ปีนี้เป็นปีที่ค่อนข้างประหลาดและวิกฤติมากกว่าทุกปี
เนื่องด้วยเมื่อระยะต้นปี เป็นช่วงที่ฝนแล้งอย่างสาหัสทั่วประเทศ ตั้งแต่เหนือจดใต้
พอมาถึงปลายปี นับตั้งแต่สิงหาคม เป็นต้นมา กลับมีฝนตกชุก และมาท่วมหนักเอาตอนเดือนปลายตุลาคมต่อช่วงต้นพฤศจิกายน
ที่ไล่เรียงตั้งแต่เหนือไปจดใต้ ไม่เว้นแต่แม้เกาะช้าง เกาะสมุย ที่คนที่ไม่เคยไปเที่ยวจะนึกไม่ออก ว่าน้ำท่วมเกาะได้อย่างไร
ผมก็ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะ ทั้งบ้านเกิด บ้านญาติพี่น้อง และพื้นที่ทำงานของผม ที่อยู่ในที่ต่างๆ ก็เกิดปัญหาน้ำท่วม ทำให้งานและแผนงานต่างๆต้องเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด
เท่าที่ผมวิเคราะห์กับเพื่อนฝูงและเครือข่ายว่าแต่ละแห่งมีสภาพน้ำท่วมสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ฟังผิวเผินเหมือนกับเหตุการณ์ฝนหมื่นปีอย่างไรอย่างนั้น
แต่เมื่อลองให้ทุกคนช่วยสะท้อนสภาพที่เห็นของสภาพของน้ำท่วมว่าเกิดขึ้นอย่างไร
ส่วนใหญ่จะบอกว่า ท่วมอย่างรวดเร็ว และสูงมาก จนกระทั่งล้นคันถนน คอสะพานและถนนขาดเป็นจุดๆ แล้วจึงค่อยๆเบาลง
ที่เมื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์แล้ว น่าจะเป็นไปได้ทั้งสองทาง คือ
- ฝนตกหนักจริงๆ หรือ
- น้ำฝนที่ตกไม่มีทางไป หรือ
- ทั้งสองอย่าง
จากข้อมูลน้ำฝน ก็ยังไม่พบว่าหนักระดับฝนหมื่นปี จึงทำให้เหลือประเด็นที่น่าคิดอยู่อีกทาง ก็คือ น้ำฝนที่ตก ไม่มีที่อยู่ ไม่มีทางไหล
มีพรรคพวกที่คุยกันแบบเข้าใจนัยของคำพูด เปรยมาว่า
“ถ้าต้องเป็นที่ปรึกษาให้กับน้ำฝนที่ต้องการไหลลงทะเล ท่านจะแนะนำอะไรบ้าง”
เป็นคำถามที่น่าคิดมาก
ทำให้ผมต้องลองกลับมุมคิดใหม่ว่า
สมมติว่าน้ำมีชีวิตจิตใจ รักและเห็นใจชาวบ้านชาวเมืองทั่วไป ไม่อยากจะท่วมบ้านท่วมเมืองแต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องไหลลงทะเล น้ำจะทำอย่างไร
และถ้าน้ำมาถามผม ผมควรจะตอบว่าอะไร
เจอคำถามนี้ผมก็อึ้งแบบคิดไม่ออกเลยครับ
เพราะ
- พื้นที่ป่าที่น้ำชอบอยู่อาศัยชั่วคราวหลังจากตกลงมาบนผิวดินก็ไม่เหลือแล้ว มีแต่ไร่ และชุมชนหลากหลายแบบ
- ร่องน้ำในพื้นที่ต้นน้ำก็ถูกขัดขวางด้วยเขื่อน ฝายใหญ่น้อย สูงบ้างต่ำบ้าง ที่ทำเพื่อเก็บกักน้ำในปีฝนแล้ง ที่ไม่ได้เตรียมการเผื่อปีฝนมาก
- พื้นที่น้ำท่วมแต่เดิม ก็กลายเป็นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำนาไปเป็นส่วนใหญ่
- ร่องน้ำเดิมที่เคยลึก ก็ตื้นเขิน
- ทางน้ำไหลที่เคยกว้างใหญ่เป็นกิโลเมตร หรืออย่างน้อยก็หลายร้อยเมตร ก็ถูกจำกัดให้แคบ เหลือเพียงไม่กี่เมตร
- บางแห่งยังมีการขุดลอกดินในร่องน้ำเล็กๆที่อยู่ในทางไหลของน้ำมาทำคันขวางการไหลของน้ำ
-
พื้นที่แอ่ง อ่าง หนอง
บึงใหญ่น้อยที่เคยเป็นที่พักน้ำชั่วคราวในที่ลุ่ม
ก็มักถูกทำคันปิดล้อม มีทางเข้าทางออกเล็กๆ ตามใจของผู้ดำเนินงาน
หรือแม้กระทั่งสร้างอาคารต่างขวางการไหลของน้ำ โดยอาจไม่เคยคิด
หรือไม่เคยเห็นใจเลยว่า ถ้าฝนตกหนักๆจะทำอย่างไร
- ส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นการประหยัด แต่กลับเป็นว่า เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย จากความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลัง
- ในพื้นที่เคยเป็นทางไหลของน้ำแบบธรรมชาติ ก็มีการทำสร้างถนน ขวางเป็นระยะๆ ตามใจชอบ โดยไม่มีการวางแผนการระบายน้ำที่ “พอเพียง” และมักถือว่า “เสี่ยง” ดีกว่าการลงทุน
- ทำให้เกิดเหตุการณ์ “น้ำถูกเก็บกัก” ไว้เป็นระยะๆ ตลอดรายทางการไหล
- ที่ทำให้ท่วมสูงและเร็ว กันโดยทั่วไป
ทำให้มีการท่วมหนักในพื้นที่ฝนตก และท่วมตามลำน้ำในพื้นที่น้ำไหลผ่าน
พื้นที่รับน้ำใหญ่ ก็จะมีการท่วมมาก และถ้ามีการหนุนจากน้ำทะเล ก็ยิ่งหนักเข้าไปอีก
เมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ ผมก็รู้สึกหนักใจกับคำถามของพรรคพวก ที่ถามแบบให้คิดกลับทาง
ที่สรุปได้ว่า การทำงานที่ผ่านมา เราวางแผนแก้ไขเฉพาะปัญหาภัยแล้ง และคิดว่าทุกปีจะต้องแล้ง
แต่พอมาประสพกับปีที่น้ำมาก กลับตั้งตัวไม่ทัน
เช่นเดียวกับนักมวยที่เคยแต่เคยต่อยแบบฝ่ายตรงข้ามตั้งรับหรือถอยอย่างเดียว แต่พอมาเจอมวยบุก ที่ตัวเองต้องตั้งรับ ก็ทำตัวไม่ถูก และพ่ายแพ้โดยง่าย
ดังนั้น คำถามที่พรรคพวกถามแบบแหย่ให้คิด ได้สะท้อนความผิดพลาดในระบบคิด ที่เราควรจะลองกลับมาทบทวน
โดยใช้ความสูญเสียและเหตุการณ์น้ำท่วมในปีนี้เป็นอุทาหรณ์
แล้วเราอาจจะมีแผนการทำงานที่ดี และเสี่ยงน้อยกว่าเดิม
ผมคิดว่าปัญหาน้ำท่วมไม่มีวันหมดไปจากโลก
เราจึงน่าจะคิดแบบทั้งเชิงป้องกัน การลด การแก้ไข และการปรับตัว
ทุกปัญหามีโอกาส
ผมคิดว่า ปีนี้น่าจะเป็นโอกาส ให้เราได้ทบทวน ได้คิด ได้เรียน และได้ปรับตัว ที่จะอยู่กับพื้นที่นี้ต่อไปอย่างดีกว่าเดิม
จึงขอฝากคำถามนี้ไว้ให้คิดครับ
“ถ้าท่านเป็นที่ปรึกษาของน้ำที่ไม่ต้องการท่วมบ้านเมือง เรือกสวนไร่นา ท่านจะให้คำปรึกษากับน้ำฝนที่ตกมาอย่างปีนี้ และจำเป็นต้องไหลกลับคืนสู่ทะเล ได้อย่างไร”
หรือไม่ก็
“ถ้าท่านเป็นที่ปรึกษาของคนที่ไม่ต้องการความยากลำบากกับปัญหาน้ำท่วม (ที่ไม่มีวันหมดไปจากโลก) ท่านจะให้คำปรึกษากับคนที่อาศัยอยู่ในที่ต่างๆ ได้อย่างไร”
เท่านี้แหละครับ ลองคิดดู น่าจะมีคำตอบนะครับ
ใครคิดออก มีรางวัลครับ
สวัสดีครับ
“ถ้าท่านเป็นที่ปรึกษาของคนที่ไม่ต้องการความยากลำบากกับปัญหาน้ำท่วม (ที่ไม่มีวันหมดไปจากโลก) ท่านจะให้คำปรึกษากับคนที่อาศัยอยู่ในที่ต่างๆ ได้อย่างไร”
เท่านี้แหละครับ ลองคิดดู น่าจะมีคำตอบนะครับ
good question :)
I agree with you.
My answer: solution is SSS = self sufficient and sustainable system.
Regards,
zxc555
ถ้ากระผมเป็นที่ปรึกษาของน้ำฝนที่ขอทางน้ำไหลจริงกระผมคงให้คำปรึกษาให้ไปตกที่ทะเลเลยดีกว่า(ซึ่งจะกระทบกับสัตว์ทะเลอีกครับ ..น่าเป็นห่วงอีกครับ)แต่ฝนคงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ได้เนื่องจากฝนเปรียบเหมือนคนเดินทางไปเที่ยวภูเขาและดื่มน้ำเข้าไปมากแล้วปวดปัสสาวะถามกระผมว่าจะเข้าห้องน้ำที่ไหนดี กระผมก็ต้องแนะนำให้เข้าห้องน้ำปั๊มที่สะอาด แต่ครั้นจะอั้นให้ไปถึงปั๊มที่มีห้องน้ำสะอาดคงไม่ไหวเจอแบบไหนฝนก็ต้องปลดปล่อยซะก่อนนั่นหละครับ แต่ถ้ามีนักวิจัยศึกษาระยะเวลาการขับถ่ายน้ำก็อาจประมาณได้ว่ากินเท่าไหร่จะปล่อยออกมาเท่าไหร่แล้วห้องน้ำขนาดไหนที่จะเหมาะสมก็อาจวางแผนการกินน้ำได้ แต่ก็ไม่เสมอไปครับ สรุปแล้วเราไม่สามารถควบคุมธรรมชาติได้ แต่เราต้องเรียนรู้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมกับทุกสถานการณ์ ซึ่งทุกฝ่ายทุกคนต้องร่วมคิดร่วมทำอย่างเข้าใจบนพื้นฐานเดียวกัน น่าจะพอช่วยให้เราอยู่อาศัยบนโลกสีน้ำเงินนี้ได้อย่างมีความสุขต่อไป