จักรยานสีแดงคันนั้น เป็นจักรยานที่ค่อนข้างเก่า คันเล็ก ๆ สามารถใช้ประโยชน์ในการขี่ไปมาได้สะดวกพอ ๆ กับจักรยานใหม่ แต่ถ้าหายหรือพังไปก็ไม่เสียดาย ญาติให้มาเพราะเขาไม่ต้องการใช้แล้ว ถ้าจะประมาณราคาในขณะนั้นก็คงไม่เกิน ๑๐๐ บาท ในสมัยนั้นคือเวลาเกือบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา ทำไมต้องเป็นเรื่องราวของจักรยานสีแดงคันเก่า ที่เคยมองว่าไร้ค่าคันนั้น
ยายคิมบรรจุเป็นครูที่โรงเรียนบ้านนอก ไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้า แม้ว่าจะห่างจากที่ว่าการอำเภอเพียง ๓๐ กิโลเมตร พวกครูต้องพักที่บ้านพักครูกันทุกคน กลับบ้านในเมืองเย็นวันศุกร์และกลับโรงเรียนวันอาทิตย์ เมื่อลงจากรถไฟแล้วก็โดยรถสองแถวไปประมาณ ๒๕ กิโลเมตรและเดินด้วยเท้าอีก ๕ กิโลเมตรแล้วต่อรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปอีก ๕ กิโลเมตร บางครั้งก็เดิน
สำหรับครูที่มีบ้านอยู่ในตัวอำเภอก็ใช้รถมอร์เตอร์ไซค์ ถ้าเป็นฤดูฝนรถโดยสารจะแล่นไปได้ประมาณ ๑๕ กิโลเมตรแล้วนั่งเรือหางยาวต่อไปถึงหน้าวัดที่โรงเรียนตั้งอยู่ อีกกรณีหนึ่งเดินด้วยเท้าประมาณ ๑๕ กิโลเมตร ฟังแล้วลำบากน่าดู แต่เมื่อนึกทบทวนดูแล้วเป็นเรื่องที่สนุกมาก
ครูบางท่านเมื่อครบกำหนดเงินเดือนตกเบิกเป็นก้อนโต ก็ไปซื้อรถมอเตอร์ไซค์ หรือบางคนก็มีจักรยานไว้สำหรับขี่ไปขึ้นรถสองแถวอีกหมู่บ้านหนึ่ง ที่อยู่ห่างกันประมาณ ๕ กิโลเมตร ไม่ว่าจะขี่จักรยาน มอร์เตอร์ไซค์หรือเดินเท้า พวกเราก็เห็นว่าเป็นเรื่องปกติไม่เดือดร้อนสักนิดเดียว
ยายคิมไม่มีความสามารถในการขับขี่รถมอร์เตอร์ไซค์ และไม่เคยคิดซื้อจักรยานคันใหม่เพราะกลัวทำหาย เมื่อไปพบจักรยานคันเก่า ๆ สีแดงและเล็ก ๆ น่ารักจอดทิ้งอยู่ที่บ้านพี่ญาติ จึงได้ขอเขามา เอาไปซ่อมเพียงเล็กน้อย สามารถได้ใช้ขี่ไปมาอยู่นาน และเด็ก ๆ ชอบมากด้วยเพราะมันคันเล็กดี
ยายคิมมีลูกศิษย์รุ่นแรกชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ และ ๖ เด็ก ๆ เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น แต่เด็ก ๆ ที่นี่น่ารัก เพราะโลกทัศน์ยังไม่กว้าง มีเด็กที่เรียนดีอยู่ครอบครัวหนึ่ง คนโตเป็นพี่ชายชื่อหนึ่ง น้องสาวชื่อสองและสาม อยู่ชั้น ป. ๔ -๕ -๖ ตามลำดับ
หนึ่งเป็นเด็กชายตัวค่อนข้างเล็ก ผิวขาว ท่าทางเรียบร้อยผลการเรียนอยู่ในระดับดีมากทุกวิชา แต่ครอบครัวค่อนข้างขาดแคลน มีบ้านหลังเล็กแต่สะอาด พ่อ แม่ มีกิริยามารยาทดี ทุกคนช่วยกันทำมาหากิน ไม่มีนาหรือไร่เป็นที่ทำกิน ครูทุกคนชื่นชมครอบครัวนี้มาก เมื่อหนึ่งใกล้จะจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ หนึ่งมาบอกครูทุกคนว่าคงไม่ได้เรียนต่อ เพราะพ่อ แม่ไม่มีเงินส่ง และไม่มีเงินจ่ายค่ารถไปโรงเรียนอีกด้วย ครูใหญ่ได้พาหนึ่งไปขอทุนการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมในอำเภอ และพาหนึ่งไปสอบแข่งขัน และหนึ่งสอบได้ด้วย ทำให้มีทุนการศึกษาสำหรับชั้นมัธยม
ยายคิมมีโอกาสไปเยี่ยมหนึ่งที่บ้านมาแล้วครั้งหนึ่ง คือตอนที่ไปพูดให้พ่อ แม่ของหนึ่งพยายามช่วยกันหาเงินส่งหนึ่งเรียน ซึ่งเขาก็ได้แต่รับฟัง เมื่อทราบว่าหนึ่งได้เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนในอำเภอ ยายคิมจึงรีบไปแสดงความยินดีและเสนอมอบจักรยานคันนี้ให้กับหนึ่ง เพื่อใช้สำหรับขี่ไปโรงเรียน ตอนนั้นยายคิมเงินเดือนน้อย แต่ก็ได้ไปขอบริจาคจากญาติ ๆ คุณปู่คุณย่ายังมีชีวิตอยู่ให้สมญากับยายคิมว่าเป็น "นังนักสังคมสงเคราะห์ประจำบ้านและประชาสงเคราะห์ประจำซอย"
ญาติ ๆ ได้รวมกันคนละเล็กละน้อย ทำให้มีเงินมาจำนวนหนึ่ง เพียงพอสำหรับเป็นค่าชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนให้กับหนึ่ง ในแต่ละวันยายคิมได้เห็นหนึ่งขี่จักรยานผ่านไปและกลับหน้าโรงเรียน รู้สึกชื่นใจเหมือนกับการเชียร์หรือลุ้นอะไรสักอย่าง
เพียงอีกไม่ถึงปียายคิมก็ได้ย้ายโรงเรียน และได้รับทราบข่าวของหนึ่งบ้างเป็นบางเวลานาน ๆ ครั้ง และได้ทราบอีกครั้งว่าหนึ่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ได้รับทุนการศึกษาให้ไปเรียนต่อชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนชายประจำจังหวัด จนกระทั่งยายคิมได้ย้ายโรงเรียนอีกครั้ง ข่าวก็เงียบหายไป
วันหนึ่งนานมากแล้ว ยายคิมได้ต้อนรับแขกพิเศษคือหนึ่งและน้องสาวอีก ๒ คนของหนึ่ง ขณะนั้นหนึ่งกำลังเรียนที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและบรรยากาศดีที่สุดของภาคเหนือ โดยน้องสองและสามต้องหยุดเรียนเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ และออกไปทำงานในโรงงานเพื่อหาเงินเป็นค่าเรียนของหนึ่ง
การมาเยี่ยมครั้งนี้ ทั้งสามคนไม่ได้ทราบมาก่อนว่ายายคิมพักอยู่ที่ไหน อย่างไร เพราะยายคิมไม่เคยบอกเพียงแค่ทราบว่าอยู่ในตัวจังหวัด แต่ทั้งสามคนได้พยายามสืบเสาะเป็นเวลานานมากกว่าจะทราบ หนึ่งเป็นเด็กหนุ่มโตขึ้น ส่วนสองและสามก็โตเป็นผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาวกันทั้งสามคน ทั้งสามคนเล่าว่าใช้เวลาสืบเสาะหาเราเป็นเวลานานมาก เพราะเมื่อยายคิมย้ายออกมาก็ไม่เคยกลับเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งนั้นอีกเลย
นับตั้งแต่นั้นมาอีกเมื่อยายคิมต้องย้ายที่ทำงานไปยังจังหวัดต่าง ๆ อีกหลายแห่ง ก่อนย้ายไปได้ไปที่หมู่บ้านที่หนึ่งเคยอยู่ พบกับความเปลี่ยนแปลงสภาพถนนหนทาง มีตึกใหม่ ๆ ขึ้นมากมายตามความเจริญของบ้านเมือง ทำให้บางคนอาจจำไม่ได้สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ในละแวกนั้น แต่ยายคิมก็ยังคิดถึงเด็กเช่นหนึ่ง สอง สามและอีกหลาย ๆ คนเสมอ ยายคิมและหนึ่งไม่เคยพบกันเป็นเวลาหลายปี
เมื่อสามปีที่ผ่านมายายคิมได้รับโทรศัพท์จากหมายเลขที่ไม่คุ้นเคย เข้าใจว่าคงมีใครสักคนโทรผิดเลขหมาย เมื่อลองรับสายดู ปรากฏว่าเป็นหนึ่งพูดมาตามสาย "สวัสดีครับคุณครู คุณครูจำผมได้ไหม ผม..หนึ่งนะครับ"...ยายคิมและหนึ่งได้สนทนากันเป็นเวลานาน จนได้รับทราบว่าหนึ่งได้ทำงานที่มั่นคงขององค์การมหาชนที่มีระดับ ในตำแหน่งของผู้บริหาร สองและสามได้เรียนการศึกษานอกโรงเรียนและจบปริญญาตรี โท และปัจจุบันมีงานทำในบริษัทเอกชนและรับราชการ หนึ่งได้พาคุณพ่อคุณแม่ไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ด้วย คราวนี้หนึ่งได้ติดตามหายายคิมทาง Internet จึงโทรศัพท์ไปขอหมายเลขมือถือที่โรงเรียน และได้ติดต่อกันกับยายคิมมาจนทุกวันนี้
ปัจจุบันหนึ่งมีครอบครัว มีบุตร ๒ คน ภรรยาทำงานแห่งเดียวกัน ย้ายครอบครัวเข้าไปอยู่ที่กรุงเทพกันทั้งหมด พ่อและแม่ยังมีสุขภาพแข็งแรง หนึ่งบอกยายคิมว่า "พ่อและแม่จำคุณครูได้เสมอ..พ่อบอกว่า..จำได้สิคุณครูคนที่ช่วยเหลือหนึ่ง และให้รถจักรยานหนึ่งขี่ไปโรงเรียนไง" และเราได้คุยกันทางโทรศัพท์เสมอ...ทำให้นึกทบทวนจักรยานสีแดงคันเก่าเก๋ากึ๊กคั้นนั้นว่า "มันไม่ได้ไร้ค่าดั่งที่เราคิด" ถ้าหากยายคิมขายจักรยานคั้นนั้นให้ใคร ๆ ไปเราก็คงได้เงินไม่เกิน ๑๐๐ บาทแล้วก็หมดไปไม่เหลือค่าอะไร ไม่มีความหมาย
วันนี้ยายคิมขอจมกับอดีตที่มีความหมายอีกสักครั้ง เพราะได้รับพัสดุกล่องโต ๒ กล่องคือผ้าห่มอย่างดี ๑ ผืน เสื้อกันหนาวอีก ๒ ตัว และผ้าพันคออีก ๖ ผืน ผู้ส่งคือ "นายหนึ่ง" ก่อนหน้านี้ ๖ เดือน ยายคิมได้รับโทรศัพท์จากภรรยาของหนึ่งว่าหนึ่งจะเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับการติดต่อ จนถึงวันนี้ทราบว่าหนึ่งได้กลับมาแล้ว มีเสื้อกันหนาวและผ้าพันคอจากต่างประเทศมาฝากยายคิมด้วย และได้คุยกันทางโทรศัพท์อีกครั้ง
ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์เป็นเรื่องธรรมดา แต่ความผูกพันทางจิตใจนั้นแตกต่างกัน ถ้าหากมีโอกาสก็จะนัดพบกับครอบครัวของหนึ่งบ้าง การหวนอดีตทำให้นึกถึง "จักรยานเก่าสีแดง" คันนั้น ที่มีคุณค่าและความหมายต่ออนาคตและโอกาสของเด็กคนหนึ่ง ขอมอบความสุขให้กับท่านผู้อ่าน แม้ว่าการกระทำของยายคิมที่ผ่านมา ไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นเช่นวันนี้ก็ตาม แต่ผลมากจากการกระทำของเราแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่มันมีความหมายต่อความรู้สึกอย่างยิ่ง...กับความสุขที่ปนเปื้อนหยดน้ำตาของความตื้นตันใจ
พี่คิมจ๋า อ่านแล้วชื่นจิต อิ่มใจไปด้วยเลยค่ะ .. ของอย่างเดียวกัน หากต่างเจ้าของ กาล สถานที่ คุณค่าก็ต่างไป .. โอกาสที่ได้รับ จะส่งหรือสร้างให้เกิดสิ่งดีๆ ต่อไปจริงๆ ขอบคุณค่ะพี่ .. :)
อ่านแล้วเป็นแรงใจในการทำความดีต่อไป ขอตั้งชื่อว่า จักรยานสีแดงของนายหนึ่งครับ ขอบคุณพี่มากครับ
เป็นบันทึกที่มีคุณค่าสำหรับทุกคนครับ
คือศรัทธาสร้างสรรค์วันคืนผ่าน
ครูเชิดศิษย์ศิษย์เทิดครูคู่ตำนาน
แสนชื่นบานรู้รับมอบรู้ตอบแทน
ดอกไผ่

สวัสดีค่ะ พี่คิม
อ่านแล้วประทับใจสัมพันธ์มั่น
ครูและศิษย์ แวะมาเขียนกลอนให้อ่านค่ะ
-สวัสดีครับยายคิม......
-".....มีคุณค่าและความหมายต่ออนาคตและโอกาสของเด็กคนหนึ่ง....."
-ขอบคุณเรื่องราวดี ดี นะครับ.....
-วันนี้ไปบ้านลานทอง....มา.....ครับ..
-เก็บภาพ "รถถีบ"มาฝาก....ให้ระลึกถึงครับ....
-ขอบคุณครับ
หลายอย่างที่ทำ ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับเรา..
แต่ผลที่ได้รับกลับเกินคาด..
อ่านบันทึกนี้แล้วน้ำตาซึม..เค้าเรียกว่าปิติ ใช่ไหมคะ "คุณครูพี่คิม"
สวัสดียามค่ำๆค่ะพี่คิม...
เพราะผลแห่งการทำดีด้วยใจของพี่ พี่จึงได้รับผลตอบแทนอันน่าชื่นใจ
ขอชื่นชมลูกศิษย์ของพี่ที่มีความกตัญญูเพราะมีแบบอย่างที่ดีให้เห็น
นี่คือกำไรชีวิตทั้งของพี่และของหนึ่ง
ห่มผ้าอุ่นๆหนาๆนะคะ...คิดถึงค่ะ จุ๊บ จุ๊บ
จักรยานสีแดง ยังกับนัดไว้กับเสก โลโซ
คุณค่าความเป็นครูก็อยู่ที่ศิษย์แสดงกตัญญูตอบครับ
ชีวิตงดงาม
*** " แต่เด็ก ๆ ที่นี่น่ารัก เพราะโลกทัศน์ยังไม่กว้าง " ความน่ารัก-การรู้จักกาลเทศะ-การรู้จักที่เหมาะ-ที่ควร หาได้ยากยิ่งสำหรับเด็กยุคปัจจุบันจริงๆ ขอบคุณพี่คิมนะคะ ที่สะท้อนให้เห็นความต่างที่ควรพัฒนาฯ ***
สวัสดีค่ะยามเช้าค่ะพี่คิม
ขอบคุณเรื่องราวที่น่าประทับใจ...อิ่มใจเลยค่ะ ปลื้ม...
ขอบคุณค่ะคุณครู
สวัสดีค่ะน้องpoo
สวัสดีค่ะอาจารย์ขจิต ฝอยทอง
สวัสดีค่ะคุณพี่นาง นงนาท สนธิสุวรรณ
มาปลูกต้นไม้ให้คุณครูคิมครับ
แวะมาสวัสดียามเช้าค่ะ
อากาศสดชื่น
จิตใจแจ่มใสเบิกบาน
สุขกับวันดีๆนะคะพี่คิม...
สวัสดีค่ะท่านโสภณ เปียสนิท
สวัสดีค่ะน้องธรรมทิพย์