ฉันตัดสินใจลงพื้นที่ทำงานกับแพทย์หญิงนฤมล และคุณอี๊ด

เป็นความต้องการลึกๆที่รอโอกาส และจังหวะ 

เมื่อจังหวะ และโอกาสมาถึงจึงไม่รอรี

 

กำหนดวันทำงานจึงถูกพญ.นฤมล ขวัญใจชาวค่ายเบาหวานโรงพยาบาลสมุทรสาคร

นำมาวางให้ดูไม่ต้องคิดอะไรอีกแล้ว

เพราะนี่แหละคือความฝันที่ทำให้เห็นภาพความรักความผูกพัน

ที่ผู้ป่วยจิตอาสาจะได้สัมผัสกับเพื่อนผู้ป่วยด้วยกัน

และเป็นการลงพื้นที่ที่ส่งผลให้งานจิตอาสาเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้มากกว่าที่ผ่านมา

จิตอาสาของเราต่างทำงานที่ดูเหมือนไม่ได้ทำ

เพราะเราขาดการเก็บบันทึกข้อมูลซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาเบาหวาน

                                                              

เราเพียงรู้ และทำในเรื่องสายสัมพันธ์ที่ผู้ป่วยมีให้กัน

แม้จะมีข้อมูลอยู่ชัดเจนเป็นที่เข้าใจกันระหว่างผู้ป่วยกับจิตอาสา....

แต่มันหามีประโยชน์มากอย่างที่ใจเราปราถรนาได้

หลายคนคงสงสัยว่าในเมื่อจิตอาสาทำงานแบบจิตอาสาคือลงพื้นที่เยี่ยมเยียนกัน

โทรถึงกัน หลายครั้งมีเรื่องราวต่างๆนำไปฝาก เช่นนำสูตรอาหารลดน้ำหนักไปฝาก

เอาข้อมูลความรู้เรื่องเบาหวานไปฝากให้กัน ชวนกันออกกำลังกายกัน

ช่วยกันตรวจสอบน้ำตาลในเลือด ช่วยกันวัดรอบเอว

และอีกสำเพเหระ ที่ทำให้สายสัมพันธ์ของผู้ป่วยมีความผูกพันกัน

แล้วไฉนจึงต้องทำงานเก็บข้อมูลอีก

 

เมื่อวิเคราะห์การทำงานลักษณะเดิมนั้น จึงรู้ว่ามันเป็นการทำงานที่เกือบจะสูญเปล่า

ไม่สามารถนำข้อมูลมาต่อยอด ขาดการพัฒนาขาดข้อมูลที่ยอมรับได้ทางการแพทย์

และอาจหมายถึงเราไม่สามารถนำพาผู้ป่วยเบาหวาน

ให้สามารถมีชีวิตอยู่กับเบาหวานอย่างมีความสุขได้ตราบนานเท่านาน

และหากเราไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยเบาหวานลุกขึ้นมาทำหน้าที่

เป็นหมอรักษาดูแลตนเองได้

รู้ว่าเมื่อไหร่จะกินยา เมื่อไหร่จะต้องออกกำลังกาย

และฝึกในตัวเองเป็นผู้มีความสมบรูณ์ทางอารมณ์ไม่ขาดๆวิ่นๆ

แต่สงบรับรู้อาการของตัวเองด้วยจิตเบิกบาน

สามารถอยู่กับเบาหวานได้อย่างรู้ทัน  ปัญหาของผู้ป่วยเบาหวานคือ

ผู้ป่วยเบาหวานขาดพลังใจที่จะต่อสู้กับเบาหวานได้

ผู้ป่วยเบาหวานมองข้ามและไม่ให้ความสำคัญต่อตัวเอง

ผู้ป่วยเบาหวานขาดความรู้ความเข้าใจในเบาหวานที่ตัวเองเป็นอยู่

ผู้ป่วยเบาหวานเชื่อในปาฏิหาริย์มากกว่าการรักษาตัวเองด้วยกระบวนการ  3 อ.

เพราะความไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับนั่นเอง เพียงหวังจะให้ยาเข้าไปควบคุมโรค

ในขณะที่พฤติกรรมที่ทำให้เกิดโรคยังเหมือนเดิมและอาจหนักกว่าเดิม

เมื่อยาเข้าไปควบคุมให้สภาวะโรคในร่างกายสงบลง และจิตใจดูเหมือนจะเบิกบาน

ท้ายที่สุดผู้ป่วยเบาหวานต้องเดินทางเข้าสู่การฟอกไตทุกคนไหม

นี่เป็นปัญหาที่จิตอาสาอย่างฉันไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครอีก

ภาพในอดีตผุดขึ้นมาท่ามกลางความคิด

เป็นคุณพ่อที่นอนฟอกไต ภาพคุณอาที่ฟอกไตหนักกว่าคุณพ่อ

ถึงสัปดาห์ละ 3 ครั้งนั้นมันไม่น่าจะเกิดขึ้นกับใครอีกแล้ว แม้ตัวฉันเอง

ฉันจึงต้องคิดใหม่ทำใหม่ จนถึงวันนี้ที่มีกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานจิตอาสาขึ้น

เป็นกลุ่มมิตรภาพบำบัดที่มุ่งทำงานมิตรภาพที่ดีต่อกัน แม้จะขาดพลังในการขับเคลื่อน

ฉันสัมผัสได้ถึงความปรารถนาอย่างเต็มเปี่ยมที่เพื่อนมิตรภาพบำบัดอยากมอบให้

และพร้อมจะแบ่งปันความสุขและเสียสละเวลาส่วนตัวมาทำกิจกรรม

เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานให้มีกำลังใจ และเข้าถึงเบาหวานในตนเองได้อย่างแท้จริง

พวกเขาพาตัวเองมาอบรมรับความรู้ ที่ทางโรงพยาบาลสมุทรสาครจัดให้

ฝีกหัดการทำหน้าที่จิตอาสาที่ดี

และฝึกหัดการทำหน้าที่เป็นผู้คัดกรองที่ดี เรียนรู้เรื่องอาหารที่มีผลสุขภาพ

เรียนรู้เรื่องการดูแลเท้า การทำสปาเท้า การออกกำลังกาย เช่นฝึกการเจาะเลือด

การวัดความดัน การหามวลกาย เรียนรู้การเข้าหาพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

และเรียนรู้ถึงการให้กำลังใจผู้ป่วยเบาหวานด้วยกัน

วันที่ 12 ตุลาคม 2553  เวลาแห่งการแบ่งปันมาถึง ฉันได้ไปรอตามจุดนัดพบ

เตรียมอาหารสำหรับตัวเอง และของฝากผู้ป่วยเล็กน้อย เมื่อคืนนี้นอนเร็วขึ้น

ก่อนนอนเดินจงกลม ทำสมาธิ ผนึกความตั้งใจให้แน่วแน่ว่า

พรุ่งนี้ไม่ว่าจะเจออะไร ฉันหมายถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ป่วยที่อาจทำให้ฉันรู้สึกแย่ลง

 หรือถึงขั้นวางมันลงนั้น อย่าได้เกิดอย่าได้มี ฉันจะเป็นกำลังใจให้เขา

และเราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน

ระหว่างการเดินทางไปยังสถานีอนามัยบางโทรัด

ฉันเกิดความรู้สึกคุ้นเคย...แล้วนึกขึ้นมาได้ว่าฉันเคยมาที่นี้แล้ว

ในฐานะวิทยากรจัดกิจกรรมให้ศูนย์สามวัย คนที่นี่น่ารักมาก ฉันเปิดประตูใจรับทันที

เสียงคุณอี๊ด นั่งข้างๆดังขึ้น เป็นเสียงที่นุ่มนวล ฉันตั้งใจฟังคุณอี๊ดให้ข้อมูล และแนะนำ

วิธีการทำงานกับทีมงาน ฟังคุณอี๊ดเพลินด้วยหัวใจที่อิ่มเอิบ และพอใจ

เพราะนี่แหละสิ่งที่ฉันคาดหวังไว้ และมันกำลังจะเกิดขึ้น

พบคุณหมอจอยกำลังให้การรักษาผู้ป่วย

ฉันเหลือบตาดูนาฬิกาแขวนที่อยู่ข้างหน้า คนไข้มารออยู่เต็มไม่แพ้ที่รพ.เลย

แวะถามผู้ป่วยรายหนึ่งจึงทราบว่าคุณหมอจอย(พญ.นฤมล)ให้การรักษาไปแล้ว

หลายราย แสดงว่าคุณหมอมาให้การรักษาแต่เช้าเลย รู้สึกยินดีกับภาพที่พบ

คุณหมอจอยใช้ห้องทำงานของหัวหน้าสถานีเป็นห้องตรวจรักษา นี่เป็นการใช้พื้นที่ได้อย่างสมบรูณ์ และเกิดประโยชน์แก่ทางราชการที่แท้จริง

ฉันยังไม่เคยเห็นที่ทำงานไหน ใช้ห้องทำงานของตัวเองเป็นที่ทำงานอื่นเลยนอกจากเป็นห้องส่วนตัวที่กว้างใหญ่ และเย็นฉ่ำ

                                      

                      เอาภาพนางฟ้าจากhttp://atcloud.com/stories/82350

                                                          

มาคั่นอารมณ์คนบันทึกก่อนค่ะ ...ให้มันสดชื่นอย่างภาพนี้ค่ะ

คุณอี๊ดพาฉันไปพบคุณหมอจอย ส่วนคุณอี๊ดพบผู้ป่วยที่รออยู่

และให้คำแนะนำเรื่องการตรวจปัสสาวะ การเก็บปัสสาวะ เพื่อส่งต่อห้องlab

ฉันถูกแนะนำให้เจ้าบ้านรู้จักในฐานะจิตอาสา

และงานของฉันเริ่มขึ้นที่ห้องคุณหมอจอย

 คุณหมอจอยมอบป้ายชื่อให้ฉัน และอธิบายการเก็บ

ข้อมูล พร้อมให้กำลังใจการทำงานงานจิตอาสาของฉันในวันนี้

 

ผู้ป่วยคนแรกที่ฉันทำความรู้จักเป็นคนมุ่งมั่น มีทัศนคติดีต่อตัวเอง

อยากหายจากเบาหวาน เธอบอกว่ามันน่าเบื่อ และรู้สึกเป็นบางครั้งว่า

เบาหวานอาจทำให้เธอสูญเสียพลังกาย พลังใจได้ในวันข้างหน้า

ถ้าเธอไม่ตัดสินใจมาพบหมอ

ก่อนหน้านี้เธอจะมาให้หมออนามัยเจาะเลือดให้ รับยาจากอนามัย และเมื่อยาหมด

เธอเลือกที่จะไปซื้อยารับประทานเอง และเธอพบว่าเบาหวานยังคงเริงร่าอยู่กัยเธอ

และเธอกลับรู้สึกเป็นทุกข์ใจ ฉันยังคงทำหน้าที่มิตรที่ดี

พร้อมเก็บข้อมูลทุกอย่างที่เธอเล่ามาโดยฉันใช้บทสัมภาษณ์ที่อยู่ในมือเป็นเครื่องปูทาง

เมื่อสนทนากันสักระยะหนึ่งเธอเริ่มเป็นฝ่ายเล่า

เธอเล่าๆๆๆ ฉันใช้สมาธิในการฟังเธอ จนฉันรู้สึกว่าเธอเริ่มเหนื่อย

ฉันถามเธอว่าเหนื่อยใช่ไหมเธอพยักหน้า และบอกว่าวันนี้เธอมาพบหมอตามนัด

พร้อมกับเตรียมอุปกรณ์แล่ปลามาด้วยถ้าการตรวจรักษาเสร็จเร็ว

 เธอจะได้ไปรับจ้างแล่ปลาเหมือนเช่นทุกวัน

ฉันขอดูมือ และเท้าของเธอ ไม่พบร่องรอยบาดแผล เธอบอกว่าปวดเข่าขวามาก

มันเสียวจี๊ดขึ้นมา และเมื่อยล้ามาก

ฉันให้เธอขยับนั่งตัวตรงๆ และสอนให้เธอหายใจเข้าออกให้ถูกต้อง

เธอบอกว่าดีจังเลย เธอรู้สึกสบายขึ้น ฉันบอกว่ามันจะดีมากๆนะ

ถ้าเราได้นั่งนิ่งๆแบบนี้แล้วตามรู้ลมหายใจเราเพียงวันละหน่อย สัก 5นาทีก็ได้

เธอถามว่ากี่ครั้ง จะได้ 5 นาที

โอ.. เป็นคำถามที่ดีมากๆเลย

สารภาพว่าฉันไม่เคยดูนาฬิกาเลยตั้งแต่ฝึกมา ....ทำไงดี

ฉันจึงบอกว่า เรามาทำพร้อมกันนะ โดยหายใจทำความรู้สึกว่าหายใจเข้า

และหายใจออกทำความรู้สึกว่าหายใจออกก็นับเป็น 1 แล้วลองมาทำด้วยกันสัก10ครั้ง

หลังจากนั้นเธอถามว่าทำสัก 20 ครั้งได้ไหม ฉันบอกว่าทำเท่าไหร่ก็ได้นะ ได้ทุกเวลา

ต่อจากนั้นฉันแนะนำให้เธอปรึกษาคุณหมอจอยเรื่องหัวเข่าด้วย

แต่เธอบอกว่าเอาเบาหวานก่อน เธอไม่อยากเสียเวลาทำงาน

ฉันเข้าใจว่านี่แหละสำคัญทีเดียว

ผู้ป่วยหลายรายไม่ไปหาหมอเพราะต้องเสียเวลารอนาน

ฉันเองก็เคยเจอปัญหานี้เช่นกัน บางครั้งต้องลาโรงเรียน เธอก็คงเหมือนฉัน

แต่ต่างกันที่เธอไม่ทำงานวันี้ไม่มีรายได้

รัฐเคยคำนึงถึงเรื่องนี้บ้างไหม......

จังหวะนี้เองฉันถือโอกาสแนะนำการยกขาเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อรอบๆหัวเข่าแข็งแรง

หากกล้ามเนื้อแข็งแรงก็จะช่วยพยุงการทำงานของเข่าได้

ฉันเข้าใจอย่างนี้ ตามที่ฉันเคยไปพบหมอกระดูก และเตือนเธอว่า

เธอต้องไม่ลืมที่จะเล่าอาการนี้ให้หมอได้ช่วยเหลือ

ฉันไม่ลืมที่จะบันทึกข้อแนะนำที่ทำไปลงในแบบบันทึกพี่เลี้ยงด้วย

และแอบชักชวนเธอให้ลองหันมากินข้าวกล้องดูเมื่อพุยกันไปคุยกันมาแล้วพบว่า

เธอรับประทานข้าวขาวมื้อละชามโตเลยทีเดียว

ต่อจากนั้นฉันพาเธอไปพบคุณหมอจอยอีกครั้ง

ฉันนั่งฟังคุณหมอจอยทำการตรวจ และวินิจฉัย

คุณหมอได้นำข้อมูลใหม่ที่ฉันบันทึกไว้ในแบบบันทึกของพี่เลี้ยงจิตอาสา

มาร่วมวินิจฉัย และสอบถามผู้ป่วย ....เสร็จแล้วคุณหมอนัดหมายครั้งต่อไป

ฉันเก็บข้อมูลผู้ป่วยไว้ในฐานะพี่เลี้ยงจิตอาสาที่จะต้องทำหน้าที่ติดต่อ

สร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ป่วยต่อไป ในระยะแรกๆนี้ฉันควรโทรศัพท์ไปหาเธอบ้าง

แม้เพียงให้กำลังใจก็ยังดี สอบถามเรื่องหัวเข่าของเธอ และให้กำลังใจเธอ

ให้เธอได้นั่งนับ และเฝ้าทำความรู้สึกการหายใจเข้า และออกอย่างต่อเนื่อง

เก็บข้อมูลเพิ่มถ้ามี...........

สิ่งที่ได้มาในการทำงานครั้งนี้ คือข้อมูลบางอย่างที่ผู้ป่วยไม่อยากให้หมอทราบ

เช่นรายนี้เธอคิดว่าหมอจะตำหนิการไปซื้อยารักษาตัวเอง

ฉันได้เล่าให้เธอฟังว่าฉันไม่เคยกินยาเบาหวานเลย

แต่ฉันดูแลสุขภาพตัวเองด้วยคาถา 3 อ.

เจาะเลือดด้วยตัวเอง เรียนรู้จากโรงพยาบาลและเอกสารข้อมูลที่รพ.หรืออนามัยแจกให้

ทำตามคำแนะนำที่ให้ไว้ เธอบอกว่าเธออ่านหนังสือไม่ออก...

นี่เป็นข้อมูลช่วยงานทางการแพทย์ได้ไหม.......................

 

ฉันเล่าให้เธอฟังว่าฉันเองเคยทำผิดเช่นนี้มาก่อน

ก็เคยทำอย่างเธอเมื่อครั้งหนึ่ง และหลายครั้งที่ยารักษาไทรอยด์ของฉันหมด

และฉันยังไม่มีเวลาพบแพทย์ แต่นั่นมันก็เพียง 1 หรือ 2 วันเท่านั้น ที่ขาดยา

รวมทั้งฉันเคยลืมเอายาไทรอยด์ติดตัวเมื่อต้องไปทำงานต่างจังหวัดหลายวัน

และฉันจะไปที่ร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำอยู่เท่านั้น หาซื้อยาแบบเดียวกับที่หมอให้

และถ้าหาไม่ได้ ฉันก็ไม่กิน

แต่จะดูแลสุขภาพของตัวเองด้วยอาหาร และทำใจให้สบายๆแทน

เราไม่ควรปล่อยให้ยาหมด หรือลืมยาบ่อยนัก เพราะจะมีผลต่อโรคที่เราเป็นอยู่

ระหว่างพักช่วงเพื่อรอคุณหมอจอยส่งผู้ป่วยมาให้ฉันนั้นก็ทำความคุ้นเคย

กับจนท.สาธารณสุข และเพื่อนผู้ป่วยท่านอื่นๆไปด้วยค่ะ

 

 

 

ขอบคุณภาพดุ๊กดิ๊กๆจาก

 https://mail.google.com/mail/ui=2&ik=af432c7a6c&view=att&th=12bb04665dcabc73&attid=0.1&disp=inline&zw)

http://play.kapook.com/dookdik/toongting/cat-595-1

ขอบคุณนพ.สิทธิพร โรงพยาบาลสมุทรสาครที่ส่งภาพมาให้เล่นค่ะ

คนซ้ายมือค่ะ นพ.สิทธิพร ส่วนขวามือน้องอ.ดร.ป๊อบ

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านค่ะ บันทึกหน้าพาไปเจาะใจ

เพื่อนผู้ป่วยอีกท่านหนึ่งนะคะ case นี้สุดยอดจริงๆ