เสียงจากชาวบ้าน :เล่าว่า     

      สิ่งที่ผมดีใจและภาคภูมิใจมากที่สุดก็คือผมได้เข้าร่วมโครงการ KM. ( Knowledge management )  เหตุผลก็เพราะว่าได้นำความรู้ที่เรียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในอนาคตจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ช่วยเหลือสังคม และช่วยเหลือคนที่รักการเกษตรไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ผมยินดีเสมอครับ    ความคิดเห็นที่ผมอยากฝากไปถึงหน่วยงานของรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือเกษตรคือเมื่อมีโครงการต่างๆ เช่น โครงการขุดสระน้ำในไร่นาที่แล้งซ้ำซาก อยากให้ศึกษาพื้นที่ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจขุดสระ เพราะว่าสภาพพื้นที่แต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน และขุดสระน้ำให้คนที่ตั้งใจทำจริงๆ อย่าเห็นแก่ได้จากโครงการดังกล่าว เช่น ขุดสระในที่ดอนน้ำไม่ขังแล้วมันจะได้ประโยชน์อะไร ขุดแล้วเอาดินไปขายแล้วถมทิ้งเสียงบประมาณทางราชการเปล่าๆ  อีกอย่างคือไปหาพื้นที่ที่ติดถนนดำ รถเข้าสะดวก ทำเพื่อเอาหน้าอย่างนั้นหรือ? เจ้าของพื้นที่เขาไม่ตั้งใจทำจริงๆ มันก็เสียประโยชน์

เสียโอกาส การพัฒนาด้านการเกษตรก็เลยอย่างล่าช้า เพราะว่าทุนน้อยคนเรามันเลือกเกิดไม่ได้ คนที่ตั้งใจทำจริงๆนั้นบางทีก็ไม่ติดถนนดำ แต่มีความตั้งใจที่จะทำงานจริง ทำอย่างนี้ก็เหมือนเลือกที่รักมักที่ชัง แบ่งพรรคแบ่งพวก ทำให้ราษฎรเกิดความไม่ไว้วางใจทางภาครัฐ มีความเลื่อม-ล้ำ ต่ำสูงไม่ว่าโครงการอะไรมาก็มีการคอรัปชั่นไปหมด คนที่ได้รับกรรมก็คือตัวของเกษตรกรตาดำๆ เมื่อให้มา ( มึงต้องแบ่งมึงไม่แบ่งกู กูไม่ให้ เมื่อให้แล้วมึงอย่าพูด  พูดแล้วมึงจะอันตราย )ผมเองเจอมาแล้ว 3 โครงการ ดังนี้1. โครงการขุดสระซ้ำซาก2. โครงการพักชำระหนี้3. โครงการขุดสระของกรมพัฒนาที่ดิน

         อันที่จริงแล้วโครงการนั้น ออกมาดีและถูกต้องทุกอย่าง แต่มันมาเสียอยู่ตรงที่ปลายทางเหมือนพี่ตีน้อง (มึงอย่าบอกพ่อและแม่นะ ถ้ามึงบอกมึงเจ็บตัวแน่ ) แก้อย่างไรก็แก้ไม่หมด เพราะทำไปแล้วไม่ติดตามผลงาน อันนี้ขอฝากด้วย และช่วยปิดบังด้วยกลัว พี่เขาจะมาตีเหมือนกัน ใครล่ะจะรับผิดชอบ!

    และนี่ก็เป็นอีกเสียงสะท้อนจากชาวบ้านที่กล่าวได้ว่าเป็นผู้ถูกกระทำจากโครงการต่างๆของรัฐ  และนี่ก็เป็นคำตอบที่ว่าทำไมเราถึงต้องมาเรียน การจัดการความรู้ระดับชุมชน

   มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกมาว่า "การที่เราจะไปพัฒนาใคร  ก่อนอื่นเราจะต้องพัฒนาตัวเราให้ดีก่อนเสมอ"