“...มองดูรอบกาย มองดูสังคม เธอสุขอยู่ได้อย่างไร เมื่อผองชนทุกข์ยากลำเค็ญ...”

    ผมรับรู้ได้ว่ามีน้ำค่อยเอ่อไหลออกมาจากดวงตา เมื่อบทเพลง “เธอวันนี้” เล่นมาถึงท่อนนั้น

     บนเวทีกลางแจ้ง นักดนตรีจากวงสลึงและวงรองเท้าแตะ ร่วมกันเล่นเพลงมีนักร้องสลับขึ้นไปร้องเพลง เป็นการแสดงปิดท้ายในการแสดงดนตรีและศิลปะพื้นบ้าน ส่วนหนึ่งของการประชุมเชิงปฏิบัติการตามโครงการ “สานศิลป์ รักถิ่นเกิด” ซึ่งเป็นการจับไม้จับมือทำโครงการร่วมกันระหว่าง สสส. กองทุนไทย และกลุ่มรองเท้าแตะ เมื่อคืนวันที่ ๓๐ ตุลาคม ที่ผ่านมา

     นักดนตรีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานจัดประชุม รวมทั้งทีมงานคนอื่น ๆ ส่วนใหญ่เป็นอดีตนักศึกษาที่ออกออกไปทำค่ายอาสาพัฒนาชนบท

     จะว่าไปแล้วผมไม่เคยมีประสบการณ์ชีวิตในแบบเดียวกันกับเหล่านักดนตรีบนเวที รวมทั้งผู้ฟังส่วนใหญ่ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาที่ออกไปทำค่ายอาสาฯ เพื่อแสวงหาคำตอบให้กับชีวิตตนเอง ด้วยผมไม่เคยย่างกรายเข้าไปเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย เป็นเพียงนักเรียนพาณิชย์เกเรคนหนึ่ง ไม่อ่านหนังสือ ไม่เคยรับรู้และได้รับการปลูกฝังอุดมคติใด ๆ ไม่มีอะไรที่จะต้องออกไปแสวงหา ไม่มีสำนึกเพื่อส่วนรวมและในทางการเมือง แม้ว่าจะทันเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แต่ก็ไม่อินังขังขอบและรู้สึกรู้สาอะไร และถ้าถามว่ารู้จักวันไหนมากกว่ากัน ระหว่าง ๑๖ ตุลา และ ๑๔ กุมภา ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบคือข้อหลัง

     ณ วันนี้ ถ้าหากว่าสำนึกเพื่อส่วนรวม ความอาทรต่อผู้ยากไร้ ฯลฯ ของผมมีอยู่จริง ผมเองก็ตอบได้ไม่ชัดเจนนักว่าสิ่งเหล่านี้เริ่มก่อตัวขึ้นมาต้ังแต่เมื่อใด ? แต่น่าจะพอตอบได้ว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ? แน่นอนว่าอาจจะมีหลายเหตุปัจจัย แต่ที่สำคัญประการหนึ่งน่าจะเป็นอิทธิพลจาก “เพลงเพื่อชีวิต” ที่ผมเริ่มฟังเมื่ออายุค่อนเข้าสู่วัยเบญเพศ ในขณะที่บวชเป็นพระและเริ่มทำโครงการพัฒนาต่าง ๆ

     เพลงเหล่านี้ทำให้ผมเข้าใจสังคมและการต่อสู้ของผู้คนยุคนั้น เป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาทำความเข้าใจกระบวนการนักศึกษา และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กระทั่งทำให้กล้ากล่าวได้ว่าผมน่าจะมีจุดยืนอยู่ข้างเดียวกับผู้ทุกข์ยากในสังคม และก็ได้ลงแรงไปไม่น้อยเพื่อจุดยืนนี้

     สำหรับบรรดาเพลงที่ชื่นชอบนั้น มีอยู่ไม่น้อยที่เนื้อหาในเพลงสามารถเรียกน้ำตาออกมาจากเบ้าได้ อาทิ ข้าวคอยฝน-คาราวาน ลุงขี้เมา/คนหลังเขา-คาราบาว และหลายเพลงที่ผมได้ฟังเมื่อคืน ก็ให้ความรู้สึกเฉกเช่นเดียวกัน

     ภาวะ “น้ำตาซึม ขนลุกชัน” จึงเกิดขึ้นหลายครั้งหลายคราวในขณะที่ผมนั่งฟังเพลงในค่ำคืนที่ผ่านมา ด้วยเนื้อหาเพลงมันแทงเข้าไปสู่ภายในอย่างจัง...

 

 

     แม้ว่าเพลงที่เล่นโดยนักดนตรีไม่กี่คน เครื่องดนตรีมีเพียงกีตาร์โปร่ง ๒ ตัว กลองเล็ก ๆ คู่หนึ่ง เมาท์ออร์แกนและขลุ่ยที่ใช้เพียงบางเพลง สลับกับนักร้องที่เวียนขึ้นไปร้องไม่กี่คน ในการแสดงเมื่อคืนนี้

     หลายเพลงที่ผมไม่ได้ฟังมานานมากแล้ว เช่น รางวัลแด่คนช่างฝัน พลังใจ เธอวันนี้ เด็กดั่งดวงดาว ผิงดาว ฯลฯ ซึ่งการฟังดนตรีสด ๆ ในบรรยากาศที่สบาย ๆ เช่นนี้ ผมจึงสุขใจเป็นพิเศษ

     การแสดงดนตรีสิ้นสุดลงแล้ว ผมเดินกลับห้องพักด้วยความอิ่มเอิบ รู้สึกเห็นคุณค่าของตนเองที่สำนึกต่าง ๆ จากการปลุกปลอบโดยบทเพลงบทเวทียังไม่เลือนหายไปจากจิตวิญญาณ