ชีวิตของคนเรา ไม่สามารถลิขิตได้ด้วยปากกา ไม่ใช่สูตรสำเร็จรูปที่หยิบนำมาใช้ได้เลย แต่การประคับประครองชีวิตให้ยืนหยัดอยู่ได้ต้องดำเนินไปอย่างไม่ประมาท เพราะหากพลาดพลั้งไปจนกระทั่งสูญเสียสุขภาวะหรือพิการ การจะเดินสู้ต่อไปนั้นยากยิ่งนัก แต่หากหลีกหนีไม่พ้นเพราะสิ่งที่ตนเองได้ก่อไว้ซึ่งเรียกว่า “ กรรม ”

 

         รุ่งอรุณเช้าวันใหม่ อากาศแห้งเย็น สายลมพัดโชยเบาสบาย ใบไม้เริ่มเปลี่ยนจากสีเขียว เป็นสีน้ำตาล ร่วงโรยเกลื่อนพื้นดินเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว แม้ว่ากาลเวลาผันเปลี่ยนไป แต่การดำเนินชีวิตคนทุกคนยังคงดำเนินไปไม่มีวันหยุด ราวกับเข็มนาฬิกา และผมเองก็เช่นกัน ยังทำหน้าที่ในบทบาทบุรุษพยาบาลเพื่อผดุงความเจ็บป่วยขอเพื่อนมนุษย์ดังเช่นทุกวันดั่งปณิธานที่ตั้งเอาไว้ว่า  “ จะพลีชีพเพื่อผู้ป่วยไข้ตราบเท่าแรงกายและแรงใจทีมี ”

แปดนาฬิกาตรงสัญญาณเตือนความพร้อมในการเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ผมสาวเท้าเข้าไปยังห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินอย่างกระฉับกระเฉงซึ่งเป็นสถานที่ที่ผมก็คุ้นชินเป็นอย่างดีและไม่เคยเบื่อหน่ายถึงแม้ว่าจะอยู่ทุกวันราวกับว่าเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งของผมเลยทีเดียว

และในวันนี้มีผู้ป่วยที่มารอความช่วยเหลือจากผมมากมายเช่นทุกวัน แม้ว่าอากาศจะหนาวเหน็บสักเพียงใด แต่ด้วยสายเลือดผู้ให้อย่างผมที่ถูกหล่อหลอมมาเพื่อมอบความสุขให้ผู้ป่วยก็ยังขมักเขม้นในการให้บริการอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยเพียงเพื่อหวังเห็นความสุขความสบายและรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสุขของคนเหล่านั้นที่อยู่เบื้องหน้า การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ยังไม่มีทีท่าว่าเสร็จสิ้นเพราะมากมายเหลือเกิน  แต่เวลาก็ไม่เคยหยุดรอใคร  ยังคงดำเนินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ผมเงยหน้ามองนาฬิกาก็เลยเวลาเที่ยงวันไปแล้ว มันช่างรวดเร็วเหลือเกิน ท่ามกลางความหนาวเหน็บแต่ผมต้องปาดหยดเหงื่อที่ไหลรินตามใบหน้า เป็นระยะ ๆ  การทำงานที่แข่งขันกับเวลากับภารกิจอันรีบเร่ง เพื่อการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ซึ่งรออย่างมีความหวัง ทำให้ร่างกายผมร้อนผ่าวราวกับว่าวิ่งรอบสนามมาสักสิบรอบ

ผมกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้องสังเกตเห็นชายคนหนึ่งอายุประมาณ สามสิบต้น ๆ พิการอัมพาตท่อนล่าง รูปร่างผอมโซ ไม่มีแรงผิวแห้งแตกเป็นขุย ผมยาวปะบ่า ข้อเข่าข้อเท้าติดงอทั้งสองข้าง นอนอย่างครุ่นคิด ไม่สนใจผู้คนรอบข้างและสิ่งแวดล้อม  ผมส่งยิ้มให้ ชายผู้นั้นส่งยิ้มแห้ง ๆ ตอบและหลบสายตาไป แต่ผมไม่มีโอกาสได้เข้าไปทักทายชายผู้นั้นเลยเพราะมีคนไข้ฉุกเฉินหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ในเวลานั้นผมหิวข้าวและเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก ผมยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อที่หลั่งไหลตามใบหน้าเป็นพัก ๆ ในใจรู้สึกท้อบางครั้ง แต่เมื่อเหลือบมองไปเห็นคนไข้ที่อยู่ตรงหน้าล้วนมีแต่คนชราที่นั่งรอรับบริการอย่างสุภาพเรียบร้อย ขณะที่ผมกำลังสาละวนกับการปฏิบัติภารกิจอยู่นั้น ผมสังเกตเห็นมือเหี่ยว ย่น ผิวสีน้ำตาล ในมือประครองขวดนมเปรี้ยวขวดเล็ก ๆ ซึ่งเปื้อนเปรอะคราบดำจากมือนั้นค่อย ๆ เคลื่อนผ่านหน้าผมอย่าง ช้า ๆ และสั่นไหว  ผมค่อย ๆ กวาดสายตามองไปตามมือนั้นสบตากับเจ้าของมือนั้น พบว่าเป็นยายแก่ ๆ หลังค่อม ถือตระกร้าเก่า ภายในตระกร้ามีถุงพลาสติกที่เปรอะเปื้อนสกปรก และขวดน้ำเก่าที่บรรจุน้ำไว้ดื่ม เธอสบตาและยิ้มอย่างเป็นมิตร

“ คุณหมอยายซื้อมาขวดนึง คุณหมอคงหิว นี่ก็เลยเวลาเที่ยงแล้ว ยายยกให้หมอ ”

ยายส่งยิ้มอย่างเป็นมิตร และจริงจังในคำพูด

“ ขอบคุณครับคุณยาย แต่คุณยายเอาไว้ทานเองเถอะนะครับ ผมทนได้เดี๋ยวผมก็ไปทานข้าวแล้ว ”

ผมพูดและยิ้มพร้อมประครองมือคุณยาย

“ คุณหมอช่วยทานให้ยายหน่อยเถอะ ยายสงสารหมอจ้ะหมอเหนื่อยเพราะยังไม่ได้กินข้าว  ”

ยายมองสบตาพร้อมคะยั้นคะยอ ให้รับสิ่งที่อยู่ในมือยายนั้น

ผมจึงยกมือไหว้คุณยาย และด้วยความซึ้งในน้ำใจของคุณยายผมจึงไม่รังเกียจขวดนมที่เปรอะเปื้อนและน่าขยะแขยงที่จะเอาเข้าปากดูดดื่มอย่างกระหายหิว หลังจากดื่มนมขวดนี้แล้วช่างเหมือนยาวิเศษชูกำลังให้ผมมีพลังในการช่วยเหลือคนไข้ต่อจนลืมเหนื่อยไปเลย ใจที่เหนื่อยล้าเต็มทีคราวนี้มีพลังมหาศาลและมีกำลังใจที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

ผมกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้องเหลือบไปยังเห็นชายพิการคนเดิม ยังคงนอนอยู่ท่าเดิมท่าทางเหม่อลอยนัยน์ตาหมองเศร้าไม่สนใจสิ่งแวดล้อมเช่นเดิม

ผมดินไปยังเตียงที่ชายผู้นั้นนอนอยู่ มือผมประสานไปยังมือของผู้ป่วยช้า ๆ สบตาแล้วยิ้มที่มุมปาก

“ ทางโรงพยาบาลต้องขออภัยด้วยนะครับที่ให้บริการล่าช้าเพราะวันนี้คนไข้เยอะ มากครับ  ”

ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ พิการอย่างผมรอได้ เพราะไม่มีใครสนใจอยู่แล้วนี่ ! ”

ชายผู้นั้นตอบ ห้วน ๆ  แล้วเหลือบมองมาผมด้วยหางตาและละสายตาไป

“ ทางโรงพยาบาลต้องขออภัยจริง ๆ ครับ วันนี้คนไข้เยอะจริง ๆ และจำเป็นต้องให้การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินก่อนแต่อย่าห่วงเลยนะครับ ผมจะให้บริการคุณให้ดีที่สุดครับ  ”

ผมอธิบายด้วยสีหน้าเป็นมิตรและยิ้มที่มุมปากพร้อมยกมือไปประครองมือชายพิการ

จากการซักประวัติ ทราบมาว่าชายพิการคนนี้ชื่อนายเมิน เกิดในครอบครัวยากจน อาศัยอยู่กับมารดาที่มีอาการทางจิตเวช พี่สาวเจ็บป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องไปรับจ้างทำงานต่างจังหวัดหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ฐานะครอบครัวอยู่อย่างขัดสน เดิมทีเดียวนายเมินเป็นนักเลงหัวไม้ เกเรสร้างความรำคาญให้ชาวบ้าน เสพยาเสพติด ดื่มสุรา แต่ด้วยความสนุกคึกคะนองของวัยรุ่น จนกระทั่งวันหนึ่ง วันแห่งความโชคร้ายมาถึงเมื่อความคึกคะนองทะเลาะกับกลุ่มวัยรุ่นเหมือนทุกครั้งแต่พลาดท่าโดนยิงด้วยกระสุนปืนเข้ากระดูกสันหลังจนพิการเป็นอัมพาตตั้งแต่ระดับเอวลงไปทั่วทั้งสองขา เดินไม่ได้ ต้องทำการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน แต่ด้วยการช่วยเหลือตนเองไม่ได้และไม่มีผู้ดูแลที่บ้านเพราะมารดาก็มีอาการจิตไม่ปกติ ชาวบ้านก็ไม่สนใจใยดี มิหนำซ้ำ ชาวบ้านยังรู้สึกสมน้ำหน้า และสบายใจที่ไม่มีใครมาก่อกวนสร้างความรำคาญให้ การช่วยเหลือตนเองไม่ได้เช่นนี้ทำให้เกิดแผลกดทับบริเวณก้นและเกิดแผลติดเชื้อ ทำให้นายเมินต้องเข้ารับการรักษาแผลที่โรงพยาบาลเป็นแรมปี แต่ด้วยจิตใจนายเมินเป็นคนที่มีนิสัยก้าวร้าว พูดจาไม่สุภาพ จึงสร้างความรำคาญแก่ผู้ป่วยเตียงข้างเคียง และคนรอบข้าง ทำให้นายเมินมีอารมณ์เครียด และไม่เป็นมิตรกับผู้ใด ทำลายข้าวของใช้ของโรงพยาบาล แอบสูบบุหรี่บ้าง จุดไฟเผาผ้าม่านของโรงพยาบาลบ้าง การรับประทานอาหารได้น้อยลงทุกวัน ๆ จนผอมโซ ถ้าอาหารไม่อร่อยก็โยนถาดอาหารทิ้งเกลื่อน ทำให้เพื่อนข้างเตียงรำคาญและไม่มีใครเข้าใกล้ นายเมินจึงเกิดความซึมเศร้า สุขภาพก็แย่ลงทุกวัน และเครียดขึ้นทวีคูณ

ในทุก ๆ วันผมเดินผ่านเตียงที่นายเมินนอนรักษาตัวอยู่จะพบนายเมินนอนไม่พูดกับผู้ใด ผมส่งยิ้มให้ทุกวัน และกล่าวทักทายทุกวัน แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ ไม่สบตาแต่อย่างใด แต่ผมไม่โกรธนายเมินเลย กลับสงสารด้วยซ้ำถึงแม้ว่าใคร ๆ จะรังเกียจเพียงเพราะกิริยา มารยาทของนายเมิน แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น เพราะผมคิดว่าแค่ สภาพร่างกายที่พิการมันก็โหดร้ายมากแล้วสำหรับนายเมิน ถ้าสังคมยังไม่ให้อภัย ยิ่งจะทำให้ใจนายเมินพิการไปอีกด้วย และผมจะไม่ยอมให้ใจของนายเมินพิการไปด้วยเลย ผมจึงใช้ความอดทน ผมคิดว่าสักวันหนึ่งนายเมินต้องยอมรับสัมพันธภาพจากผมแน่ หลายครั้งหลายคราผมก็ยังถามไถ่และยิ้มให้ นายเมินจึงเริ่มเปิดใจรับสัมพันธภาพจากผม วันนั้นเป็นวันที่ผมใจชื้นขึ้นมาเพราะโอกาสที่จะช่วยนายเมินได้เริ่มแล้ว

 วันหนึ่งผมมีโอกาสได้พูดคุยกับนายเมิน สังเกตเห็นว่านายเมินมีสีหน้าเศร้าซึม นอนหันหลังให้ผู้คนรอบข้างเช่นเดิม ผมจึงเดินเข้าไปทักทาย ทราบมาว่ามีความเครียดสูงมาก ทั้งมารดาที่ดูแลตนเองไม่ได้เพราะอาการทางจิตของมารดา  ครอบครัวก็ยากจน กลับไปบ้านก็ช่วยตนเองไม่ได้ ทำให้เกิดวามรู้สึกท้อแท้

“ มันเป็นกรรมเวรของผมเองแหละครับคุณหมอ ผมสร้างเองและผมต้องรับเองครับ ไม่มีใครช่วยผมได้ หากผมไม่ได้สร้างความรำคาญให้ใคร คงไม่เป็นเช่นนี้ ”

นายเมินกล่าวด้วยสีหน้าหมองเศร้า น้ำตาคลอเบ้า น้ำเสียงสั่นเครือ

ผมพิจารณาร่างชายผู้พิการ ที่ข้อเท้าข้อเข่างอผิดรูปนอนอยู่ ถ้าไม่สังเกตให้ดี ลักษณะคล้ายกองเศษผ้าเก่า ๆ  แต่ได้ยินเสียงร้องไห้ฟูมฟาย ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านี้สร้างความสลดหดหู่ ผมนึกเวทนาขึ้นมาจับจิต  และอึ้งไปชั่วขณะปล่อยให้ชายพิการผู้นี้ร้องไห้และระบายความคับข้องใจไปเรื่อย ๆ

“ วันนี้เราล้มได้ วันพรุ่งนี้เราก็ยืนได้ ฝนที่มันตกท้องฟ้าย่อมมืดหม่น เมื่อฝนหยุดตกเมฆหมอกย่อมหายไป ท้องฟ้าวันนั้นจะสวยงามเหลือเกิน ฝนไม่ได้ตกทุกวัน กาลเวลาจะพาฝนเปลี่ยนฤดูไปเอง ”

ผมสบตาพร้อมลูบมือเบา ๆ ที่แขนของนายเมิน

วันนั้นทั้งวันผมครุ่นคิดแต่เรื่องราวของนายเมินทั้งวัน

“ เอ… เราจะทำอย่างไรนะจึงจะช่วยนายได้ นายเมิน ”

ผมบ่นพึมพรำกับตัวเอง 

“ ใช่แล้ว … อันดับแรกเค้าต้องไปไหนมาไหนได้ก่อนเค้าจึงจะหายเครียด ”

ผมตะโกนออกมาอย่างดีใจพร้อมกับวิ่งไปที่แผนกกายภาพบำบัดเพื่อปรึกษาเรื่องรถเข็นโยกผู้พิการ ทางแผนกกายอุปกรณ์ จึงได้มอบรถเข็นโยกให้และฝึกการใช้รถให้ก่อนนายเมินจะกลับบ้าน วันที่ส่งมอบรถเข็น นายเมินมีสีหน้าดีขึ้น ผมเริ่มใจชื้นขึ้นมาที่เห็นรอยยิ้มของนายเมินเป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่ายังเป็นยิ้มที่ไม่เต็มที่ที่ส่งออกมาจากใจเพราะยังมีเรื่องกังวลอยู่

“ นายรู้ไหม นายยิ้มแล้วนายหล่อมากนายเมิน ”

ผมชมนายเมินและสบตาอย่างมีความสุขกับสิ่งที่ผมได้เห็นความสำเร็จในระดับหนึ่งของนายเมิน

“ ขอบคุณมากครับคุณหมอ ”

นายเมินยกมือไหว้และยิ้มอย่างที่มุมปาก

                เวลาผ่านไป ผมมีโอกาสได้ไปเป็นวิทยากรสอนหน่วยกู้ชีพกู้ภัย ให้แก่องการบริหารส่วนตำบลที่นายเมินอาศัยอยู่ มีโอกาสคุยถึงชีวิตความเป็นอยู่ของนายเมินให้แก่ท่านนายกอบต. รับทราบ ท่านจึงชี้แนวทางช่วยเหลือให้เบี้ยผู้พิการเพื่อจะได้มีค่าใช้จ่ายยังชีพประจำเดือน และนอกจากนี้ยังได้ขอกองทุนฝึกอาชีพแก่ครอบครัวผู้พิการอีกด้วย นายเมินมีกำลังใจที่จะต่อสู้และดำรงอยู่ด้วยกำลังใจที่มีอย่างเต็มเปี่ยมเพราะสิ่งที่นายเมินขาดไป คือการดูแลตนเอง ก็ได้รับรถเข็นและ ปัญหาด้านการเศรษฐกิจครอบครัวก็ได้เบี้ยผู้พิการประจำเดือน และกองทุนเลี้ยงชีพครอบครัวผู้พิการโดยมีพี่สาวเป็นผู้ดูแลให้ นายเมินก็มีกำลังใจในการกายภาพบำบัดข้อต่อเอ็นยึดที่เข่าและข้อเท้าที่ติดแข็ง จนสามารถยืดเหยียดได้ และแผลก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ  สามารถดูแลแผลได้ด้วยตนเอง

        วันหนึ่งผมได้ไปติดตามเยี่ยมนายเมินอีกครั้ง วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศเย็นสบาย  ผมได้เดินทางไปยังบ้านนายเมินแต่เช้า  เมื่อถึงบ้านพบว่าเป็นบ้านยกใต้ถุนสูง  แสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณสาดแสงทองส่องประกายเรืองรองหลังคาบ้าน ผมกวาดสายตาไปยังรอบ ๆ บ้าน พบนายเมินยิ้มอย่างตื่นเต้นและมีความสุข ถึงแม้ว่าเป็นรอยยิ้มของร่างผู้พิการคนหนึ่ง แต่สัมผัสได้ถึงรอยยิ้มแห่งความสุขที่ออกมาจากใจ กล่าวทักทายยกมือไหว้และนำน้ำมารับรอง

“ คุณหมอครับ วันนี้ผมเห็นและเข้าใจแล้วล่ะครับว่า  วันนี้เราล้มได้ วันพรุ่งนี้เราก็ยืนได้ ฝนที่มันตกท้องฟ้าย่อมมืดหม่น เมื่อฝนหยุดตกเมฆหมอกย่อมหายไป ท้องฟ้าวันนั้นจะสวยงามเหลือเกิน ฝนไม่ได้ตกทุกวันครับ  ”

        ชายผู้พิการกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมด้วยความสุข

“ ชีวิตคนเราไม่สามารถออกแบบได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะทำ ถ้าเรามีกำลังใจ แรงกายจะตามมาครับ ”

ผมพูดและยิ้มที่มุมปากอย่างภาคภูมิใจ และมีความสุขกับสิ่งที่ได้เห็นอยู่ตรงหน้าที่สามารถ มอบความสุข และคืนชีวิตคนคนหนึ่งซึ่งล้มและไม่คิดว่าจะกลับมายินได้อีกครั้งจนวันนี้สามารถยืนหยัดด้วยลำแข้งที่พิการอย่างภาคภูมิ