ธรรมชาติให้บทเรียนกับเราเพื่อเรียนรู้และปรับตัวเสมอนะครับ
ปีที่แล้วคือปี 2552 ว่างเว้นจากการถูกน้ำท่วมมาหนึ่งปี นึกว่าปีนี้คงรอด..แต่ก็โดนน้ำท่วมอีกจนได้ เมื่อปี 2551 น้ำท่วมมากที่สุดเท่าที่เคยเจอมา 10 กว่าปีที่มาสร้างบ้านที่สวนริมคลองสวนหมาก อ.เมืองกำแพงเพชร
ภาพน้ำท่วมเมื่อปี 2551 ครับ ในบันทึก เมื่อบ้านผมถูกน้ำท่วม
น้ำท่วมบ้านใครๆ ก็คงไม่อยากเจอ ปีนี้ผมย้ายขึ้นมาปลูกบ้านกลางหมู่บ้านห่างจากบ้านสวนประมาณครึ่งกิโล ปีนี้พอน้ำมาก็เลยถือโอกาสย้ายบ้านมาอยู่บ้านหลังใหม่ทั้งๆ ที่ยังสร้างไม่เสร็จดี
ภาพต่อไปนี้เป็นการบอกเล่าและบันทึกบางส่วนที่เกี่ยวกับน้ำท่วมครับ
-
ที่บ้านสวน ปีนี้น้ำเริ่มมาเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2553 ตอนกลางวัน

เช้าวันที่ 20 ต.ค. 2553 ท่วมถึงใต้ถุนบ้าน
บริเวณที่สร้างบ้านใหม่ (กะว่าจะหนีน้ำ) พื้นที่บางส่วนก็ยังถูกน้ำท่วมเหมือนกัน เพียงแต่บริเวณที่ปลูกบ้านถมสูงกว่าเลยรอด
ปีนี้บริเวณส่วนพื้นที่ที่เหลือผมปลูกข้าวมะลิไว้ โดยปลูกแบบข้าวไร่คือใช้การหยอดเมล็ดเหมือนกับปีที่ผ่านมา (ดูได้จาก 2 บันทึกตามลิงค์)
ปีน้ำหยอดข้าวไร่ล่ามาก คือหยอดช่วงของวันแม่พอดี เพราะมัวแต่ดูแลการปลูกบ้าน เวลาที่จะมาดูแลก็มีน้อยมาก แต่ข้าวก็ขึ้นมาให้ได้ชื่นใจ กะว่าเหลือสักครึ่งหนึ่งของที่หยอดไว้ก็ยังดี เพราะสู้กับหญ้าไม่ไหว นี่ขนาดปลูกเป็นแถวเป็นแนวเพื่อที่จะสะดวกกับการดายหญ้า สุดท้ายก็ดายหญ้าไม่ทัน เลยใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายหลังแทน ก็ได้ความรู้เพิ่มมาอีกนิดว่าใช้ได้แต่ต้องขยัน และใจเย็นๆ
สองเดือนผ่านไปข้าวในส่วนที่ตัดหญ้าทันข้าวก็จะยืนต้น แตกกอพอใช้ได้ ส่วนที่ข้าวไม่ค่อยงอกแถบนั้นก็จะเหลือเพียงหญ้าดูต่างหน้าให้เจ็บใจแทน
เห็นข้าวมะลิที่ปลูกแบบข้าวไร่ เริ่มแตกกอ ก็ค่อยโล่งใจหน่อย อุตส่าห์ปลูกแบบข้าวนาแห้ง-ข้าวไร่ เพื่อที่จะทดสอบการปลูกข้าวแบบใช้น้ำน้อย สุดท้ายเทวดาก็เทน้ำมาให้ น้ำไหลบ่าล้นคลองสวนหมากเข้าท่วมจนได้ จากข้าวไร่ก็กลายเป็นนาข้าว อิอิ..ข้าวไร่ถูกน้ำท่วม

น้ำเริ่มท่วมเมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 19 ต.ค. 2553

อีกมุมหนึ่งของเที่ยงวันที่ 19 ต.ค. 2553

ท่วมเกือบมิดยอดในเช้าวันที่ 20 ต.ค. 2553

เช้าวันที่ 21 ต.ค. 2553 ไม่เห็นต้นข้าวเลยครับ

พอเช้าวันที่ 22 ต.ค. 2553 น้ำเริ่มลด
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าปีนี้ข้าวนาสวนที่ปลูกแบบข้าวไร่ของผมจะได้เกี่ยวหรือเปล่า แต่ก็ช่างมันเถอะนะครับ ผมปลูกเพื่อต้องการเรียนรู้ ได้ไม่ได้ผลผลิตไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญอยู่ที่ความรู้ที่ได้ต่างหาก
สรุปบทเรียนเบื้องต้นหากจะคิดปลูกข้าวไร่พันธุ์ที่ตอบสนองต่อช่วงแสง(ข้าวไวแสง-ข้าวนาปี)อาจจะต้องขยับเวลาปลูก(หยอดเมล็ด)ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม น่าจะเหมาะที่สุด เพราะต้นข้าวจะตั้งตัวได้พอเหมาะกับเวลาของน้ำฝน และสภาพของช่วงแสงที่จะช่วยให้ออกรวง หากปลูกด้วยต้นกล้าอาจจะปลูกล่าเป็นในช่วงเดือนสิงหาคมได้
ส่วนจะปลูกข้าวที่ไม่ไวแสง และเลี่ยงน้ำท่วมก็คงต้องหยอดเมล็ดให้ทันฝนแรกๆ ช่วงเมษายน-พฤษภาคม เกี่ยวให้ทันในเดือนกันยายน เพื่อหนีน้ำท่วมครับ
สุดท้าย...ธรรมชาติให้บทเรียนกับเราเพื่อเรียนรู้และปรับตัวเสมอนะครับ..
บันทึกมาเพื่อการ ลปรร. ครับ
สิงห์ป่าสัก 31 ต.ค. 2553
โห น่าเห็นใจจังเลยครับ แต่ว่าัยังอิอิ...ได้อยู่แสดงว่า ยังไม่เครียดมากนัก หรือว่ามีแนวคิดที่ดีอย่างไร บอกกันบ้างครับ เพื่อว่า บางคนยังเครียดอยู่
สวัสดีค่ะพี่สิงห์สิงห์ป่าสัก
ถือว่าได้ร่วมชะตากรรมกับคนไทยด้วยกันนะคะ
คนที่ปลูกข้าวเป็นอาชีพ ก็ต้องนั่งมองนาข้าวจมน้ำ.คือกัน
สวัสดีค่ะ
พี่สิงห์ ผมยังไม่ได้ปลูกข้าวเลย ไม่มีเวลาดูแล แต่เห็นข้าวจมไปกับน้ำนี้เสียดาย มีชนิดพอน้ำมาแล้วข้าวดีดตัวยาวหนีน้ำไหมครับ ฮ่าๆๆ
สู้ต่อไปนะคะ...
สวัสดีค่ะ
หวังว่าคนไทยจะผ่านวิกฤติไปได้ด้วยดีจังค่ะ
สวัสดีค่ะ
แวะมาเยี่ยม ขอส่งกำลังใจไปช่วยด้วยคนน่ะค่ะ ขอให้ผ่านพ้นในเร็ววัน ดูแลสุขภาพด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะ ขอบคุณที่ไปแวะทักทายกัน พี่ไม่ได้มีโอกาสตอบทันทีค่ะ น้ำท่วมบ้านเช่นกัน ท่วมฉับพลัน ท่วมหนัก และท่วมนาน ปีนี้หนักมาก ทำให้เราต้องคิดจากบทเรียนที่ได้รับนี้ค่ะว่าควรจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร
พี่เคยอ่านพบว่ามีพันธุ์ข้าวที่เขาจะปลูกในที่น้ำท่วมถึง เป็นพันธุ์ท้องถิ่น ต้นข้าวจะยืดตัวตามระดับน้ำ พี่คิดว่าที่ราบลุ่มภาคกลางน่าจะพัฒนาพันธุ์ข้าประเภทนี้นะคะ
สวัสดีครับ อ.คุณนายดอกเตอร์
ข้าวพื้นเมืองของเราในอดีตมีนะครับที่ทนน้ำท่วม
ผมมีข้อมูลส่วนหนึ่งมายืนยัน
จากการค้นหาจาก google บทที่ 2 ข้าว (Rice)