"บุญ"มีความหมายสำคัญชั้นสูงสุดว่า "เครื่องชำระล้างบาป"
เปรียบเหมือนกับว่า...
เราใช้น้ำอาบล้างตัวเราให้สะอาด
คนบางพวก ใช้น้ำโคลนอาบ เพราะไม่มีน้ำสะอาดจะอาบ
อีกพวกหนึ่ง ใช้น้ำที่ละลายด้วยเครื่องหอมต่างๆอาบ
และพวกสุดท้ายใช้สบู่และน้ำที่สะอาด
าบ


คนที่อาบน้ำโคลน อาบเสร็จแล้วก็ยังมีโคลนติดอยู่ที่ตัว
คนที่อาบน้ำหอม อาบเสร็จแล้วก็ยังมีเยื่อของเครื่องหอมติดอยู่ที่เนื้อที่ตัว
คนที่อาบน้ำสะอาด อาบเสร็จแล้วไม่มีอะไรติดอยู่ที่เนื้อที่ตัว เป็นเนื้อตัวที่สะอาด

เมื่อเปรียบการอาบน้ำล้างตัวด้วยการทำบุญ
การทำบุญนั้นมี 3 แบบ...
ทำบุญเหมือนกับน้ำโคลน ก็คือ
พวกที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาทำบุญให้+ทาน ฆ่าวัวฆ่าไก่ เลี้ยงสุรายาเมา
ทำการตามประสาคนเห็นแก่ปากแก่ท้อง เห็นแต่เรื่องกินเป็นใหญ่
แล้วก็ฆ่าสัตว์ทำบุญ หรือทำบุญเอาหน้า ทำเพื่ออวดคน เป็นการค้ากำไร
บุญนี้เหมือนกับน้ำโคลน คนนั้นได้ผลเหมือนอาบน้ำโคลน

คนอีกพวกหนึ่ง ทำบุญด้วยอุปาทานยึดมั่นถือมั่นในบุญ เมาบุญ เมาสวรรค์วิมาน
ถ้าทำบุญด้วยความคิดอย่างนั้น ก็เหมือนกับอาบน้ำที่เจอด้วยแป้งปูนของหอม

อีกพวกหนึ่ง ทำบุญเพื่อจะละเสีย
ซึ่งความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดว่าเป็นตัวเราหรือของเรา
ทำเพื่อให้กิเลสหมดไปจากสันดาน อย่างนี้เหมือนคนอาบน้ำสะอาด
ได้เนื้อตัวที่สะอาด

*********

ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ได้เปรียบเทียบบุญไว้ 3 แบบคือ

  1. อาบน้ำด้วยโคลน  เป็นการทำบุญที่เจือด้วยบาป คราบสกปรก เช่น ฆ่าสัตว์ชีวิต เพื่อทำบุญ มีเลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้ง แถมท้ายด้วยการทะเลาะวิวาท อุปมาดั่งคนอาบน้ำด้วยโคลน ทำอย่างไรก็มีคราบกลิ่นเน่าเหม็นติดตัวอยู่ตลอดเวลา เนื้อตัวก็ไม่สะอาดสักที
  2. อาบน้ำด้วยน้ำหอม  เป็นการทำบุญที่แฝงด้วยการยึดติด ทำบุญแล้วหวังผลในสวรรค์ชั้นฟ้า ยึดติดแต่สวรรค์ วิมาน เป็นการทำบุญเพราะเมาดี หลงดี และอวดดี อุปมาดั่งอาบน้ำด้วยน้ำหอมเจือด้วยแป้งอบ อาบเสร็จก็มีกลิ่นติดตัวคละคลุ้ง ก็ยังถือว่าไม่สะอาดอยู่ดี
  3. อาบน้ำสะอาด  คือการทำบุญด้วยใจสงบ ไม่ยึดติดนรก-สวรรค์ ไม่ได้ทำบุญแบบค้ากำไรเกินควร แต่ทำบุญเพื่อสร้างกุศลกรรม อุปมาดั่งอาบน้ำด้วยน้ำสะอาด เมื่ออาบแล้วผู้อาบย่อมสดชื่น เย็นกายสบายตัว...