เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาดิฉันได้มีโอกาสได้เดินทางไปประชุมที่กรุงเทพค่ะ สิ่งหนึ่งที่ชอบในความเป็นกรุงเทพมหานครคือที่กรุงเทพมีป้ายและการโฆษณาที่ดูแล้วไม่เคยนึกเบื่อ ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบที่กรุงเทพรถติดแต่รู้สึกชื่นชอบช่วงเวลาการใช้เวลาบนรถกับการที่ได้ตื่นตาตื่นใจในการมองและอ่านป้ายโฆษณาไปเรื่อยๆ หนึ่งในป้ายโฆษณาที่สะดุตามากๆ คือป้ายที่พูดถึง 100 ปี ชาตะกาลของท่านพุทธทาสอ่านอยู่หลายรอบต่างเวลา ต่างรูปแบบป้ายที่พูดถึงเรื่องเดียวกันคือ 100ปี ชาตะกาลท่านพุทธทาสจนสรุปว่าป้ายโฆษณาดังกล่าวเป็นป้ายที่จุดมุ่งหมายทางด้านการชักชวนให้เดินทางไปสุราษฏร์ธานีจะเรียกว่าเชิญท่องเที่ยวได้หรือเปล่าดิฉันไม่ค่อยแน่ใจ  แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นค่ะแต่อยู่ที่ความเป็น100 ปีชาตะกาลของท่านพุทธทาส ดิฉันเองยอมรับตรงนี้แบบพูดกันตรงๆค่ะว่าดิฉันมีความรู้ในเรื่องทางด้านพุทธศาสนาน้อยเอามากๆหากจะให้เห็นเป็นรูปธรรม คงแทบมองไม่เห็นค่ะ  ได้ยินคำว่าพุทธทาสมานานค่ะมีโอกาสได้อ่านหนังสือท่านหลายเล่ม เช่นคู่มือมนุษย์   การมีสติอยู่ตลอดเวลา และเล่มที่สามค่ะตัวกู-ของกูคิดว่าหลายท่านคงเคยอ่านหรืออ่านหลายรอบแล้วดิฉันอ่านเป็นครั้งแรกค่ะหลังจากที่เคยได้ยินผ่านจากโทรทัศน์ผ่านคำให้สัมภาษณ์ท่านผู้นำของประเทศและแกนนำกลุ่มพันธมิตร ที่ต่างฝ่ายต่างก็เคยกล่าวถึงคำเทศนาสั่งสอนของท่านพุทธทาสค่ะ  ยอมรับอีกครั้งค่ะว่าอ่านดิฉันก็งงๆและไม่ค่อยเข้าใจอาจจะด้วยความที่เป็นคนค่อนข้างห่างจากวัด พอสมควรแต่สุดท้ายสามารถสรุปกับตัวเองได้ 3 ประเด็นจากหนังสือเล่มดังกล่าวเป็นแนวทางสำหรับตัวเองดังนี้ค่ะ  1).ต้นเหตุแห่งทุกข์ เกิดจากการที่มนุษย์ยึดติดกับ ตัวกู ของกู เป็นกรณีกรณีไปค่ะ เช่นถ้าอยากมี อยากได้ ตัวกู-ของกูก็จะไปเกี่ยวข้องกับความอยากมีอยากได้  ถ้าเป็นเรื่องของความรัก ก็จะเกี่ยวข้องกับความเป็นเจ้าของความคาดหวัง การยึดติด จากสาเหตุแห่งทุกข์ดังกล่าวที่คนเรารู้สึกจึงได้เกิดความเดือนร้อนที่จะหาทางออกจากความรู้สึกทุกข์เหล่านั้น จึงเกิด 2).ศาสนาซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราหาทาง(วิธีการ)จัดการกับความรู้สึกตัวกู-ของกูออกไป  เมื่อหมดความเป็นตัวกูของกู คนเราก็จะ 3).ดับซึ่งความทุกข์  นั้นคือข้อสรุปที่เป็นประเด็นหลักที่อ่านและสามารถสรุปได้   

     จนอยู่มาวันหนึ่งที่ได้มีโอกาสเข้าวัด(ซึ่งใจว่าอยู่ในขั้นที่ 2 คือการใช้วิธีการของศาสนาคือการใช้คำสั่งสอนและวิธีการ)เพื่อสวดมนต์เย็น วัดที่ไปเป็นวัดป่าดิฉันไม่มีข้อมูลว่าเป็นพุทธนิกายใด อย่างไร    สถานที่ร่มเย็นค่ะ สงบมากๆ มีชาวพุทธจำนวนหนึ่งไปเจริญศีลดิฉันสังเกตดูจากการใส่ชุดขาวค่ะเริ่มต้นสวดมนต์เย็นตอน 18.00 น.ค่ะ มีหนังสือสำหรับสวดมนต์ให้ 1 เล่ม  ด้วยความที่เข้าวัดน้อยมากอย่างที่เรียนข้างต้นค่ะดิฉันดูทำอะไรไม่ค่อยถูก  น้ำปานะที่เตรียมไปก็จัดการไม่ค่อยเป็น เวลาที่สวดหลายๆท่านที่ไปสวดคล่องค่ะแต่ดิฉันลำบากมากๆเพราะภาษาบาลีก็อ่านยากค่ะและที่สำคัญที่วัดแห่งนี้ดีมากค่ะจะมีคำแปลให้ด้วยดิฉันก็นะค่ะอ่านคำแปลไปด้วยใจก็เลยสนใจว่าสิ่งที่พระท่านสวดนั้นแปลว่าอะไร สรุปใจความได้ค่ะว่าช่วงแรกบทสวดของท่านเป็นการบูชาพระรัตนตรัยและพระผู้มีพระภาคเจ้า  จากนั้นก็มีการสวดเกี่ยวกับการให้มีสติและบอกว่าร่างกายแลสิ่งต่างๆในร่างกายไม่เที่ยงแท้แน่นอนของกายมนุษย์ต้องผุพังร่างกายของมนุษย์ก็ประกอบไปด้วยเลือดด้วยน้ำเหลือง  กระดูกแลอื่นที่ไม่แน่นอนซึ่งช่วงนี้แหละที่ดิฉันคิดเชื่อมโยงเอาเองว่าคง จะเป็นวิธีการที่บอกถึงการให้ละซึ่งตัวกู-ของกู และสุดท้ายก็คือการแผ่ความเมตตาไปยังสรรพสัตว์และสิ่งที่อยู่ร่วมโลก

   ดิฉันฟังและอ่านดูแล้วก็ได้ข้อสรุปที่น่ายินดีกับตัวดิฉันเองว่าแก่นแท้จริงๆของศาสนาที่ดิฉันสรุปเองจากการอ่านหนังสือท่านคำสอนของท่านพุทธทาสนั้นไม่แตกต่างจากที่พระท่านพาสวดดังนั้นศาสนาจึงคือเครื่องมือที่เกิดขึ้นเพื่อให้มนุษย์เราใช้เพื่อการดับความทุกข์ ซึ่งคนแต่ะคนมีทุกข์ที่แตกต่างกัน  ดิฉันขอสรุปแบบนี้ก่อนค่ะหากท่านใดจะชี้แนะเพิ่มเติมจะเป็นกุศลมากๆค่ะขอบพระคุณค่ะและนั้นค่ะคือสิ่งที่ดิฉันได้จากการเข้าวัด ด้วยความอยากรู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งตัวกู-ของกูจนได้ค่ะ