การประกาศใช้กฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำหรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ พ.ศ.๒๕๕๓ มีผลตั้งแต่วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๓ ในส่วนของการให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นสูงของอันดับตามข้อ ๒ ของกฎดังกล่าว ที่ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใด เมื่อได้รับเงินเดือนถึงขั้นสูงของอันดับเงินเดือนของตำแหน่งและวิทยฐานะในอันดับ คศ.๓ และ คศ.๔ ให้ผู้นั้นได้รับเงินเดือนในอันดับที่สูงขึ้นในขั้นที่เทียบได้ตรงกันกับขั้นเงินเดือนของอันดับเดิมตามตารางเทียบขั้นเงินเดือนแต่ละอันดับที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจะได้รับเมื่อได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะสูงขึ้นท้ายกฎ ก.ค.ศ. มีผลที่เกิดขึ้นและผลที่ตามมาที่น่าสนใจหลายประการ ได้แก่
๑. ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับเงินเดือนถึงขั้นสูงของอันดับเงินเดือนในอันดับ คศ.๓ และ คศ.๔ ผู้นั้นจะได้รับเงินเดือนในอันดับที่สูงขึ้น คือ
-ผู้ได้รับเงินเดือนถึงขั้นสูงของอันดับ คศ.๓ คือขั้น ๔๗,๔๕๐ บาท จะได้รับเงินเดือนในอันดับ คศ.๔
-ผู้ได้รับเงินเดือนถึงขั้นสูงของอันดับ คศ.๔ คือขั้น ๕๐,๕๕๐ บาท จะได้รับเงินเดือนในอันดับ คศ.๕
๒. การจะได้รับเงินเดือนในอันดับที่สูงขึ้นในขั้นใด เป็นไปตามหลักการที่กำหนดในกฎคือ “จะได้รับในขั้นที่เทียบได้ตรงกันกับขั้นเงินเดือนของอันดับเดิมตามตารางเทียบขั้นเงินเดือนแต่ละอันดับที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจะได้รับเมื่อได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะสูงขึ้นท้ายกฎ ก.ค.ศ.” แต่เมื่อจะออกคำสั่งให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นสูงตามกฎ ก็มีการถกเถียงว่า “ขั้นที่เทียบได้ตรงกัน” คือขั้นใด เช่น
-อันดับ คศ.๓ ขั้น ๔๗,๔๕๐ บาท จะได้รับ อันดับ คศ.๔ ขั้น ๔๗,๔๕๐ บาท (แบบที่ ๑) หรือขั้น ๕๐,๕๕๐ บาท (แบบที่ ๒)
-อันดับ คศ.๔ ขั้น ๕๐,๕๕๐ บาท จะได้รับ อันดับ คศ.๕ ขั้น ๕๑,๕๙๐ บาท (แบบที่ ๑) หรือขั้น ๕๗,๙๔๐ บาท (แบบที่ ๒)
สำนักงาน ก.ค.ศ.และ สพฐ.ได้ตัดสินใจให้ได้รับในแบบที่ ๑ ไปก่อน เพราะกำลังอยู่ระหว่างที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะดำเนินการตีความว่า “ขั้นที่เทียบได้ตรงกัน” คือขั้นใด เมื่อมีข้อยุติแล้วก็จะปฏิบัติไปตามนั้น
๓. การได้รับเงินเดือนในอันดับที่สูงขึ้นมิได้แปลว่ามีตำแหน่งสูงขึ้นหรือมีวิทยฐานะสูงขึ้นด้วย เมื่อตำแหน่งและวิทยฐานะเท่าเดิม สิทธิบางประการที่จะได้รับตามตำแหน่งและวิทยฐานะก็ยังคงเท่าเดิม จะใช้สิทธิตามอันดับเงินเดือนที่สูงขึ้นไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ. ๒๕๓๖ (ระเบียบนี้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ๒ ครั้ง แต่แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อข้าราชการประเภทอื่นมิได้แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เว้นแต่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา ๓๘ ค.(๒) ที่ได้อานิสงส์จากการแก้ไขเพิ่มเติมสำหรับข้าราชการพลเรือน) ข้าราชการตามบัญชี ๗ จะขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทยได้ตามระดับตำแหน่ง เช่น ตำแหน่งระดับ ๘ ขอพระราชทานได้ถึง ป.ม. ตำแหน่งระดับ ๙ ของพระราชทานได้ถึง ม.ว.ม. เป็นต้น หรือสิทธิการได้รับเงินวิทยฐานะและค่าตอบแทนจะได้รับตามวิทยฐานะ เป็นต้น
๔. อย่างไรก็ตาม ยังคงมีสิทธิบางกรณีที่กำหนดตามอันดับเงินเดือนและขั้นเงินเดือน เท่าที่รวบรวมได้มีอยู่ ๒ เรื่องคือ
๔.๑ สิทธิการการประดับอินทรธนูและเครื่องหมายตำแหน่งบนอินทรธนูเมื่อแต่งเครื่องแบบราชการ ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การกำหนดให้ใช้เครื่องหมายตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗ ตอนพิเศษ ๑๐๒ ง วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๓ หน้า ๒๕-๒๖ เทียบสิทธิการประดับอินทรธนูและเครื่องหมายตำแหน่งบนอินทรธนูเมื่อแต่งเครื่องแบบราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่รับเงินเดือนในอันดับต่าง ๆ กับข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทวิชาการ ดังนี้
-รับเงินเดือนในอันดับ คศ.๔ เทียบกับข้าราชการพลเรือนตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ
-รับเงินเดือนในอันดับ คศ.๕ เทียบกับข้าราชการพลเรือนตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ
ดังนั้น ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับเงินเดือนถึงขั้นสูงของอันดับ คศ.๓ คือขั้น ๔๗,๔๕๐ บาท แล้วได้รับเงินเดือนในอันดับ คศ.๔ ตามกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำหรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ พ.ศ.๒๕๕๓ จึงมีสิทธิประดับอินทรธนูและเครื่องหมายตำแหน่งบนอินทรธนูเมื่อแต่งเครื่องแบบราชการเทียบกับข้าราชการพลเรือนตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การกำหนดให้ใช้เครื่องหมายตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๓
๔.๒ สิทธิการเบิกจ่ายเกี่ยวกับกฎหมายด้านการเงินการคลังและสวัสดิการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ค่าเช่าบ้านข้าราชการ) ตามที่กรมบัญชีกลางได้กำหนดไว้ตามหนังสือที่ กค ๐๔๐๙.๗/๑๐๖๐๓ ลงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๙ ให้เทียบตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากับข้าราชการพลเรือน ดังนี้
-ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่รับเงินเดือนในอันดับ คศ.๔ มีสิทธิการเบิกจ่ายเกี่ยวกับกฎหมายด้านการเงินการคลังและสวัสดิการเท่ากับข้าราชการพลเรือนระดับ ๙
-ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่รับเงินเดือนในอันดับ คศ.๕ มีสิทธิการเบิกจ่ายเกี่ยวกับกฎหมายด้านการเงินการคลังและสวัสดิการเท่ากับข้าราชการพลเรือนระดับ ๑๐-๑๑ โดยผู้ที่ได้รับเงินเดือนขั้นที่ ๑ - ๓ ของอันดับ คศ.๕ เบิกจ่ายเท่ากับข้าราชการพลเรือนระดับ ๑๐ ผู้ที่ได้รับเงินเดือนขั้นที่ ๔ – ๑๙ ของอันดับ คศ.๕ เบิกจ่ายเท่ากับข้าราชการพลเรือนระดับ ๑๑ (ปัจจุบันยกเลิกระดับ ๑๐ ระดับ ๑๑ แล้วตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ จึงเทียบได้กับข้าราชการพลเรือนตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ)
๕. จะเห็นได้ว่าการได้รับเงินเดือนในอันดับสูงขึ้น ทำให้ได้สิทธิบางประการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการประดับอินทรธนูและเครื่องหมายตำแหน่งบนอินทรธนูเมื่อแต่งเครื่องแบบราชการ การเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ค่าเช่าบ้านข้าราชการ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะทางราชการมิได้กำหนดสิทธิตามระดับตำแหน่งแต่มากำหนดสิทธิตามอันดับเงินเดือนหรือขั้นเงินเดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก ที่เกิดขึ้นอย่างนี้เพราะ ก.ค.ศ.ตีความกฎหมายว่าวิทยฐานะไม่เป็นระดับตำแหน่ง การมีวิทยฐานะต่างกันไม่ทำให้คนที่มีตำแหน่งเดียวกันแตกต่างกัน จึงต้องมาจำแนกด้วยการได้รับเงินเดือนแทน ทำให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สื่อมวลชน และสังคมทั่วไป เรียกตำแหน่งครูให้แตกต่างกันด้วยอันดับเงินเดือน เช่น ครู ค.ศ.๑ (แทนที่จะเรียกว่าครู) ครู ค.ศ.๓ (แทนที่จะเรียกว่าครูชำนาญการพิเศษ)
๖. อย่างไรก็ดี แม้จะได้มีหลักเกณฑ์การให้ได้รับสิทธิตามอันดับเงินเดือนและขั้นเงินเดือนกำหนดไว้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วก็ตาม หากยังไม่มั่นใจว่าจะได้สิทธิจริงหรือไม่หรือจะยังมีเงื่อนไขอีกประการใด คงต้องขอให้เจ้าของหลักเกณฑ์หรือเจ้าของเรื่อง เช่น สำนักนายกรัฐมนตรี กรมบัญชีกลาง สำนักงาน ก.ค.ศ. หรือ สพฐ. ยืนยันหรือซ้อมความเข้าใจเป็นเรื่อง ๆ ไป
วิพล นาคพันธ์
๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๓
อ่านข่าวสารทั้งหมดของวิพล นาคพันธ์ ได้ที่ http://gotoknow.org/blog/wiphon/toc
ขอบคุณท่าน ผอ.วิพล ครับ
ที่ช่วยย่อยสลายให้เห็นประเด็นที่สำคัญ ๆ หลายเรื่อง ทำให้ผู้ปฏิบัติที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที
ระยะการเปลี่ยนผ่านประถมศึกษา - มัธยมศึกษา ผมมีข้อสงสัยว่า อำนาจการแต่งตั้ง คณะ กก.สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เดิมให้ ผอ.สพท.เป็นผู้มีอำนาจ หากมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขใด ๆ ของ ร.ร.มัธยม ที่ไปสังกัด สพม.แล้ว สพป.เดิม จะใช้อำนาจใดไปแก้ไข เปลี่ยนแปลง คำสั่งของ ร.ร.มัธยมแห่งนั้น ผมได้โทรศัพท์สอบถามวิธีปฏิบัติเรื่องนี้กับนิติกรของ สพฐ. ที่เกี่ยวข้อง ท่านได้แนะนำว่า ให้ชะลอการดำเนินการเรื่องนี้ไว้ก่อน เพราะในส่วนกลางกำลังแก้ไขข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ สพป. และ สพม. ดำเนินภารกิจต่าง ๆ ตามบทบาทหน้าที่โดยมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องรองรับการดำเนินงาน
คุณคณินครับ
เมื่อมีการประกาศเขตมัธยมแล้ว อำนาจในการบริหารจัดการย่อมโอนไปเป็นอำนาจของเขตมัธยม คำว่าผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นคำรวม จึงหมายถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาด้วย ดังนั้น เมื่อมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนมัธยม จึงเป็นอำนาจของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่จะดำเนินการ มิได้เป็นอำนาจของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอีกแล้วครับ
ขอบคุณที่คุณคณินให้ความสนใจบันทึกของผม
วิพล
ขอบคุณท่าน ผอ.วิพล
ที่ชี้แนะครับ หลังจากการโทรศัพท์ประสานกับส่วนกลางครั้งนั้น
ร.ร.มัธยมที่กล่าวถึง ไม่ได้ส่งหนังสือราชการประสานเข้ามา
เข้าใจว่า รอง ผอ.ร.ร.ที่โทรศัพท์สอบถามกับผม ได้นำเรียน ผอ. ร.ร.
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว เข้าใจตรงกับที่ส่วนกลางแนะนำ
และเมื่อไปดูหนังสือที่ สพม.39 ซึ่งผมมีโอกาสให้ไปช่วยงานทุกวันอังคาร และ พฤหัสฯ
ก็ยังไม่มีเรื่องขอแก้ไขคำสั่งคณะ กก.ฯ ของ ร.ร.มัธยมดังกล่าว เสนอไปที่ สพม.39 เช่นกันครับ