การดูแลสุขภาพจิตใจเมื่อประสบภัยน้ำท่วม

          จากสถานการณ์น้ำท่วมที่วิกฤตเกือบทุกจังหวัดในภาคกลางขณะนี้ (ตุลาคม 2553)  ส่งผลให้ประชาชนประสบความเดือดร้อนในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน ความเจ็บป่วยที่มากับน้ำท่วม

          แน่นอนผลกระทบเหล่านี้ย่อมส่งผลไม่มากก็น้อยต่อสภาพจิตใจ  หลายคนเริ่มมีความวิตกกังวลว่าต่อไปจะทำอย่างไรถ้าทรัพย์สินเสียหายไปทั้งหมด จะกินอะไร ดังนั้นจำเป็นต้องเฝ้าระวัง "ภาวะจิตใจ” หากมีอาการเครียดหรือซึมเศร้า  ซึ่งจะสังเกตได้คือ

- บุคลิกพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม จากคนร่าเริงก็เริ่มฉุนเฉียว หรือไม่พูดกับใคร เก็บตัว

- บ่นท้อแท้ ไม่อยากอยู่ ไม่อยากทำอะไร

- การนอนผิดปกติ เช่น นอนทั้งวัน นอนไม่หลับ หลับไม่สนิท

- เบื่ออาหาร

- ขาดสมาธิ

- ย้ำคิดอยู่แต่เรื่องเศร้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น

- ย้ำคิดเกี่ยวกับเรื่องความตายหากเจ็บป่วยในเวลานี้

การดูแลตนเองในเบื้องต้น 

ลำดับแรก คือให้สำรวจและตระหนักรู้ว่าขณะนี้จิตใจตนเองเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร เช่น โกรธโทษโชคชะตา หรือกังวล  :  การที่รับรู้ความรู้สึกตัวเองได้เร็วสามารถทำให้มีสติที่จะแก้ปัญหาได้ทันท่วงที

ลำดับต่อมา คือหาสาเหตุว่าความรู้สึกเหล่านี้มีที่มาอย่างไร เช่น เสียใจ  เสียใจเรื่องอะไร หรือโกรธเรื่องอะไร กังวลเรื่องอะไร จากนั้นก็หาวิธีแก้ไข หากแก้ไขอย่างเต็มที่แล้วยังแก้ไม่ได้ให้บอกตัวเองว่าเราทำดีที่สุดแล้ว หากมีอะไรทำได้ดีกว่านี้คงทำไปแล้ว หากทำดีที่สุดแล้วผลของมันย่อมดีในสักวัน : เป็นการให้กำลังใจตนเอง ไม่ท้อแท้

ลำดับสุดท้าย หากความรู้สึกยังคงแย่อยู่ ขาดสติ ขาดสมาธิและความสามารถในการแก้ปัญหา  ถึงตอนนั้นให้หาตัวช่วย เช่น คนใกล้ชิด ญาติพี่น้อง หรือปรึกษาผู้รู้ในด้านต่าง ๆ เพราะหลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว

หรือจะให้ซุปเปอร์แมนมาช่วย

          ขอให้ทุกท่านผ่านวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้  โดยเกิดความเสียหายต่อจิตใจให้น้อยที่สุด เพราะทรัพย์สินยังหาใหม่ได้ แต่พลังใจที่เสียไปอาจหากลับมาได้ยากกว่า

"ผู้บันทึกเองก็ประสบภัยน้ำท่วมเช่นกัน สู้ ๆ ๆ เมื่อกันยายน 2553 มีรถวิ่งผ่านหน้าบ้าน พอตุลาคม 2553 มหัศจรรย์กันทั้งหมู่บ้าง รถหายไปกลายเป็นเรือผ่านมาแทน"