Practicallykm.gotoknow.org : เช้าวันที่ 16 กันยายนผมตื่นนอนตอน 6 โมงเช้าด้วยเสียงปลุกของเจ้ามือถือคู่กาย (โนเกียรุ่นเมียให้) ขี้เกียจลุกแต่ต้องลุกเพราะรถจะมารับไปบรรยายที่ วทก. อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี (ผมพักที่โรยัลริฟเวอร์) ตอน 7 โมงเช้า ต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวและรับประทานอาหารเช้าให้เสร็จก่อน 7 โมง ปรากฏว่ากว่ารถจะมารับก็เกือบ 8 โมงเช้า ขณะที่ผมออกจากโรงแรม รถบัสที่รับผู้เข้าประชุมยังจอดอยู่เลย กลายเป็นผมไปถึงก่อนผู้เข้าอบรม ต้องไปนั่งรอ แต่การรอทำให้ได้พูดคุยกับผอออวิทยาลัยและอาจารย์ชัยวัฒน์ก็ได้รู้จัก วทก.มากขึ้นก็เป็นประโยชน์อีกทางหนึ่ง กว่าจะได้เริ่มบรรยายก็ประมาณ 9 โมงครึ่ง มีผู้เข้าฟังประมาณ 90 คน แต่เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายการอบรม หากบรรยายถึง 4 โมงครึ่ง(เย็น) ตามเวลา ถ้าจะเหลือคนฟังไม่มากเพราะบางคนอาจจะต้องเดินทางกลับก็เลยตกลงเวลากันก่อนถึงบ่าย 3 โมงเย็นผมก็บรรยายได้ตามเวลาก็มีการซักถามพูดคุยกันก่อนจะปิดการอบรมและแยกย้ายกันกลับ ผมก็เดินทางมาร่วมประชุมของ สสส.ต่อที่โรงแรมเสนาเพลส พญาไท  แต่ผมจะขอเล่าเกี่ยวกับวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์กาญจนาภิเษก(วทก) ที่นี่ผลิตนักศึกษาหลักสูตร 2 ปี จำนวน 4 หลักสูตรคือเวชระเบียน เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ การแพทย์แผนไทยและโสตทัศนูปกรณ์ เป็นหลักสูตรที่เป็นที่ต้องการอย่างมากของโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ปีหน้านี้ของการแพทย์แผนไทยจะปรับหลักสูตรเป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ 3 และ 4 ปี ซึ่งผมก็ได้สนใจที่จะขอโควตาพิเศษเพื่อให้ลูกจ้างโรงพยาบาลที่สนใจมาเรียนก็ได้ทราบรายละเอียดและก็มีโควตาพิเศษตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุขที่จะต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อเป็นค่าจัดการเรียนการสอนด้วย ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่หากเรามีเจ้าหน้าที่ที่สนใจจะมาเรียนก็ขอโควตามาได้

                ตอนทานอาหารกลางวันก็ได้คุยกับอาจารย์ชัยวัฒน์เรื่องบทบาทของเจ้าหน้าที่เวชสถิติ ที่นั่งทับข้อมูลอยู่มากมายมหาศาลในโรงพยาบาลแต่ไม่ค่อยได้เอามาใช้ประโยชน์ ทั้งที่ข้อมูลเหล่านั้นคือแหล่งความรู้ที่มีประโยชน์ต่อโรงพยาบาลมาก หากดึงมาใช้นำเสนอให้ผู้อำนวยการได้เห็นก็จะช่วยยกบทบาทความสำคัญของวิชาชีพเวชระเบียนและสถิติขึ้นมาเด่นชัดขึ้น ส่วนใหญ่จบไปก็ไปกลายเป็นพนักงานค้นบัตรกันหมด แต่จะไม่ช่วยกันค้นบัตรก็ไม่ได้คนไข้มาออกันเต็มหน้าห้องบัตรอย่างนั้น อาจจะต้องมีการปรับบทบาทให้ได้ทำเรื่องข้อมูลข่าวสารมากขึ้น 

                ผมกลับมาถึงโรงแรมเสนาเพลสตอน 4 โมงครึ่ง การประชุมของ สสส.ยังไม่เลิกก็เลยได้ไปร่วมประชุมด้วยสักพักหนึ่งก็เลิกและนัดทานข้าว 6 โมง และประชุมกลุ่มต่อตอน 1 ทุ่ม ผมก็ได้เข้าห้องพักโดยได้พักร่วมกับคุณลุงคำเดื่อง ภาษี ปราชญ์ชาวบ้านภาคอีสาน ที่ผมเคยได้ยินชื่อมานานแต่เพิ่งเจอตัวจริง ตอนทานข้าวเย็นก็ได้เจอกับคุณลุงสุรินทร์ และคุณแม่ทองดี กรรมการบอร์ด สสส.ด้วย

                ย้อนมาเล่าเรื่องฟังท่านอาจารย์จันทร์เทศน์และตอบปัญหาเมื่อคืนก็ได้ปัญญาหลายเรื่อง พอดีเมื่อตอนเย็นไปงานเผาศพมา กลางคืนฟังพระท่านบอกว่าการจัดงานศพทำบุญไม่ใช่ทำให้คนตายไปสวรรค์แต่เป็นการเตือนสติ(อนุสติ)คนเป็นที่ยังอยู่มากกว่า  แล้วมีคนชื่อพิเชฐ(แต่ไม่ใช่ผม)ถามคำถามเรื่องจะเอาบุญนิยมมาแทนทุนนิยมได้อย่างไร ท่านอาจารย์ก็พูดให้ฟังว่าเรื่องเงินมันก็มีความสำคัญแต่มันไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วท่านก็เปิดเข้าไปในเว็บไซต์ของท่าน www.prajan.com มีคนเขียนเรื่องการใช้เงินมา ท่านเห็นว่าเตือนใจได้ดีก็เลยอ่านให้ญาติโยมฟัง เขาเขียนมาเป็นภาษาอังกฤษแล้วท่านแปลเป็นภาษาไทย ผมเห็นว่าให้แง่คิดดีก็เลยนำมาเล่าต่อครับ

เงินตรา(Money)
อาจซื้อบ้าน(House) ได้แต่ซื้อความเป็นบ้าน (Home)ไม่ได้
อาจซื้อนาฬิกา(Clock) ได้แต่ซื้อเวลา (Time)ไม่ได้
ซื้อเตียง(Bed)ได้แต่ซื้อการนอนหลับอย่างมีความสุข(Sleep)ไม่ได้
ซื้อหนังสือ(Book)ได้แต่ซื้อความรู้(Knowledge)ไม่ได้
อาจซื้อหมอ(Doctor) ได้แต่ซื้อสุขภาพดี (Health)ไม่ได้
อาจซื้อตำแหน่ง(Position) ได้แต่ซื้อความยอมรับนับถือ (Respect)ไม่ได้
อาจซื้อเพศสัมพันธ์(Sex) ได้แต่ซื้อความรัก (Love)ไม่ได้
อาจซื้อเลือด(Blood) ได้แต่ซื้อชีวิต (Life)ไม่ได้
ถ้าจะให้เข้าสถานการณ์ผมเติมไปหน่อยว่า อาจซื้อสื่อหนังสือพิมพ์(Newspaper)ได้แต่ซื้อจิตวิญญาณของนักหนังสือพิมพ์(Spirit)ไม่ได้ ...จะกระทบใครไหมหนอ(บางทีอาจทำให้โอ้ละหนอmy Loveของเบิร์ดVolume 1เพราะน้อยลง)... 

            สถานการณ์ตรงนี้ไปเข้ากับการเทศน์ของท่านจันทร์ในเรื่องบุญนิยมกับทุนนิยม พอดีเลย ทุนนิยมเน้นทุนเน้นเงิน  เน้นการทำกำไร เมื่อชีวิตกำลังหากำไร แสดงว่าเรากำลังหากำเลว คุณหมอบัญชา  พงษ์พานิชบอกว่าทุนนิยมจะเป็นเหมือนเนื้อเยื่อมะเร็งในตัวคนที่มันโตขึ้นโดยดูดซับแย่งเอามาจากคนอื่น ตัวมันโตขึ้นขณะที่ร่างกายแย่ลง พวกนายทุนก็เช่นกันมันจะไม่รู้จักพอเหมือนมะเร็งที่จะต้องแย่งอาหารแย่งทรัพยากรมาอยู่ในตัวมันให้มากที่สุด มันจะใหญ่ขึ้นโตขึ้นขณะที่คนอื่นๆและประเทศชาติแย่ลงเรื่อยๆ  ขณะที่บุญนิยมจะกินน้อย มักน้อย ใช้น้อย และไม่ล้างผลาญ  การเอาตัวมาทำบุญ(ลงแรง)จะได้บุญมากกว่าเอาเงินมาทำบุญ เมื่อก่อนจะเป็นอย่างนี้เมื่อมีงานคนในหมู่บ้านก็จะมาช่วยกันลงแรงกัน เขาจึงเรียกว่างานบุญ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นเอาเงินใส่ซองบุญก็เลยน้อยลง ผูกพันรักใคร่เห็นอกเห็นใจกันน้อยลง  แต่เดิมศิลปวัฒนธรรมประเพณีเป็นวิถีชีวิตเป็นของจริงที่ก่อเกิดจากความเป็นไปของชีวิตของผู้คนในชุมชน ปัจจุบันพอเงินเข้ามากลับกลายเป็นการแสดง เอาไว้อวดเอาไว้โชว์คนต่างถิ่น เน้นการแสดงที่มักมอมเมาและลุ่มหลง มากกว่ากิจกรรมที่ลุ่มลึกทางปัญญา ถ้าเข้าไปในชุมชนในเทศกาลต่างๆจะเห็นว่าอบต./เทศบาลต้องจัดงบประมาณ(เงิน)มาให้แต่ละชุมชนเพื่อมาร่วมงานประเพณี เมื่อมีเงินการลงแรงช่วยกันก็หายไปสายใยความผูกพันของคนในชุมชนก็หล่นหายไป  ยิ่งมีสารพัดโครงการจากสารพัดกองทุน สารพัดกลุ่มเข้าไปเงินสะพัดไปในชุมชนดูเหมือนว่าดีมีกิจกรรมเด่นๆที่นักวิชาการชอบมากมายแต่ชาวบ้านไม่ได้อะไรจริงชีวิตยังเหมือนเดิม ผู้จัดการโครงการทั้งหลายต่างปลื้มอกปลื้มใจนำเสนอผลงานกันอย่างเลิศหรูนี่คือความสำเร็จของชุมชน แต่อนิจจา ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้อะไรเหมือนเดิม  เพียงแค่เปลี่ยนตัวกลาง(Agent)หรือพ่อค้าคนกลางที่จะเป็นจุดรับเงินมาสู่ชาวบ้านจากข้าราชการกำนันผู้ใหญ่บ้านมาเป็นกลุ่มNGO,หรือนักการเมืองท้องถิ่นหรือนักจัดการโครงการชุมชนเท่านั้น  ทำไมไม่ตัดวงจรคนกลางไปเลย ขายตรงส่งตรงถึงชาวบ้านตัวจริงเสียงจริงที่มักไม่ค่อยได้มาประชุมเวลาระดมความคิดเห็นหรือประชาคมเพราะไม่ว่างจากภารกิจที่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพของตนเอง ในความคิดเห็นของผมการทำโครงการต่างๆนั้นเป็นแค่เพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้นหากมีเงินลงมาก็เหมือนมีคนจ้างละครก็แสดงไปได้แต่ถ้าเมื่อไหร่เงินหมดละครก็หยุดแสดงไป ยิ่งโครงการโดดเด่นเท่าไหร่ยิ่งห่างไกลจากชีวิตจริงชาวบ้านเท่านั้น แล้วเราก็หลงปลื้มกับโครงการเด่นๆแล้วบอกว่านี่คือสุดยอดนวัตกรรมแต่ถ้ามองให้ลึกกลับไม่สามารถส่งแรงผลักสู่ชุมชนจนเกิดพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน  ทำไมเราไม่ทำเรื่องธรรมดาที่เป็นวิถีชีวิตชาวบ้าน ถ้าจะใส่เงินเข้าไปก็ให้ใส่ไปในกระบวนการปกติของชีวิตเขาภายใต้การคิดเองทำเองของชาวบ้าน ไม่ใช่คนหัวไวพูดเก่งบางกลุ่มที่มาทำตัวเป็นนายหน้าเท่านั้น  ความเข้มแข็งของร่างกายคนเกิดจากปัจจัยภายในร่างกายคนคือภูมิคุ้มกันไม่ใช่ปัจจัยภายนอกจากยาหรืออาหารเสริมต่างๆที่ยัดใส่เข้าไปไม่  ทำนองเดียวกันความเข้มแข็งของชุมชนก็ต้องเกิดจากคนในชุมชนร่วมกันสร้างขึ้นมา ไม่ใช่การใส่สารพัดโครงการหรือเงินงบประมาณเข้าไป เท่านั้น เหมือนดั่งที่มีคนพูดว่าปัจจัยภายนอกแม้สำคัญแต่ปัจจัยภายในสำคัญกว่า ไข่ไก่เมื่ออยู่ในที่อุณหภูมิและสถานที่ที่เหมาะสมก็จะฟักเป็นไก่ได้ แต่ก้อนหินขนาดลักษณะเหมือนไข่แม้อยู่ในที่มีความเหมาะสมเช่นกันแต่ก็ไม่สามารถฟักเป็นตัวไก่ได้