ห่างหายไปจากการเขียนบันทึกในบล็อกไปเป็นเวลานานพอสมควรครับ ต้องยอมรับว่า การไม่ได้เขียนบันทึกเป็นความอัดอั้นอย่างหนึ่งครับ และรู้สึกเสียดายมากที่หลากหลายอารมณ์และความรู้หล่นหายไปเพราะการไม่ได้บันทึกไว้ แต่รอบที่หายจากการเขียนบันทึกไปครั้งนี้ ผมให้อภัยตัวเองครับ เพราะเป็นช่วงของการทำภารกิจสำคัญๆ หลายอย่างและเกี่ยวข้องกับคนหลายคน เวลาและสมาธิมุ่งไปเรื่องนั้นทั้งหมดเลยครับ จึงไม่สามารถนั่งเรียบเรียงเป็นความเรียงในบันทึกได้ ขออภัยหลายๆ ท่านที่เฝ้าคอยอ่านครับ
ช่วงที่หายไปนี่มีงานใหญ่งานหนึ่งครับที่ผมได้มีโอกาสไปร่วมด้วย คือ การประชุมวิชาการนานาชาติ ครั้งที่ 1 ของ Amron ในหัวข้อ Asean Islamic Education: Change from within through Education การประชุมครั้งนี้จัดโดยเครือข่ายใหม่ที่เรียกว่า Amron ซึ่งเป็นชื่อที่มีที่มาจาก ASEAN Muslim Research Organization Network ก่อนจะไปถึงเนื้อหาในการประชุม ผมก็ขอกล่าวถึงเครือข่ายนี้แบบย่อสุดๆ ว่า มันเริ่มต้นจากกลุ่มผู้อาวุโสด้านวิชาการมุสลิมจำนวนหนึ่งคุยกันว่ามันน่าจะมีการร่วมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนเพื่อผลักดันการทำงานวิชาการในด้านอิสลามและมุสลิมศึกษาให้เป็นรูปเป็นร่างสักที คุยกันไปคุยกันมา ก็รวมตัวกันได้อย่างเป็นรูปเป็นร่างครับ แล้วก็ไม่ได้รวมกันเฉพาะในประเทศไทย แต่ออกไปถึงห้าหกประเทศในอาเซี่ยนด้วย และงานประชุมวิชาการครั้งแรกนี้ก็เป็นงานเปิดตัวเครือข่ายครับ โดยส่วนตัวที่ได้มีโอกาส (ถูกหิ้ว) เข้าร่วมการประชุมหลายๆ ครั้งตั้งแต่กระบวนการทาบทาม ก็ขอบอกว่า มันเป็นเครือข่ายที่มีพลังมาก โดยเฉพาะในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของตัวแทนในแต่ละประเทศเพื่อการตั้งคณะกรรมการเครือข่าย ซึ่งคนนั่งประชุมหัวโต๊ะ คือ เลขาธิการประชาคมอาเซี่ยน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ครับ
ตลอดสองวัน ผมนั่งฟังการนำเสนอได้ไม่ครบถ้วนครับ เนื่องจากหลายจังหวะ โดนหัวหน้าทีมหิ้วให้ไปประชุมห้องเล็ก (ฮา) แต่พอมานั่งรวบรวมสิ่งที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ ผมคิดว่า ผมเห็นหลายอย่างที่สำคัญสำหรับการจัดการศึกษาในโลกมุสลิม ประเด็นสำคัญที่ผมมองต่างจากหัวข้อหลักของการประชุมครั้งนี้คือ หัวข้อเดิมตั้งไว้ว่า เปลี่ยนจากข้างในด้วยการศึกษา แต่สิ่งที่ผมเห็นจากงานวิชาการที่นำเสนอคือ ความจริงการศึกษาของโลกมุสลิมเปลี่ยนไปมาก และบางครั้ง “ภายใน” นั่นแหละที่ทำให้การศึกษาเปลี่ยนไป
ถ้าจะกล่าวในเบื้องต้นว่า ฐานแรกสำหรับการศึกษาของมุสลิมอาเซี่ยนในอดีต ผมว่าเหมือนๆ กันในทุกท้องถิ่นครับคือ มี บ้าน มัสยิดและปอเนาะ เป็นสถาบันหลักสำหรับการจัดการศึกษา ซึ่งมุ่งไปสู่การสร้างคนที่เป็นผู้ศรัทธาที่สมบูรณ์แบบ และดำรงชีพอยู่ได้อย่างมีความสุขบนโลกใบนี้ และจุดต่างระหว่างการจัดการศึกษาของมัสยิดกับปอเนาะก็น่าจะต่างกันตรงที่ มัสยิดเป็นการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาตลอดชีวิต ในขณะที่ ปอเนาะมุ่งสร้างนักวิชาการศาสนาชั้นสูงครับ ส่วนที่เหมือนกันคือ ระยะเวลาในการเรียนของทั้งสองสถาบันไม่มีระยะเวลาที่ชัดเจนครับ และเรื่องของระยะเวลาเรียนนี่แหละครับคือความเปลี่ยนแปลงแรกของการจัดการศึกษามุสลิม อันเนื่องจากรูปแบบการจัดการศึกษาในยุคต่อๆ มาถูกผูกติดไว้กับอายุและระยะเวลาเรียนของผู้เรียนครับ คำว่า “โรงเรียน” เป็นนามที่แสดงให้เห็นบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาสำหรับเยาวชนในชุมชนครับ มัสยิดและปอเนาะถูกแปลงและขยายออกเป็นการจัดการศึกษาในระดับต่างๆ ตั้งแต่ประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา แต่อย่างไรก็ตาม มัสยิดและปอเนาะส่วนหนึ่งก็ยังคงสภาพของตนไว้ในรูปแบบเดิม แต่ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า บทบาทและการทำหน้าที่ของสองสถาบันนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ผมใช้คำว่า แปลงและขยาย อันเนื่องจากสองสถาบันนี้ไม่ได้ถูกเปลี่ยนและสูญหายไปครับ แล้วเราจะเห็นว่าในอาเซี่ยนถึงแม้จะมีสถาบันที่เรียกว่า “โรงเรียน” ขึ้นมาแทนที่ปอเนาะหรือมัสยิด (ในบทบาทของการจัดการศึกษา) แต่ความกังวลในศักยภาพของโรงเรียนที่จะช่วยสร้างให้เยาวชนเป็นมุสลิมที่สมบูรณ์นั้นยังมีอยู่อีกมากครับ จึงมีการสร้างนวัตกรรมใหม่สำหรับสถาบันการศึกษาในชุมชนมุสลิมที่เรียกว่า โรงเรียนสอนศาสนา ซึ่งภาพที่ชัดเจนคือ เป็นสถานศึกษาที่สอนความรู้สามัญควบคู่ไปกับการสอนวิชาการทางศาสนา ที่ผมสนใจมากก็คือ ไม่ใช่เฉพาะในชุมชนมุสลิมที่เป็นกลุ่มน้อยเท่านั้นที่มีสถาบันการศึกษาลักษณะนี้ แม้กระทั่งในชุมชนมุสลิมที่เป็นชนกลุ่มใหญ่ก็ยังมีสถาบันลักษณะนี้ เช่นในมาเลเซีย อินโดนีเซีย แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการจัดการศึกษาลักษณะนี้เป็นสิ่งใหม่สำหรับชุมชนมุสลิม และการเพิ่มเนื้อหาวิชาศาสนาในการจัดการศึกษาลักษณะนี้จึงเป็นแนวทางแรกที่ชุมชนมุสลิมเลือกมาใช้เหมือนๆ กันทั้งอาเซี่ยนเลยทีเดียว ผมขออนุญาตไม่คุยประเด็นที่ว่า ทำไมชุมชนมุสลิมจึงต้องนำเอา “โรงเรียน” ในฐานะสิ่งใหม่มาสู่ชุมชนนะครับ (หวังว่าทุกท่านคงคิดเหมือนผม)
สภาพการจัดการศึกษาในลักษณะควบคู่กันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในชุมชนมุสลิมมายาวนานครับ จนกระทั่งมีการหยิบยกมาถกกันว่า รูปแบบการจัดการศึกษาของมุสลิมควรมีเป้าหมายและรูปแบบอย่างไร? และเมื่อตกผลึกแล้วจึงมีการนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และภาพแรกๆ ที่ชัดเจนคือการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาครับ และในปัจจุบันภาพดังกล่าวครอบคลุมการศึกษาในทุกระดับแล้วครับ ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยที่มีการจัดการศึกษาในเชิงบูรณาการในทุกระดับการศึกษาแล้ว เรียกว่าตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงปริญญาเอกละครับ
ผมขอนำเสนอการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาในรูปแบบของการบูรณาการต่อในบันทึกต่อไปของผมนะครับ (อินชาอัลลอฮฺ) สำหรับบันทึกนี้ขอจบเพียงเท่านี้ แต่ขออนุญาตเรียนว่า ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัวครับ ซึ่งอาจจะมีทั้งถูกและผิดได้ ดังนั้นเรียนเชิญแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลทางวิชาการได้อย่างเป็นอิสระครับ (วัลลอฮูอะลัม)
ผมอ่านโดยรวมเเล้วมองว่า Trends ของการศึกษาจะออกเเนว transformation Education นะครับ
เรียนท่านอาจารย์
แวะมาเยี่ยมยามครับ
ขอบคุณครับ
จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร คุณยาย และอาจารย์ JJ
ยังเขียนไม่จบเรื่องครับ จะพยายามต่อในคืนนี้ครับ
อยากฟังแนวคิดอาจารย์เกี่ยวกับรูปแบบการมีส่วนร่วมระหว่างบ้าน โรงเรียน และมัสยิดในการจัดการศึกษาครับ
หากพอมีเวลาว่างรบกวนด้วยนะครับ สนใจเรื่องนี้มากเลยครับ อยากทำโครงการดีๆกิจกรรมเด่นๆ
เพื่อยกระดับการจัดการศึกษาและดูแลนักเรียนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบครับ
ครูอะหมัด
[email protected]
หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลง สบย.+ มอย. 2553
ขอบคุณครับอาจารย์ นาย อะหมัด หลีขาหรี
ถ้าเป็นช่วงก่อนรายอนี่คงลำบากหน่อยครับ งานยุ่งมากๆ ปลายเดือนพ.ย อาจจะพอโอเคหน่อยครับ ติดต่อผมผ่านทางเมลได้ที่ [email protected] ครับ
สลามครับอาจารย์ จารุวัวน์
ได้รับการทดสอบจากอัลลอฮครั้งนี้ ได้ข้อคิดมากมามาย
อัลลอฮยิ่งใหญ่ครับ
สวัสดีค่ะ
มาเยี่ยมเยือนหนุ่มเตาฟิก กำลังจะถามไถ่พอดี เห็นอ. หายเงียบไปนาน
ชอบๆ น้องชายติดพี่สาวจังนะคะ น่ารักกก ถ้าไงอย่าลืมส่งภาพอัพเดท ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei-- และพี่poo
ช่วงนี้วิกฤตจริงๆ ครับ พลังงานสมองใช้กับการแก้ปัญหามากจนหมดแรงเขียนบันทึกเลยครับ