เมื่อสิบปีก่อน ครั้งแรกของการทำงานเต็มเวลาในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ฉันต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบการทำงานที่ต่างไปจากที่เคย ความคาดหวังที่แตกต่าง เพื่อนร่วมงานที่ยังไม่รู้จักดี ภาษาที่ไม่ค่อยเข้าใจ ยอมรับว่าเหนื่อยค่ะ แต่ที่ทำงานที่นั่นฉันมีแรงจูงใจให้ฉันไปทำงานทุกวัน บราวนี่ค่ะ ฉันเรียกสุนัขพันธุ์ผสมที่แวะเวียนมาหาฉันที่ที่ทำงานทุกวันในตอนเช้า กลางวัน เย็นว่า "บราวนี่" วันหนึ่งบราวนี่วิ่งเข้ามาที่โรงงานตอนเช้า แว๊บแรกฉันเห็นแล้วรู้สึกสงสาร เพราะดูแล้วคงหิวโซมาหลายวัน และดูแล้วรู้ได้ทันทีว่าไม่มีคนใส่ใจเพราะแกแทบไม่มีขนเหลืออยู่เลยนับกระดูกซี่โครงได้ถนัดเลยทีเดียว ฉันเอาอาหารเช้าที่มีให้แกทาน ตอนกลางวันฉันซื้ออาหารจากแคนทีนมาเก็บไว้ เผื่อแกจะแวะมาอีก จากนั้นบราวนี่ก็แวะมาหาฉันทุกวัน ฉันถึงรู้ว่าแกเป็นหมาอารมณ์ดีเป็นมิตร ฉันพาแกใส่รถไปหาสัตวแพทย์เพื่อรักษาโรคผิวหนัง ฉันแอบอาบน้ำให้แกช่วงที่เจ้านายและเพือนร่วมงานกลับบ้านหมดแล้ว ฉันขับรถกลับไปที่โรงงานในวันหยุดและเสาร์อาทิตย์เพื่อให้อาหารแก เราวิ่งเล่นกันทุกวันหลังเลิกงาน บราวนี่อ้วนขึ้นจนเพื่อนที่ทำงานฉันทัก โรคผิวหนังที่แกเป็นเริ่มบรรเทาลง ขนใหม่เริ่มงอกขึ้น ฉันถึงรู้ว่าแกมีขนสีน้ำตาล และนั่นคือที่มาของชื่อ "บราวนี่" แรกๆเจ้านายและเพื่อนร่วมงานฉันมักไล่บราวนี่ออกจากบริเวณโรงงาน แกจะวิ่งเข้ามาเมื่อเห็นฉันเท่านั้น นานๆเข้าแกก็ถูกยอมรับให้อยู่แถบนั้นได้ เราอยู่ด้วยกันมาเกือบปี ฉันคิดว่าแกคงเป็นหมาที่มีความสุขเสียที และแล้ววันหนึ่งแกก็ไม่สบาย ซึม ไม่กินอาหาร หมอประจำบอกว่าแกเป็นโรคพยาธิในหัวใจ รักษาไม่ได้แล้ว ฉันจึงรักษาแกตามอาการ บราวนี่อยูกับฉันมาอีกพักหนึ่ง เย็นวันหนึ่งอาการแกค่อนข้างหนัก เพื่อนร่วมงานต่างคิดว่าแกคงไม่อยู่ถึงเช้า ฉันมีธุระต้องไปจัดการ ฉันจึงบอกลาแกกลับบ้านก่อน เช้าวันรุ่งขึ้น บราวนี่นอนอยู่ใกล้ที่จอดรถฉันเหมือนทุกวันที่ฉันต้องเห็นแกรออยู่เป็นสิ่งแรกในตอนเช้า แต่วันนี้แกวิ่งมาหาฉันไม่ได้ ฉันคิดว่าแกจากไปแล้ว พอจอดรถเสร็จฉันเดินเข้าไปหาแก แกพยายามผงกศรีษะขึ้นมองฉัน แกว่งหางสองสามที ฉันลูบหัวแกแล้วบอกว่า "ขอบใจนะที่อุตสาห์รอ ฉันมาแล้ว หากเธอจะไปก็ไปเถอะนะ กู๊ดบาย บราวนี่" พอพูดจบ เท่านั้นบราวนี่ถอนหายใจเฮือกสุดท้ายจากไปอย่างสงบ เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นสิ่งมีชีวิตจากไปต่อหน้าต่อตา ฉันน้ำตาไหลที่นึกถึงการรอคอยอันยาวนานทั้งคืนของ บราวนี่
ประมาณสองปีจากนั้น ฉันย้ายบ้านไปอยู่ในแถบที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่มากกว่าแถบอื่น แถบนั้นจึงมีแมวชุมชน (Community cat) มากมาย ด้วยความที่อยู่เฉยๆไม่ค่อยเป็นจึงไปสมัครเป็นอาสาสมัครกับเทศบาลดูแลแมวแถบบ้านค่ะ หน้าที่ของฉันคือให้อาหารเพื่อไม่ให้แมวไปคุ้ยเขี่ยหาอาหารสร้างความสกปรก นำแมวไปทำหมันไม่ให้เพิ่มจำนวน หากมีคนร้องเรียนเรื่องแมวสร้างความเดือดร้อน ต้องไปไกล่เกลี่ย ต้องนำแมวไปฉีดวัคซีนตรวจโรคปีละครั้ง หากมันไม่สบายต้องพาไปหาหมอค่ะ ฉันทำหน้าที่มาเกือบ 8 ปี มีเจ้าสี่เท้าที่แวะเวียนมาให้ฉันดูแลอยู่มากกว่าสามสิบสี่สิบชีวิตได้ ทุกชีวิตมีคาแรกเตอร์ที่ต่างกันออกไป แต่ที่ฉันจะเล่าในวันนี้มีสองชีวิตค่ะ บิ๊กนัท กับ ลีน่า บิ๊กนัท (เรียกทับศัพท์ไปเลยนะคะไม่ต้องพยายามแปลว่าบิ๊กนัทหมายถึงอะไร) เป็นแมวตัวผู้เจ้าถิ่นที่ครอบครองแถบนี้อยู่ก่อนฉันย้ายมา เห็นแกครั้งแรกฉันรู้เลยว่าแกยิ่งใหญ่ในแถบนั้นเพราะลักษณะ ท่าทาง สีสัน ริ้วรอยของการต่อสู้ แกมีลูกๆอยู่หลายบ้านค่ะ หลังจากที่ทำหมันแมวตัวเมียทั้งหมดแล้ว บิ๊กนัทคือเป้าหมายต่อไปของฉัน ทีแรกบิ๊กนัทไม่เป็นมิตรกับฉันเลย คงรู้ถึงความประสงค์ของฉัน และแล้วในช่วงที่เอเชียถูกครอบคลุมด้วยโรคซาร์ส ในปี 2003 เทศบาลสั่งกำจัดแมวจรจัดทั่วทุกชุมชน บิ๊กนัทเป็นหนึ่งในบรรดาแมวที่ถูกจับไปทำลาย ด้วยความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่คุ้นเคยกัน แมวในการดูแลของฉันจึงถูกปล่อยมาทุกตัว แต่มีข้อแม้ว่าแมวทุกตัวต้องถูกนำไปทำหมันในทันใดและฉันจะไม่ปล่อยแมวออกไปข้างนอกบ้านจนกว่าซาร์สจะบรรเทาลง บ้านฉันจึงกลายเป็นแหล่งลี้ภัยของแมวเหล่านั้นไปโดยปริยาย บิ๊กนัทสนิทกับฉันมากขึ้น จนเหตุการณ์กลับคืนสู่ปกติ บิ๊กนัทกลับลงไปอยู่ในถิ่นของมันอีกครั้ง แต่สภาพที่ต่างไป แกมีเวลามากขึ้นเพราะไม่ต้องตระเวรไปเอาใจสาวๆ แกอยู่รอฉันที่ประจำของแกทุกคืน เพราะหลังเลิกงานฉันจะจอดรถที่ที่จอดรถแล้วเดินให้อาหารแมวแถบบ้านฉันอยู่ทุกวันไม่เคยขาด ไม่ว่าฝนตกฟ้าร้องฉันรู้ว่าพวกเขารอฉันอยู่ ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหนพวกเขาก็รอ พวกเขาจำได้แม้แต่เสียงการเดินของฉัน เวลาที่ฉันเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อนสนิทที่ดูแลแมวอีกชุมชนหนึ่งใกล้ๆ จะมาช่วยดูแลพวกเขาแทน ฉันก็ช่วยเพื่อนตอบแทนเช่นกัน ผ่านมาอีกหลายปี บิ๊กนัทเริ่มผอมลง หมอบอกว่าแกเป็นมะเร็งในช่องท้อง ฉันพาแกไปรักษาอยู่ไม่ขาด แกเริ่มหยุดทานอาหาร วันหนึ่งบิ๊กนัทหายไปจากที่ที่แกเคยอยู่ ฉันคิดว่าแกคงจากไปแล้ว ประมาณสามวันจากนั้นฉันเดินลงจากที่จอดรถของฉันตามปกติ โดยไม่คาดฝัน บิ๊กนัทนั่งรอฉันที่บันไดโรงจอดรถรอรับฉันอยู่ แกไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ฉันทักทาย ลูบหัวแก แล้วออกเดินเคียงข้างกันไป ฉันหยุดให้อาหารแมวตามที่ต่างๆ บิ๊กนัทนั่งรอ ฉันให้อาหารแมวจนครบทุกจุด เราเดินกลับบ้านช้าๆ พอถึงตึกบิ๊กนัทนั่งหอบอยู่ ฉันยื่นอาหารให้แกทาน เพราะนานมาแล้วที่แกเบื่ออาหาร บิ๊กนัทกลับกินอาหารอย่างอร่อยเหมือนจะเอาใจฉัน ฉันรู้ในทันทีว่านั่นเป็นการแสดงออกถึงการอำลาครั้งสุดท้ายของเจ้าแมวที่เคยเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในแถบนี้ ทานอาหารเสร็จ ฉันขอบใจบิ๊กนัทที่เดินเป็นเพื่อนฉันในคืนวันนั้น ฉันกล่าวคำอำลาอย่างเงียบๆ บิ๊กนัทนั่งมองฉันขึ้นลิฟท์ไปจนลับตา รุ่งขึ้นเพื่อนของฉันโทรมาบอกว่าเห็นร่างของบิ๊กนัทอยู่ที่ในท่อน้ำ แกจากไปแล้ว
หลังจากบิ๊กนัทจากไป ฉันยังคงทำหน้าที่ของฉันตามปกติ ในขณะให้อาหารแมวชุมชนอยู่ก็มักมีแมวของเพื่อนบ้านที่มีเจ้าของฉันมานั่งรอชิมอาหารที่ต่างไปจากอาหารประจำวันที่เคยทานในบ้านด้วย หนึ่งในนั้นก็คือลีน่า ลีน่าเป็นแมวที่น่ารัก เป็นมิตร อ่อนหวาน อยู่ในการดูแลของเพื่อนบ้านที่อยู่ชั้นหนึ่งของตึกที่ฉันอยู่ ฉันเคยคุยกับเจ้าของของลีน่าอยู่สองสามครั้ง ทุกวันแกก็จะมานั่งรอฉันที่ทางผ่านก่อนขึ้นตึก เราทักทายกันทุกวัน วันหนึ่งลีน่าหายไป แทนที่จะเป็นลีน่ารอฉันอยู่กลับเป็นเจ้าของของแก หญิงแก่รอเพื่อขอความช่วยเหลือให้ฉันไปดูลีน่าหน่อย ลีน่าไม่สบาย ฉันเองไม่ใช่สัตวแพทย์ แต่เมื่อมีคนขอฉันก็คิดว่าเขาคงไม่สบายใจไม่น้อย ฉันจึงไปดูเห็นแกนอนซมอยู่ ร่างกายเปียกปอน ฉันจึงพาแกไปหาสัตวแพทย์ จากการวินิจฉัยเบื้องต้นหมอบอกว่าแกอาจเป็นไส้เลื่อนหรืออาจเป็นมะเร็ง ต้องตรวจเพิ่ม และบอกค่ารักษามาเป็นจำนวนหลายหมื่นบาท เจ้าของขอให้ฉันช่วยเพราะแกก็ขัดสนอยู่ หรือไม่ก็ต้องปล่อยไว้เช่นนั้น ฉันไม่คิดให้นานบอกหมอให้ดำเนินการทันที ลีน่าอยู่โรงพยาบาลสามวัน หมอบอกว่าแกเป็นมะเร็งที่ปอด เนื้องอกรุกรามไปทั่วช่องท้องมีเวลาอีกไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ เราตัดสินใจนำเธอกลับบ้าน ลีน่านอนในมุมมืดหนึ่งของบ้านโดยไม่ลุกไปไหนอีกสามวัน แล้วเย็นวันนั้นลีน่าก็ค่อยๆพยุงร่างอันอ่อนแรงของแกมานั่งรอฉันอยู่ที่หน้าลิฟท์ ฉันกำลังจะขึ้นบ้าน เจ้าของของลีน่าเดินมาทักทายและบอกว่าลีน่ารอฉันอยู่ ฉันเดินไปหาแก แล้วเราก็ไปหามุมสงบนั่งอยู่ด้วยกัน ในกระเป๋าทำงานฉันมีหนังสือสวดมนต์อยู่เล่มหนึ่ง ฉันจึงตัดสินใจหยิบมันมาสวดตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรในขณะนั้น ฉันไม่รู้ว่าบทไหนเหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่ ค่ำนั้นหากมีใครเดินผ่านเขาคงเห็นหญิงคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสือ เอามือลูบหัวแมวผอมๆ ตัวหนึ่ง เราอยู่ด้วยกันจนดึก ฉันกล่าวคำอำลาสั้นๆ ลีน่าค่อยๆเดินกลับบ้าน รุ่งเช้าฉันได้รับข้อความจากเจ้าของลีน่าว่าเธอจากไปในคืนนั้น
ด้วยความคิดที่อยากสร้างความแตกต่างให้ชีวิตที่พานพบ..
ความเอ็นดูที่กลายเป็นความรับผิดชอบ...
ความคุ้นเคยที่กลายเป็นความผูกพัน...
และความรักที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ..
และคำอำลาที่ไม่ต้องเอ่ยกล่าว...
สิ่งเหล่านั้นกลับเป็นความทรงจำที่มีค่าในเสี้ยวชีวิตของฉันที่นึกถึงยามใด ก็นำรอยยิ้มมาให้อยู่เสมอ..
ทุกสิ่งที่ทำฉันทำให้พวกเขาด้วยใจ เขาก็รับรู้มันด้วยใจ เช่นกัน ฉันเชื่ออย่างนั้น..
หมาของพี่ชายก็เป็นโรคพยาธิในหัวใจ ต้องฉีดวัคซีนป้องกันไว้ก่อนครับ เจ้าของหมา บางคนไม่รู้ หรือเป็นหมาที่ไม่มีเจ้าของ ก็ไม่มีคนพาไปฉีดยาให้ เชิญชวนมาอ่านเรื่องของหมาครับ
คุณอุ้มบุญ ทีแรกก็รู้สึกเศร้าใจค่ะ นั่นก็เพราะความผูกพัน แต่พอมันผ่านไป ทุกอย่างก็เป็นปกติสุขเหมือนเดิม สิ่งที่เหลือคือความทรงจำที่ดีงาม
คุณคนไกลบ้าน ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยียนกันอีก และฝากเรื่องราวดีๆไว้ค่ะ
สวัสดีค่ะ...ความรัก...ความผูกพันธ์เกิดขึ้นได้เสมอ...เวลาผ่านไปเหลือไว้คือความระลึกถึง.....