื่อช่วยเสริมผู้ประกอบการในภูมิภาค

          ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ ผอ. สวทน.  เล่าภาพใหญ่ของประเทศไทยตาม ramking ของ IMD 2010 ว่า Productivity & Efficiency อยู่อันดับที่ 49, Technology Infrastructure 48, Science infrastructure 40, Education 47

          สวทน. ได้ทำเรื่องมองอนาคต ๑๐ ปี, เรื่องการลงทุนวิจัย ๑% ของ GDP  โดย ๗๐% ลงทุนโดยภาคธุรกิจเอกชน   และมีความเชื่อมั่นอาชีพนักวิจัย, THAIST เวลานี้ประชุมกับสภาอุตสาหกรรมทุกเดือน, ต่อไปเมื่อทำแผน วทน. เสร็จ จะไปจับมือกับทุกกระทรวง  ประสานกับสถาบันการศึกษาสร้างสัมพันธภาพที่ยั่งยืน   ต้องการให้ ม. ภูมิภาคทำหน้าที่เป็น สวทน. ภูมิภาค

          ทำงานเครือข่าย, strategic    ประสานหน่วยงานตระกูล ส   ถึงตอนนี้ผมปิ๊งแว้บว่า ในสภาพแรงงานมี productivity ต่ำ แก้โดย learning ในการทำงาน – KM

          จะต้องแก้ไข Under investment ด้านการวิจัยและพัฒนา

          ขาดคน เวลานี้ ๖.๘ :๑๐,๐๐๐ เฉลี่ยของโลก ๒๔.๘  จีน ๑๔.๘

          บุคลากร วิจัยและพัฒนาในภาคเอกชนไทย ๑.๐๗ : ๑๐,๐๐๐ เฉลี่ยของโลก ๑๔.๓๒

          ระบบขนส่งทางราง ใน ๒๐ ปี จะลงทุน ๑ ล้านล้าน (ตอนรับประทานอาหารเที่ยงมีคนบอกว่า ๔ ล้านล้าน) ขาดคน ๓ พันคน  จะมีการร่วมมือกับหลายประเทศ โดยได้ทำ mapping 3 ฝ่าย คือ ต่างประเทศ  มหาฯ ในประเทศ  และบริษัทเอกชน สำหรับเชื่อมเครือข่ายความร่วมมือ

          เครือข่ายความรู้ ด้านการออกแบบเพื่อการผลิตและนวัตกรรม เพื่อเลื่อนฐานะของการผลิตอุตสาหกรรมจาก OEM ไปสู่ ODM และ OBM ในที่สุด

          โครงการส่งเสริมบุคลากรวิจัยภาครัฐปฏิบัติงานในภาคเอกชน เต็มเวลา ๑ - ๒ ปี

          Biosensor เพื่ออุตสาหกรรมอาหาร เกษตร สิ่งแวดล้อม และการแพทย์

          ข้างบนนั้นเป็นบันทึกที่ผมใช้ iPad ในระหว่างนั่งฟังการประชุมอยู่ครึ่งวัน  ด้วยความอิ่มเอมในหัวใจ   ว่าวงการ S&T และ R&D ของประเทศจะก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่ง   โดยหวังว่าเราจะดำรงตำแหน่งที่ ๔๕ – ๕๐ ของโลกไว้ได้   ไม่ตกลงไปอยู่อันดับที่ ๕๐ – ๕๕   เพราะประเทศอื่นเขาพัฒนาเร็วกว่า

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๘ ต.ค. ๕๓