ดีจังให้เพื่อนท้องมาเรียนได้ หนูจะได้ท้องบ้าง

                      ดีจังให้เพื่อนท้องมาเรียนได้ หนูจะได้ท้องบ้าง

             วันนี้ขออนุญาตนำข่าวโพลดังมหาวิทยาลัยนเรศวรมาเปิดประเด็น  เนื้อข่าว  วันที่ 22 ตุลาคม นาย ปริญญา ปานทอง รองอธิการบดีฝ่ายจัดการทรัพย์สิน และผู้อำนวยการสถาบันเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมกับ ผศ.ดร.จักษ์ พันธ์ชูเพชร รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และดร.พีรธร บุณยรัตพันธุ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา แถลงข่าวการเปิดตัว “นเรศวรโพล” และนำเสนอผลโพลใน    หัวข้อ “ประชาชน...มองสื่ออย่างไร” และหัวข้อ “นักเรียนคิดอย่างไรกับ นักเรียน...ถึงท้องก็เรียนได้” ที่ห้องเพชรบูรณ์ โรงแรมท็อปแลนด์พลาซ่า จังหวัดพิษณุโลก
             นายปริญญา ปานทอง กล่าวว่า สถาบันเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน  มหาวิทยาลัย นเรศวร ได้จัดทีมดำเนินงาน “นเรศวรโพล” (Naresuan Poll) เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนในประเด็นต่างๆ ที่มีต่อสถานการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การบริหารงาน การวางแผน และการกำหนดทิศทางพัฒนาของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ พิษณุโลก และจังหวัดต่างๆ ทั่วทั้งภาคเหนือ นอกจากนี้ยังให้บริการวิชาการในรูปแบบ  โพลแก่หน่วยงานต่างๆ ส่วนการเปิดตัวที่ จ. เนื่องจาก พิษณุโลกเป็นศูนย์กลางของภาคเหนือ “นเรศวรโพล” จึงสามารถสะท้อนความคิดเห็นประชาชนทุกระดับทางภาคเหนือได้ดี ขณะที่โพลที่ทำอยู่ในปัจจุบันเป็นของส่วนกลาง เป็นมุมมองความคิดเห็นของคนเมืองหลวงมากกว่าไม่ใช่ความเห็นของคนในต่าง จังหวัดอย่างแท้จริง 
             ส่วนผลโพลในหัวข้อ นักเรียนคิดอย่างไรกับ “นักเรียน...ถึงท้องก็เรียนได้” โดยสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 523 คน เมื่อวันที่ 23-24 สิงหาคมที่ผ่านมา พบ ว่าร้อยละ 78.2 สามารถยอมรับได้หากเพื่อนที่ตั้งครรภ์มาเรียนด้วย โดยร้อยละ 51.6 เห็นว่าเป็นการให้โอกาสแก่ผู้ผิดพลาด ส่วนนักเรียนร้อยละ 21.8 ยอมรับไม่ได้ โดยร้อยละ 36.0 เห็นว่าเป็นการทำของตนเองและไม่ชอบที่จะนั่งร่วมชั้นเรียนด้วย 
            ส่วนความคิดเห็นต่อการให้นักเรียนหญิงตั้งครรภ์มาเรียนตามปกตินั้น ร้อยละ 92.4 คิดว่าเป็นการให้โอกาสแก่นักเรียนหญิงตั้งครรภ์ ร้อยละ 59.1 คิดว่าเป็นผลดีต่อเพื่อนนักเรียนมากกว่าผลเสีย ทั้งนี้ นักเรียนร้อยละ 46.7 คิดว่าหากมีการประกาศใช้     พ.ร.บ.ดังกล่าว จะมีนักเรียนหญิงตั้งครรภ์มาเรียนน้อย เพราะหญิงตั้งครรภ์อาย ต้องใช้เวลาในการเลี้ยงลูก และเลือกไปทำแท้งมากกกว่าการตั้งครรภ์มาเรียน ส่วนร้อยละ 44.7 คิดว่าจะมีนักเรียนตั้งครรภ์มากขึ้น เพราะนักเรียนจะมีเพศสัมพันธ์กันมากขึ้น ส่งผลให้มีการตั้งครรภ์มากขึ้น เป็นการสร้างโอกาสให้แก่ตนเองและกล้าใช้สิทธิในการตั้งครรภ์มาเรียนมากขึ้น 
           ด้านนายดอกรัก เมืองสองแคว ตัวแทนสื่อมวลชน จ.พิษณุโลก กล่าวว่า แม้ว่าผลโพลจะเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน แต่ในบางเรื่องทางสื่อก็เป็นห่วงว่า สื่ออาจทำหน้าที่เผยแพร่เรื่องจนกลายเป็นผลเสีย เช่นกรณี ที่มีความคิดเห็นให้นักเรียนระดับ ม.4 – ม.6 ที่ระบุให้นักเรียนหญิงตั้งครรภ์มาเรียนตามปกติ โดยร้อยละ 92.4 คิดว่าเป็นการให้โอกาสแก่นักเรียนหญิงตั้งครรภ์ ร้อยละ 59.1 คิดว่าเป็นผลดีต่อเพื่อนนักเรียนมากกว่าผลเสีย อาจเป็นการส่งเสริมให้เด็กมัธยมชิงสุกก่อนหาม ตรงจุนี้น่าจะมีการสำรวจความเห็นของผู้ปกครอง หรือประชาชนทั่วไป เพื่อเปรียบเทียบและสะท้อนความเห็นอีกมุมมองหนึ่งด้วย
                                                                                                                          ที่มา - มติชนออนไลน์
http://www.matichon.co.th/news_detail.php? 1287735625&grpid=00&catid=
          

           ที่ยกเนื้อข่าวมาเปิดประเด็นเพราะมันใกล้ตัว เนื่องจากมหาวิทยาลัยนเรศวรพิษณุโลก นักเรียนมอปลายพิษณุโลก และผู้เขียนเพิ่งเขียนเรื่องนักเรียนท้อง ไปได้ไม่เท่าไร   จากเนื้อข่าวมหาวิทยาลัยดังโดนระเบิดบึ้มใหญ่จากเสียงด่ากระจุยคนรอบข้างมีทั้งคนที่เป็นครูอาจารย์ พ่อแม่ นักเรียน นักศึกษาร่วมแสดงความคิดเห็นความไม่เหมาะสมของการให้คนท้องโตเข้าไปนั่งเรียนร่วมกับคนธรรมดาดูแล้วมันไม่เข้าท่าจริงๆ  คนที่แสดงความคิดเห็นส่วนมากก็เป็นนักเรียนมอปลายที่ยังไม่ค่อยมีความคิด  เอาง่ายๆ แค่มหาวิทยาลัยรับได้ไหมกับที่มีนักศึกษาท้องโตไปเรียนร่วมไม่ใช่นักศึกษาภาคพิเศษนะ   แล้วผู้ปกครองกับคนอื่นๆรอบข้างละ คุณได้สำรวจแล้วยังเรื่องความคิดเห็นนี้  เพราะถ้าถามเรื่องอะไรที่มันเป็นผลประโยชน์ของส่วนตนคนก็มักเห็นดีงาม มากกว่าแน่นอน  และโพลบางครั้งก็อาจไม่เป็นไปตามโพลก็ได้  เพราะคนที่ให้ข้อมูลอาจจะตอบเล่นๆ ตอบกวนๆ ตอบแบบขอไปที โดนไม่เล็งเห็นความสำคัญของเรื่องก็เป็นได้  แต่ถ้าตอบโดยรวมจะเห็นว่าไม่มีคนในสังคมยอมรับหรอกเรื่องนี้   เพราะปัญหาพ่อแม่นักเรียนหย่าร้างกันร้อยละ 70 ของคนในสังคมชนบทที่ครูไปเยี่ยมบ้านทุกวันนี้ก็มากพอแล้ว  อย่าเอาปัญหาเด็กใจแตกให้เพื่อนเห็นดีงามแล้วจะเกิดประโยคที่ว่า  " ดีจังให้เพื่อนท้องมาเรียนได้ หนูจะได้ท้องบ้าง" เข้ามาอีกเลย  ขอเถอะอย่าให้ปลาเน่าเพียงตัวเดียวทำให้เหม็นไปทั้งข้องเลย.....