ทางออกของปัญหาและการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง คงไม่ใช่เรื่องเหตุผล แต่ ทุกพื้นที่จะเตรียมความพร้อมต่อข้อมูล และรู้เท่าทันกับโครงการพัฒนาที่เข้ามา กลไกการผลักดัน มีการให้เงินกองทุนหลายร้อยล้าน ทำให้เกิดความไม่เป็นเอกภาพในชุมชน ส่วนสำคัญในเบื้องต้น คือ การสร้างความเข้าใจในเรื่องข้อมูลที่เป็นจริงระดับพื้นที่

ปมปัญหาพลังงานไฟฟ้าถ่านหิน นิวเคลียร์

สร้างเพื่อกำไร เพื่อใคร ในเมื่อมากพอแล้ว

เรื่อง/ภาพ  สานศรัทธา ที่มา ศูนย์ข่าวพลเมือง ฅนคอน

 

เวที “อนาคตของคนเมืองนครกับโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์”  ถูกจัดขึ้นที่โรงแรมทวิลโลตัส เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ที่ผ่าน ท่ามกลางความร่วมมือของหลายๆฝ่าย

       อุตส่าห์  ดวงจันทร์  สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้ากล่าวว่า “การจัดเวทีวันนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ชาวเมืองนครศรีธรรมราชได้เรียนรู้ร่วมกันเรื่องแผนพัฒนาภาคใต้ ซึ่งบางเรื่องก็เพิ่งทราบ ประสบการณ์จากการพัฒนาเช่นเรื่องอำเภอร่อนพิบูลย์สมัยก่อนมีการทำเหมืองแร่ดีบุก ส่งผลกระทบให้คนเป็นโรคผิวหนังและนำน้ำมาใช้ไม่ได้ เรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพเราต้องหยิบยกปัญหาเหล่านี้และยังแก้ปัญหาไม่ได้  มาให้ประชนรับรู้ เพื่อให้ประชาชนได้เปรียบเทียบ”

วิฑูรย์  เพิ่มพงศาเจริญ   มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ หนึ่งในวิทยากรหลัก เปิดเผยว่า“อนาคตของคนคอนกับโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์” ๖ ประเด็นหลักที่ต้องเรียนรู้

1. ระบบไฟฟ้า 

ระบบจัดหาเชื้อเพลิง บ้านเราเชื้อเพลิงที่ใช้ คือ แก๊สธรรมชาติ  ที่มีระบบท่อที่ผลิตไฟฟ้า ฝั่งอ่าวไทยมาขึ้นที่อำเภอขนอม  กิจการไฟฟ้า ได้แก่ โรงไฟฟ้าต่างๆ ถ่านหิน แก๊ส โรงไฟฟ้าที่ใช้น้ำมันเตา รวมถึงเขื่อนต่างๆ ระบบส่งและการควบคุม  เมื่อผลิตไฟฟ้าจะได้ไฟฟ้าแรงงานสูงจะมีการส่งตามสายใหญ่ ระบบจำหน่าย ต้องแปลงจากไฟฟ้าแรงสูงเป็นไฟฟ้าแรงต่ำก่อนและกระจายไปสู่จังหวัดต่างๆ

2. การบริหารจัดการระบบไฟฟ้า        

ปตท. จะเป็นตัวหลักในการจัดการเรื่องระบบเชื้อเพลิง เป็นคนส่งแก๊สให้ กฟผ.  ส่วนระบบผลิต ตัวหลัก กฟผ. และจะมี ITT เป็นบริษัทเอกชนที่เข้ามาผลิตไฟฟ้าและขายให้กับ กฟผ. ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ เป็นบริษัทลูกของ กฟผ. คือ มี กฟผ.เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เช่น ที่ขนอมและราชบุรี และรายอื่นๆ ที่มีเจ้าของเป็นเอกชนและต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้สัมปทานไฟฟ้าและต้องขายให้กับ กฟผ.เท่านั้น เป็นระบบผู้ซื้อรายเดียวหรือผูกขาด  กฟผ.จะแปลงแล้วจำหน่ายให้กับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง เพื่อขายให้กับผู้ใช้ต่อไป

3. วงเงินหมุนเวียนในระบบการไฟฟ้า 

5 แสนล้านบาทต่อปี คือ ยอดเงินที่หมุนเวียนในระบบไฟฟ้าในประเทศที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแค่ 4-5 หน่วยงาน

4. ผู้ใช้ไฟฟ้า

9.33 ล้านราย/มิตเตอร์  คือ ผู้ใช้ขนาดเล็ก ไม่เกิน 59 หน่วย/เดือน (ใช้ฟรีได้ถึง 90หน่วย) ผู้ใช้ไฟส่วนใหญ่ของประเทศเป็นรายเล็กประมาณร้อยละ 80 ของประเทศ รวมร้อยละ 5 ของทั้งระบบ เพราะฉะนั้น ไฟฟ้าส่วนใหญ่ถูกใช้โดยภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม คือ3 ห้างใหญ่ คือ สยามพารากอน มาบุญครอง และเซ็นทรัลเวิลล์ ใช้ไฟถึง 278 หน่วย มากกว่า 16 จังหวัดของประเทศ

5. การวางแผนการผลิตไฟฟ้า 

15 ปีที่ผ่านมาความต้องการไฟฟ้าที่เกิดขึ้น 900 เมกกะวัตต์ แต่รัฐบาลวางแผนเกินจริงถึงปีละ 2,000 เมกกะวัตต์ ซึ่งทำให้สร้างไฟฟ้าเกินความจำเป็น

6. สาเหตุที่รัฐอยากลงทุนเกินจริง

       ให้ กฟผ. ใช้การคิดราคาค่าไฟบวกกำไรจากผลการลงทุนร้อยละ 8.4  กฟผ. จะบวกค่า FT ในกรณีที่มีรายได้ไม่เป็นที่คาดไว้ เพื่อให้ได้กำไรและยอดขายที่วางเอาไว้  เมื่อวางแผนการสร้างโรงไฟฟ้า บริษัทที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับแผน ตลาดหุ้นจะขึ้นทันที จึงทำให้บริษัททั้งหลายพยายามผลักดัน เพื่อหุ้นจะได้ขึ้น เอาตัวแทนหน่วยงานของรัฐไปนั่งในบริษัทคู่ค้าที่ขายไฟ น้ำมัน แก๊สให้ กฟผ. เรามีผลประโยชน์ขัดกันตลอด เป็นปัญหาที่ขาดความโปร่งใส เอื้อผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

       วิทยากรคนที่ ๒ สันติ  โชคชัยชำนาญกิจ  กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต   ได้เปิดเผยข้อมูล “ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และ โรงไฟฟ้าในภาคใต้” เรามีพอแล้ว แล้วจะสร้างเพื่อใคร

1. ระบบโรงไฟฟ้า

โรงไฟฟ้ามี 2 ระบบ คือ ผลิตไฟฟ้าที่ใช้จริง และเตรียมผลิตสำหรับไฟฟ้าสำรองของประเทศ คือ ผลิตไฟฟ้า 22,568 เมกกะวัตต์ และสำรองกำลังการผลิตไว้ 15% คือ 25,953 เมกกะวัตต์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องผลิตเกินขนาดนี้ เพราะมีความมั่นคงอยู่แล้ว

2. ปริมาณการใช้ไฟฟ้า

สำหรับภาคอุตสาหกรรม (49%) และธุรกิจ(25%) เป็น 74 % เดือนเมษายนใช้ไฟสูงสุด  กรุงเทพฯใช้ไฟฟ้ามากที่สุดประมาณร้อยละ 39 และภาคกลางใช้ไฟฟ้าสูงกว่าภาคอื่นๆ เพราะเป็นเมืองอุตสาหกรรมภาคใต้ใช้ไฟฟ้าแค่ร้อยละ 8 คือ 11,000 ล้านหน่วย น้อยที่สุดของประเทศ (สงขลา นครศรีฯ สุราษฎร์ธานี)

3. แผนกำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) คือ แผนแม่บทการผลิตไฟฟ้าในระยะยาว

การคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกินจริงมาโดยตลอด ทำให้มีวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าที่มากเกินความจำเป็น กว่า10 ปีที่ผ่านมา เรามีโรงไฟฟ้าที่เกินความจำเป็นมาโดยตลอด ทำให้สูญเสียเงินลงทุน  จากแผน PDP 2010 กล่าวว่า ปี 2552 การไฟฟ้าสูงสุดมี 22,045  เมกกะวัตต์ และแผนอีก 20 ปีข้างหน้าเป็น 52,890  เมกกะวัตต์ (เพิ่มขึ้น 30,845 เมกกะวัตต์) ซึ่งกำหนดแผนการสร้างโรงไฟฟ้า คือ ถ่านหิน นิวเคลียร์ และก๊าซชีวภาพ ขนาดใหญ่ ประมาณกำลังการผลิตประมาณ 700-800 เมกกะวัตต์ รวมแล้ว 30,000 เมกกะวัตต์ และซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน (เขื่อนและถ่านหิน) 11,000 เมกกะวัตต์  จะมีการสร้างโรงไฟฟ้า 28 โรง (ไม่ระบุสถานี) โรงละ 800 เมกกะวัตต์ แต่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 โรง กำลังการผลิต 5,000 เมกกะวัตต์ และถ่านหิน 9 โรง น่าจะอยู่ภาคใต้ และจะสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติอีกส่วนหนึ่ง แผนโรงไฟฟ้าที่จะต้องเกิด คือ ปี 2557 โรงไฟฟ้าจะนะแห่งที่ 2 จะเสร็จ และมีก๊าซธรรมชาติอีก1โรง พื้นที่ที่คาดว่าจะเป็นเป้าหมายในนครศรีธรรมราช (ขนอมและสิชล 4 จุด คือ บ้านเตล็ด ท้องเนียน อ่าวท้องชิง และทุ่งใส) งบประมาณร้อยละ 45 ใช้เพื่อการลงทุนสำหรับการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนยอมรับ

       และวิทยากรอีกท่าน หนึ่ง คือ วัชรี  เผ่าเหลืองทอง  กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคตได้เปิดเผยกลยุทธ์และวิธีการสร้างการยอมรับ “กองทุนโรงไฟฟ้า และ ประสบการณ์การขับเคลื่อน”

บทเรียนจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ยกตัวอย่าง 2 โครงการ

1. โครงการเขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี

       - สิ่งที่เจ้าของโครงการไม่ยอมรับคือผลเสียและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนว่ามาจากเขื่อน

2.โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง

       - เวลา 20 ปี โรงไฟฟ้าแม่เมาะสร้างผลกระทบกับชาวบ้าน โดยสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมา แต่การไฟฟ้าไม่ยอมรับคำกล่าวหานั้น  ชาวบ้านเสียใจที่ยอมให้มีการสร้าง การช่วยเหลือของ กฟผ. ไม่ตรงจุด สิ่งที่เขาช่วยคือสร้างห้องประชุมให้กับ อบต. สร้างถนน ช่วยเรื่องพันธุ์พืช  แต่ไม่ยอมให้การช่วยเหลือด้านสุขภาพ

บทเรียนการต่อสู้...ตัวอย่างของความอำมหิต ของเจ้าของโครงการ   

       ชาวบ้านรวบรวมข้อมูลฟ้องศาลปกครอง  โดยกระบวนการฟ้องศาลปกครองใช้ระยะเวลาถึง 5 ปี นับจากวันที่ฟ้องจนถึงวันที่พิพากษา โดยคำพิพากษาคือการให้ชดเชยค่าเสียหายให้กับชาวบ้าน แต่ลองคิดดูว่า ปอดที่ชาวบ้านเสียไปแล้ว เงินที่ได้มาหนึ่งแสนบาท ไม่พอกับการที่จะไปเปลี่ยนปอดอันใหม่ได้

แต่ปัจจุบันชาวบ้านยังไม่ได้รับค่าชดเชยเลย เพราะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตยื่นอุทธรณ์ ทำให้คดียังไม่จบ คนแม่เมาะก็ต้องรอต่อไปจนกว่าจะชนะอุทธรณ์  แต่ถ้าคดีชนะกฟผ.ก็สามารถยื่นฎีกา กว่าจะรอให้ชาวบ้านได้เงิน ชาวบ้านก็เสียชีวิตไปแล้ว นี่คือตัวอย่างความรับผิดชอบของเจ้าของโครงการในประเทศไทย และ เป็นตัวอย่างของการบังคับใช้หรือการตรวจสอบมลพิษของหน่วยงานราชการและเจ้าของโครงการ และ เป็นตัวอย่างของความอำมหิต ของเจ้าของโครงการ

       นอกจากนี้ วิฑูรย์  เพิ่มพงศาเจริญ   ได้เปิดเผยว่า “ไฟฟ้าได้เปลี่ยนจากบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน เป็น กิจการการค้าหวังผลกำไร 100 เปอร์เซ็นต์” เป็น วงจรอุบาทว์ ของระบบไฟฟ้า และ พลังงานของไทย มีการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าให้สูงเกินจริง  นำไปสู่การลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเกินจริง ภาระทั้งหมดส่งให้กับผู้บริโภคระบบการประกันกำไร แม้ กฟผ.จะไม่มีกำไรในการขายไฟฟ้า แต่กำไร 8.4 เปอร์เซ็นต์ ที่รัฐบาลประกันให้แก่ กฟผ. เขาได้เสมอยิ่งลงทุนยิ่งมีผลกำไร ขาดธรรมมาภิบาล

บทสรุปของเวทีในครั้งนี้ คือ คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ รู้ข้อมูลของโครงการเมื่อโครงการใกล้จะเกิดแล้ว ชุมชนมีสิทธิ สามารถรับรู้ข้อมูลจะเอาหรือไม่เอาโครงการพัฒนาจากรัฐได้ และ ไม่จำเป็นต้องเดินตามรัฐและนโยบายพลังงานทุกภาคส่วนต้องมองเห็นเป็นความเดือดร้อนร่วมกันทั้งจังหวัด ทั้งภาค โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไฟฟ้าถ่านหิน เป็นประเด็นที่จะต้องให้ชาวบ้านได้รับรู้ข้อมูลอย่างทั่วถึง

       ทางออกของปัญหาและการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง คงไม่ใช่เรื่องเหตุผล แต่ ทุกพื้นที่จะเตรียมความพร้อมต่อข้อมูล และรู้เท่าทันกับโครงการพัฒนาที่เข้ามา กลไกการผลักดัน มีการให้เงินกองทุนหลายร้อยล้าน ทำให้เกิดความไม่เป็นเอกภาพในชุมชน ส่วนสำคัญในเบื้องต้น คือ การสร้างความเข้าใจในเรื่องข้อมูลที่เป็นจริงระดับพื้นที่

 

ที่ผ่านมารัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ 1,800 ล้านบาทให้คณะทำงาน ในการผลักดันประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และงบประมาณ 229 ล้านบาทถูกใช้ในงานประชาสัมพันธ์ ซึ่งงบส่วนนี้กำลังจะหมด แต่ยังไม่ประสบผล แล้วจะต้องลงทุนอีกเท่าไหร่ เพื่อผลักดันให้ประสบผลสำเร็จ คงจะมีการผลักดันทุกรูปแบบซึ่งเราไม่สามารถรับรู้ได้ นิวเคลียร์เป็นประเด็นระดับประเทศ หากถ้าเราหยุดไม่ได้ และปล่อยให้สามารถสร้างได้ก่อนสัก 1 พื้นที่ โครงการพัฒนาต่อเนื่องก็จะตามมาอย่างแน่นอน ทรัพยากรชายฝั่งทะเลและอาหารที่เลี้ยงคนทั้งประเทศก็จะหมดไป มหาวิทยาลัย เจ้าของโรงแรม ร้านค้า จะได้ผลกระทบทั้งหมด แต่ความตื่นตัวของคนชั้นกลางในภาคใต้ยังไม่มาก  อาจจะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว