เรื่องน้ำท่วมนี้ ผมเคยเปรยมาหลายรอบแล้วว่า การดำเนินงาน “พัฒนา” ของเรา ส่วนใหญ่จะทำไปแบบ “ความรู้ไม่พอใช้”

ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ทุกท่านคงได้ยินข่าวน้ำท่วมพื้นที่รอบๆเขาใหญ่ โดยเฉพาะนครราชสีมา ลพบุรี ปราจีนบุรี ชัยภูมิ และอีกหลายจังหวัดที่กำลังรอคิวตามลำดับการไหลของน้ำ

ผมก็พยายามติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด ทั้งทางสื่อและการติดต่อกับพี่สาวและญาติ ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ก็ได้ความว่า สาหัสกว่าที่เคยเป็นมาตั้งแต่เกิด ก็เคยเห็นเป็นครั้งแรก

เรื่องน้ำท่วมนี้ ผมเคยเปรยมาหลายรอบแล้วว่า

การดำเนินงาน “พัฒนา” ของเรา ส่วนใหญ่จะทำไปแบบ “ความรู้ไม่พอใช้”

จากประสบการณ์ตรงของผม ที่เกิดและโตอยู่ในพื้นที่ "บ้านตะคอง" ที่เป็นชื่อรวมๆ ใช้เรียกกลุ่มบ้านที่อยู่ในร่องน้ำสองเนิน (เพี้ยนมาเป็น "สูงเนิน") นี้มาตั้งแต่เด็ก

สมัยก่อนการสร้างเขื่อนลำตะคอง ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๖

 เราถือว่า "น้ำท่วม" เป็นเรื่อง “ธรรมดาๆ” ที่เกิดบ่อยเป็นประจำทุกปี

มากบ้างน้อยบ้าง บางปีก็ ๒-๓ ครั้ง

ในสมัยนั้น แม้จะไม่มีเครื่องมือสื่อสารใดๆ

ไม่ว่าจะเป็น วิทยุ ทีวี โทรศัพท์ หนังสือพิมพ์ ฯลฯ

แต่.....

ก็เป็นที่รู้กันทั้งพื้นที่

มีการคาดการณ์ล่วงหน้าไว้เลยว่าช่วงนี้ๆ จะมีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมสูง และเฝ้าระวังสังเกตฝนฟ้าว่าเป็นอย่างไร

ถ้ายิ่งสงสัยว่ามีอัตราเสี่ยงมาก ก็จะเตรียมตัวมาก จริงจัง และเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ

การเตรียมการมีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว แบบเป็นที่รู้กันในพื้นที่ มีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงเพื่อลดผลกระทบของปัญหาที่เกิดจากน้ำท่วม และ ภัยแล้งอย่างเป็นระบบ

ใครไม่คิดไม่ทำ ไม่เตรียมตัว ไม่พร้อม ถือว่าเป็นคนประหลาด ประมาท และ(ผมจำได้ว่า)ถูกมองว่าเป็นคนบ้าๆบอๆไปโน่น

เพราะจะต้องลำบากแน่นอน เมื่อมีเหตุการณ์น้ำท่วม

การเตรียมตัวเผชิญ "น้ำท่วม" ได้ฝังรากลึกลงไปในวิถีชีวิตประจำวัน และประเพณีปฏิบัติระดับท้องถิ่นไปเลย ก็ว่าได้

ตัวอย่าง การเตรียมการระยะยาว ก็ ได้แก่

  • การพยายามหาที่ทำนา ทั้งนาโคก และนาทุ่ง เพื่อกระจายความเสี่ยงทั้งฝนแล้งและน้ำท่วม และ
  • มักเก็บข้าวไว้บริโภคข้ามปี จนมีความมั่นใจว่ามีข้าวใหม่แน่ๆ (บนลานนวดข้าว) จึงขนข้าวเก่าจากยุ้งออกขาย ดังนั้นข้าวที่ขายสู่ตลาดจึงมีแต่ข้าวเก่าค้างยุ้งที่บริโภคไม่หมด
  • การช่วยเหลือพึ่งพา คบหาคนระหว่างคนที่อยู่ในที่ดอนและที่ลุ่ม เพื่อการช่วยเหลือกันในเชิงทรัพยากรน้ำ (น้ำดื่ม น้ำใช้) พื้นที่คอกสัตว์และเลี้ยงสัตว์ การพึ่งพาด้านแรงงาน และอาหารการกิน
  • การสอนให้เด็กทุกคนว่ายน้ำเป็น เพื่อป้องกันการ “จมน้ำ” เมื่อมีปัญหาน้ำท่วม
  • การสร้างบ้านใต้ถุนสูง การทำคอกไก่ คอกหมูแบบยกร้านสูงกว่าพื้นดิน
  • ฯลฯ

ตัวอย่าง การเตรียมการระยะกลาง ก็ ได้แก่

  • การเตรียมวัสดุไว้ทำสะพานเดิน ทั้งระดับครัวเรือน ระดับชุมชน และระดับพื้นที่
  • การเตรียมอุปกรณ์จับปลา ทั้งในภาวะน้ำน้อยและน้ำมาก ที่จะทำให้มีปลาบริโภคในฤดูน้ำหลาก
  • การเตรียมโอ่งน้ำไว้เก็บน้ำบริโภคของตนเอง ที่ส่วนใหญ่จะมีน้ำฝนพอแก่การบริโภคตลอดช่วงน้ำท่วม หรืออย่างน้อยก็เป็นเดือนๆ
  • ฯลฯ

ตัวอย่าง การเตรียมการในระยะสั้น ก็ ได้แก่

  • การเตรียมข้าว ฟืน และอาหารสำรองในครัวเรือน ทั้งการถนอมอาหารประเภทผัก ปลา เนื้อ ข้าวซ้อมมือ ไว้บริโภคได้อย่างน้อยเป็นหลายสัปดาห์ ถ้ามีทีท่าว่าจะมีปัญหาน้ำท่วม การเตรียมสำรองจะมากได้ยาวเป็นเดือนๆ และมักไม่มีปัญหาเพราะมักได้ปลามาเสริม ทำให้มีอาหารสมบูรณ์มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
  • การเตรียมพื้นที่ยกของใช้ต่างๆให้พ้นน้ำ
  • การอพยพสัตว์เลี้ยงขึ้นไปไว้ในที่สูง ในพื้นที่ที่เตรียมไว้แล้วในแผนระยะยาว
  • การเตรียมเรือของชุมชน เพื่อการช่วยเหลือกันเองและการเดินทางไปทำบุญตักบาตร ที่มักใช้เรือต้นตาลขุด ที่เรียกว่า “เรืออีโปง”
  • การปิดเปิดโรงเรียนตามจังหวะของน้ำท่วมและความสะดวกในการเดินทาง ที่ผมไม่ทราบว่าเป็นอำนาจของครูใหญ่ หรือว่าครูใหญ่ทำโดยพละการ เพราะผมจำได้ว่าสั่งกันเป็นวันต่อวัน เช่น แม้กระทั่ง วันไหนมีงานศพที่ต้องใช้ศาลาวัดประกอบพิธีการฌาปนกิจศพ โรงเรียนก็ยัง “หยุด”
  • ฯลฯ

แล้วทุกปีก็มีน้ำท่วม ไม่มากก็น้อย ทั้งจำนวนครั้งและระดับน้ำที่ท่วม 

เราก็อยู่รอดมาได้ตลอด

แบบไม่เคยคิดว่าจะมีใครมาช่วย

ปีไหนท่วมหนักหน่อยข้าวเสียหายมาก ก็ไปมักได้ข้าวจากนาโคก

ในครอบครัวที่วิกฤติมากก็ยังสามารถไปยืมข้าวจากญาติในพื้นที่อื่น ช่วยกันไปตามแต่จะช่วยกันได้

สำหรับ ปีที่ฝนแล้ง ญาติที่อยู่บนที่สูงก็อาจจะได้ข้าวน้อย ที่ต้องมาพึ่งญาติที่มีนาทุ่ง แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย จนเกิดเป็นการแต่งงานข้ามพื้นที่ ช่วยพัฒนาการพึ่งพาได้อีกระดับหนึ่ง

แต่วันนี้ และหลายๆปีที่ผ่านมา

ข่าว ที่คนสมัยพ่อแม่ ปู่ย่า ตาทวดของผม ไม่มีวันจะเข้าใจ

ก็คือ

พื้นที่ที่น้ำท่วม ขาดน้ำดื่ม ขาดอาหาร

เพราะนั่นคืออาการของพื้นที่ “ฝนแล้ง”

ที่มันกลับตาละปัดกัน กับในปัจจุบัน เพราะพื้นที่ฝนแล้งจะไม่มีปัญหาดังกล่าว

ยิ่งกว่านั้นการ “พัฒนา” ของเราได้ทำลายทั้งฐานทรัพยากร การพึ่งพา การพึ่งตนเอง การสร้างความมั่นคงในชีวิต และการช่วยเหลือกันในพื้นที่

 ที่เรามักภาคภูมิใจในการ “พัฒนา” ของเราว่า “สำเร็จ” และ “ก้าวหน้า” หรือ “ทันสมัย”

แต่ ในความเป็นจริงกลับได้ผลตรงกันข้าม

การพึ่งพาตนเอง และพึ่งพากันเองลดลงแทบไม่เหลือในชุมชน

เพียงน้ำท่วมไม่กี่วันก็ลำบากแล้ว

ที่ทำได้ ก็มีแต่ออกรายการโฆษณาช่วยเหลือระดับประเทศ ที่มักไม่ค่อยได้ผลเท่าที่คนในพื้นที่ “จำเป็น” ต้องมี

มีการแจกแบบ “ของชำร่วย” มากกว่าที่จะได้ผลอย่างจริงจัง

ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานแบบ “ไม่เตรียมการ” มาก่อน

ทุกครั้งหลังน้ำลด ผมจะได้ยินเสียงค่อนแคะจากผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่สรุปได้ว่า “ไม่พอ” และ “ไม่พอใจ” หรือแม้กระทั่ง “ไม่ยินดีรับแจก” อันเนื่องมาจากการแจกของที่คุณภาพต่ำ หมดอายุ เป็นต้น

การพัฒนาถนน ที่เก็บน้ำ เส้นทางคมนาคม ก็มัก “ทำลาย” โครงสร้างพื้นฐานทางทรัพยากร ที่ทำให้น้ำท่วม “รุนแรง” มากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากจะ “พยายาม” ช่วยเฉพาะหน้าแล้ว

เราคิดที่จะทำอะไรกันในระยะยาวบ้าง

ผมคิดว่า ปัจจุบัน เรามี

  • ความรู้ “น้อยกว่าเดิม”
  • ทรัพยากร “จำกัดมากกว่าเดิม”
  • คนมีน้ำใจ “น้อยกว่าเดิม” ทั้งปริมาณและคุณภาพ
  • และ “การพัฒนา” แม้จะมีผลดีในบางเรื่อง แต่ส่วนใหญ่ มีความหมายตรงกันข้ามกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

อีกนัยหนึ่ง

 เรามีความรู้ไม่พอใช้”

 “การเตือนภัยไม่พอใช้”

การพึ่งพาไม่พอใช้”

และ เรามีน้อยกว่าเดิมแทบทุกเรื่อง

และ ผมเชื่อว่า อีกไม่นาน

หลังจากน้ำลด เรา (ที่อยู่นอกพื้นที่) ก็จะลืม

คนในพื้นที่ก็สาละวนกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของตัวเองไปเรื่อยๆ

จนกว่าจะเกิดน้ำท่วมครั้งหน้า ก็มาคิดกันใหม่

ในแบบ “คิดใหม่ ทำเหมือนเดิม” แบบทำลายมากกว่า “สร้างสรรค์”

ผมจึงบังอาจ ขอเรียนถามว่า “น้ำท่วมโคราช แล้วไง???”

แค่นี้แหละครับ