ชีวิตกับความเชื่อที่แขวนไว้บนเส้นด้าย

ผมพิจารณาที่ร่างอันน่าเวทนาของคุณยายและเด็กน้อยผู้น่าสงสารอีกครั้ง ผมก็นึกถึงแม่ของตนเองขึ้นมาจับจิต ถ้าร่างหญิงผู้นี้คือแม่ผมและเธอต้องตายไปด้วยไม่สมควรตายผมจะรับได้ไหม ทนได้หรือเปล่า

บางเรื่องราว..การทำงานของคนสาธารณสุข ก็เปรียบเสมือนการปิดทองหลังพระ ทำดี ทุ่มเทและเสียสละมากมายเพื่อผู้ป่วย ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาปลอดภัย แต่บางครั้งเมื่อเกิดความผิดพลาดด้วยความไม่ตั้งใจ กลายเป็นจำเลยของสังคมด้วยความไม่เต็มใจ การเล่าเรืองการทำงานผ่านการเขียนและเผยพร่ จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่จะสร้างสะพานของความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นไม่มากก็น้อยค่ะ

วันนี้จึงขอนำเรื่องเล่าของน้องคนหนึ่ง ที่เขาบอกว่า เขายังไม่เคยเล่าที่ไหนมาก่อน เล่าครั้งแรกในเวทีการอบรมเรื่องเล่า..เปลี่ยนโลก narrative medicine ที่สรพ.จัดขึ้น และการอบรมครั้งนี้นี่เอง ที่ทำให้เขาเข้ใจคุณค่าของเรื่องเล่าคุณค่าของการทำงานประจำของเขา และเรื่องนี้ได้สร้างความประทับใจให้กับคณะกรรมการกำกับทิศของโครงการ SHA อย่างมากมายค่ะ

น้องอ่อม... รพ.บรบือ จ.มหาสารคาม ค่ะ

ชีวิต..กับความเชื่อที่แขวนไว้บนเส้นด้าย

สวัสดี ค่ะ…. มียายบุญมา ไม่รู้สึกตัวที่บ้านนาแล้ง  ค่ะ

พลเมืองดีโทรมาแจ้งเหตุด้วยสียงระร่ำระรักแล้วรีบตัดวางสายไปโดยที่ไม่แจ้งข้อมูล และรายละเอียดใด ๆ

“ อะไรเนี่ย….! บอกมาแค่นี้แล้วใครจะรู้ว่าอยู่ไหน ”

ผมอุทานออกมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวนิด ๆ และยืนครุ่นคิดพร้อมใช้นิ้วชี้เคาะลงที่โต๊ะทำงานดัง ป๊อก…ป๊อก …!!! แล้วปรึกษากับเพื่อน ๆ ในห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินที่กำลังให้ความสนใจมองมาที่ผมอย่างใจจดใจจ่อ

 “ เอ….จะทำยังไงดี แจ้งเหตุมาว่าไม่รู้สึกตัวบอกแค่ชื่อผู้ป่วยและบ้านแต่ไม่ทราบรายละเอียดอื่น ๆ เลย ”

 ขณะนั้นผมกำลังลังเลใจว่าถ้าจะออกไปให้บริการผู้ป่วยก็ไม่แน่ใจว่าจะเจอผู้ป่วยหรือไม่  ทีมงานซึ่งประกอบไปด้วย โก้ พนักงานผู้ช่วยฝีมือดี และพี่ชัยพนักงานขับรถผู้เชี่ยวชาญและคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดี ออกปฏิบัติการทันที  รถพยาบาลเริ่มเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วดังเช่นทุกวันเป้าหมายคือบ้านนาแล้ง  เริ่มจากการเปิดสัญญาณไฟบนหลังคารถพยาบาล พร้อมกับเสียงรถพยาบาลดังขึ้น

วี๊…หว่อ….วี๊….หว่อ !!!  เสียงไซเรนส์ดังกังวานไปทั่วท้องถนน    ผู้คนต่างเปิดเส้นทางเพื่อให้รถวิ่งได้สะดวกขึ้น  ทำให้ผมอดยิ้มอย่างมีความสุขไม่ได้ที่เห็นภาพความมีน้ำใจของเพื่อร่วมทาง  ขณะรถกำลังวิ่งอยู่นั้นผมก็สาละวนกับการเตรียมความพร้อมบนรถ  อุปกรณ์กู้ชีพต่างๆ ถูกเตรียมไว้บนรถอย่างเป็นระเบียบ เป็นขั้นตอนและพร้อมใช้งานทันที   ผมใช้เวลาไม่นานนักก็เสร็จสิ้นภารกิจในการเตรียมข้าวของเหล่านั้น   เวลาที่เหลืออยู่ทำให้ผมครุ่นคิดถึงสภาพผู้ป่วยไปต่าง ๆนา ๆ พร้อมกับวางแผนให้การช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

ดูเหมือนว่าระยะทางจะไม่อำนวยมากนักผมมองลอดผ่านไปยังช่องกระจกรถพบว่าเส้นทางที่มุ่งหน้าไปเป็นถนนลูกรัง มีหลุมบ่อเป็นช่วงๆ  ตามท้องถนนเต็มไปด้วยกรวดหิน กระจายไปทั่ว  ทำให้รถต้องวิ่งช้าลงเพราะต้องวิ่งหลบหลุมเหล่านั้น เป้าหมายมองเห็นอยู่ริบหรี่ มองไปตลอดสองข้างทางเป็นทุ่งกว้างที่มีแต่ทรายขาวคลุ้งไปทั่วบริเวณเป็นบรรยากาศความแห้งแล้งภาคอีสานกลางเดือนเมษายน ต้นไม้เกือบทุกต้นยืนแห้งตายใบร่วงโรยเกลื่อนพื้น กิ่งก้านที่ไร้ใบต้านทานกับลมร้อนเสียงดังเป็นจังหวะปานใจจะขาดเมื่อลมร้อนพัดโหมกระหน่ำราวกับมัจจุราชโกรธ

ขณะที่ผมกำลังมองดูสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวนั้นก็เหลือบไปพบหมู่บ้านแห่งหนึ่งอยู่ข้างหน้า แต่น่าแปลกทำไมไม่เห็นผู้คนเลยแม้แต่คนเดียว

 “ พี่ชัย..!ใช่หมู่บ้านนี้แน่นะ… ทำไมเงียบจังเลย ”  ผมถามอย่างจดจ่อ

 “ ครับผม ตำบลนี้มีบ้านนาแล้ง ที่เดียวครับ ” พี่ชัยตอบอย่างมั่นใจ

ผมมองหาชาวบ้านเพื่อจะได้สอบถามบ้านผู้ป่วยตามข้อมูลที่มีเพียงเล็กน้อย  เมื่อรถเดินทางมาถึงซุ้มประตูหมู่บ้าน  ผมพยายามมองหาชื่อป้ายหมู่บ้านแต่ก็ไม่พบ  ผมกวาดสายตาไปรอบ ๆ หมู่บ้าน     ลักษณะหมู่บ้านค่อนข้างใหญ่  มีถนนคดเคี้ยวและแตกเป็นซอยเล็ก ซอยน้อย หลายซอย ที่ค่อนข้างคับแคบมาก    ขณะที่รถแล่นผ่านบ้านเรือนมาได้ประมาณ 3-4 หลังคา  ผมสังเกตเห็นชายวัยกลางคนสองคนโบกมือพร้อมกับเดินตรงดิ่งมาที่รถผมอย่างเร่งรีบ

 “ โชคดีจังเลยครับพี่ชัยคงเป็นผู้แจ้งเหตุแน่ ๆ  เค้าตรงมานี่แล้ว  ” ผมอุทานออกมาด้วยความดีใจและภาวนาว่าให้เป็นจริง    เมื่อชายสองคนนั้นมาถึงรถ      ผมรีบเปิดกระจกทักทาย

“ สวัสดีครับ คุณลุง ผมเป็นหน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลครับ มารับคนไข้ชื่อยายบุญมา ไม่ทราบนามสกุล บอกว่าป่วยไม่รู้สึกตัวครับ ”

ชายฉกรรณ์คนหนึ่งทำท่าทางลุกลี้ลุกลนจ้องมาที่หน้าผมและบอกว่า

 “ไม่มีหรอกครับคนชื่อ ยายบุญมา ”

ผมขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างลังเลและฉงนกับคำตอบซึ่งผมตั้งความหวังไว้ว่าคำตอบน่าจะบอกเส้นทางผมได้ ผมหันไปสบตากับโก้  สีหน้าของโก้ก็พกความผิดหวังเช่นกัน

 “ บ้านนี้ใช่หมู่บ้านนาแล้ง ใช่ไหมครับ ”

 ผมถามย้ำเพื่อเช็คข้อมูลความถูกต้อง

 “ ใช่ครับ ” ชายทั้งสองตอบพร้อมเพียงกันเสียงแข็งชัดเจน

ผมเกิดความคิดลังเลขึ้นทันทีว่าจะเดินทางค้นหายายบุญมาต่อหรือว่าจะกลับโรงพยาบาลดี

 “ จะกลับไปดีไหมนะ หรือว่าเราอาจจะถูกวัยรุ่นโทรมากลั่นแกล้งเหมือนอย่างที่แล้วมา ”

ผมทบทวนและบ่นพึมพรำ อย่างใช้ความคิด

เมื่อรถพยาบาลเดินทางไปถึงทางสี่แยกผมพบกับชายแก่คนหนึ่งอายุราวสี่สิบปี อยู่ในเครื่องแบบสีกากีซึ่งผมเดาเอาว่าน่าจะเป็นผู้นำชุมชน   

 “ สวัสดีครับลุง รู้จักบ้านยายบุญมา ไหมครับ ” ผมถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่ก็เร่งเร้าเอาคำตอบนิดๆ

“ ทางโน้นแล้วถามเค้าอีกที นะครับ”    ชายคนนั้นชี้ไปเส้นทางรอบหมู่บ้าน ไม่มองหน้าและไม่สบตาผม

ผมใจชื้นขึ้นมาและมีความหวังมามากขึ้นที่สามารถเริ่มแกะรอยได้ข้อมูลแล้วเริ่มมีกำลังใจอีกครั้ง รถพยาบาลวิ่งรอบหมู่บ้านตามคำบอกกล่าวของคุณลุงใจดีคนนั้นเสียงไซเรนซ์ ดังไปทั่วหมู่บ้าน

เมื่อรถวิ่งจนสุดทางในหมู่บ้าน ก็ยังไม่พบบ้านยายบุญมา อีกเช่นเคยมีเพียงเด็ก ๆ ที่วิ่งตามมาดู และกลัว ๆ  กล้า ๆ  ไม่เข้าใกล้รถพยาบาล ผมจึงเปิดกระจกลงและถามชาวบ้านอีกครั้ง ถามคนแล้วคนเล่าก็โบกชี้ทางให้วนไปวนมาจนกระทั่งมาจุดเริ่มต้นที่เดิม ความรู้สึกในขณะนั้นผมรู้สึกท้อแท้และสับสนไปหมดแล้วว่าทำไปต้องโบกทางวนไปมาเช่นนี้ เกิดอะไรขึ้นหรือ ….. หรือว่าต้องการเล่นสนุกอะไรกันแน่ ….  ผมและคณะจะปลอดภัยหรือเปล่า ผมก็ได้แต่สงสัยแต่ในความรู้สึกลึก ๆ ตอนนั้นคือความห่วงใยคุณยายบุญมาที่รอคอยความช่วยเหลือจากผม     เมื่อรถแล่นมาได้ซักระยะหนึ่งผมเหลือบไปเห็นหญิงวัยกลางคนท่าทางสุภาพเรียบร้อยแต่งกายดูดี โบกมือให้แล้วรีบตรงมาที่รถอย่างลุกลี้ลุกลน   ท่าทางเหมือนกับจะกลัวใครเห็น เธอรีบสาวเท้ามาแอบอยู่หน้ารถผมอย่างรวดเร็ว 

 “บ้านยายบุญมาอยู่ตรงโน้น ” เธอพูดและชี้ไปยังกระท่อมหลังหนึ่งใกล้ต้นมะค่าซึ่งรถพยาบาลผ่านมาเมื่อสักครู่นี่เอง  บ้านหลังที่เธอชี้ไปเป็นบ้านที่มีผู้คนจำนวนหนึ่งเดินเข้าออก  ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ผมได้ถามหายายบุญมามาแล้วแต่ได้รับการปฏิเสธ  เธอยังบอกอีกว่า

“ ดิฉันต้องรีบโทรให้มารับยายบุญมาและรีบตัดสายกลัวคนอื่นได้ยิน และสังเกตเห็นรถพยาบาลวนหลายรอบแล้ว ”

เธอพูดทิ้งท้ายด้วยเสียงเบาเครือก่อนรีบเดินหนีไปให้พ้นจากรถ

 ผมกล่าวขอบคุณและรีบตรงไปบ้านหลังที่เธอชี้ทันที ผมสงสัยในคำพูดนั้นแต่ผมไม่มีเวลาแล้วที่จะมาซักถามเหตุผลว่าทำไมถึงทำเช่นนั้น เพราะวัตถุประสงค์คือผมต้องหาบ้านยายบุญมาให้เจอแล้วรีบช่วยเหลือยายให้เร็วที่สุดนี่คือสิ่งที่ผมควรจะทำในเวลานี้ ตอนนี้ผมไม่สนใจอะไรอีกแล้วเพราะกลัวเสียเวลารอไปอีก คุณยายบุญมาอาจมีอาการทรุดหนักกว่าเดิมอีกเป็นแน่

เมื่อรถเคลื่อนไปทางเข้าถึงปากทางบ้านคุณยาย รถไม่สามารถวิ่งเข้าถึงหน้าบ้านคุณยายได้ ต้องเดินเข้าไปอีกประมาณห้าสิบเมตร ผมแบกกระเป๋ากู้ชีพสีแดงภายในบรรจุอุปกรณ์การแพทย์ครบครัน ผม โก้และพี่ชัยวิ่งลงรถอย่างกระฉับกระเฉงมุ่งหน้าเข้าสู่บ้านคุณยาย ผมต้องยกมือมาปาดเหงื่อเป็นระยะและมือหนึ่งก็พยุงกระเป๋าที่สะพายบ่าน้ำหนักกระเป๋าใบนี้สามกิโลกรัมเห็นจะได้   โก้สะพายกระเป๋าปฐมพยาบาล พี่ชัยแบกกระดานรองหลังสีส้มอ่อนไว้สำหรับยกเคลื่อนย้ายผู้ป่วย แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อต่อแดดแรงแผดเผาและอุปกรณ์ที่แบกหามหนักเช่นนี้ ด้วยใจที่หมายมั่นที่จะช่วยเหลือคุณยายให้รอดพ้นจากความเจ็บป่วยวิกฤติ โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่จะเจอข้างหน้าเป็นผู้ป่วยเป็นอะไร แต่ด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพ และหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคนคนหนึ่งประกอบกับใจที่รักในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และแน่วในสิ่งที่คาดหวังว่าต้องช่วยชีวิตยายให้จนได้ทุกคนจึงลืมความน่าเบื่อหน่ายกับการสาระวนตามหายายเมื่อสักครู่ใหญ่ ๆ ที่ผ่านมา

ถนนทางเข้าบ้านคุณยายไม่สู้ดีนักมีพุ่มไม้รกรุงรังไปทั่วบริเวณ บ้านที่แกอาศัยอยู่เป็นกระท่อมเล็ก ๆ ซึ่งทำด้วยเศษไม้เก่า ๆ  เถาวัลย์ขึ้นท่วมหลังคาบ้าน หน้าบ้านมีหม้อสำหรับประกอบอาหารดำปี๋ มีเศษอาหารแห้งกรัง  กลิ่นบูดของเศษอาหารเก่า ๆที่แห้งเกรอะติดจาน

 มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งเข้าออก ทันทีที่ชาวบ้านเหล่านั้นเจอผมเดินเข้ามาพร้อมกับทีมสามคน ผมก็กล่าวทักทายชาวบ้านเหล่านั้นอย่างสุภาพโดยแสดงสีหน้าเป็นมิตรยิ้มที่มุมปาก ผู้ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมาหาผมทันทีที่แกเดินออกมาผมตกตะลึงเล็กน้อยจ้องไปที่หน้าชายผู้นั้นเพราะเป็นคนเดียวกันกับคนที่บอกทางผมตั้งแต่แรก แล้วชายผู้นั้นพูดว่า

 “ ผมชื่อ กอบ  เป็นผู้ใหญ่บ้านครับ ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่พยายามถ่วงเวลาคุณหมอเพื่อให้คุณยายได้หมดลมหายใจ พวกเราอยากให้คุณยายได้ใช้ลมหายใจครั้งสุดท้ายอยู่ที่บ้านที่แกเคยอยู่เพราะถ้าคุณหมอนำยายไปโรงพยาบาล ถ้าคุณยายหมดลมหายใจที่โรงพยาบาล คุณยายจะกลับเข้าบ้านไม่ได้ต้องนำไปไว้ที่วัดเพื่อสวดอภิธรรม ผมต้องขอโทษจริง ๆ ครับ

 

ลุงกอบกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าและสั่นไม่ยอมสบตาผมเลย ผมจึงขออนุญาตเข้าไปดูคุณยายและรีบตรงเข้าไปประตูบ้านทันที สิ่งที่พบแทบไม่อยากเชื่อสายตา ร่างของยายแก่ ๆ คนหนึ่ง นอนแน่นิ่ง ไม่รู้สึกตัว  พบร่องรอยฟกช้ำเป็นเส้นยาว ลักษณะคงเกิดมาไม่นานนัก ตามแขนขาและลำตัว  ข้าง ๆ ร่างที่แน่นึ่งไม่รู้สึกตัวนั้น พบเด็กตัวเล็ก ๆ สวมเสื้อผ้าขาดกระรุ่งกระริ่ง กลิ่นเหม็นสาบ  แก้มสองข้างมอมแมมเกรอะด้วยคราบน้ำมูก ผมสีดำพันกันชี้ฟู นอนทับร่างไม่รู้สึกตัวของยายแก่ ๆ พร้อมหยอกล้อกับร่างที่ไร้การตอบสนองนั้น   

 

ผมเหลือบไปเห็นเท้าคุณยายเป็นแผลเน่าตั้งแต่ปลายเท้าซ้ายลามขึ้นมาถึงขาท่อนล่าง กลิ่นเหม็นมาก และสังเกตพบว่ามีหนอนสีขาวจำนวนมากชอนไชในแผลเน่านั้น ผมตรงเข้าไปประเมินสัญญาณชีพคุณยายทันที พบว่าคุณยายยังหายใจปกติ ความดันโลหิต ปกติ ชีพจรเต้นสม่ำเสมอ ตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือด ปรากฎว่า ต่ำมาก  ผมจึงแจ้งอาการและแผนการรักษา ให้กับผู้ใหญ่กอบทราบ

 

ผู้ใหญ่กอบเล่าว่าคุณยายอยู่กับหลานสาวสองคน ซึ่งบุตรสาวแกไปทำงานที่ต่างจังหวัดหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ยายมีฐานะยากจนหาเช้ากินค่ำ อดมื้อกินมื้อ เป็นแผลเบาหวานมานานแต่ไม่สามารถเดินทางไปล้างแผลได้เพราะสถานีอนามัยก็ไกลไม่มีค่าเดินทางไปรักษา การรักษาโรคเบาหวานจึงไม่ต่อเนื่อง เมื่อเช้านี้ยายบอกว่ามีอาการวิงเวียน เพื่อนบ้านบอกให้แกไปโรงพยาบาลแต่แกบอกว่าเคยมีอาการแบบนี้บ่อย ๆ พักเดี๋ยวก็หาย จนกระทั่งผู้ใหญ่บ้านเดินมาดูแกอีกครั้งช่วงหลังเที่ยงพบว่าคุณยายมีอาการเหงื่ออกตามตัวพูดเพ้อจำใครไม่ได้  และมีอาการกระตุกเป็นระยะๆ ชาวบ้านจึงได้ตกลงกันว่าควรนำหมอธรรม มานั่งสมาธิดูเพราะลักษณะคล้ายผิดผี  หลังจากนั่งสมาธิดูก็พบว่าเป็นผีเข้าสิงต้องการเข้าพิธีไล่วิญญาณผีออก หมอธรรมจึงใช้ว่านไฟซึ่งเป็นสมุนไพรปลุกเสกซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าไล่ผีได้ ตีเข้าตามตัวคุณยายอยู่หลายครั้งแต่ผีก็ไม่ออกจากร่างคุณยายซักที หมอธรรมบอกว่าเจ้ากรรมนายเวรมารับเอายายไปแล้ว และควรปล่อยให้คุณยายไปสู่สุคติเถิด

 

  “ อย่าเอาแกไปเลยคุณหมอสงสารแก ยังไงแกก็ไม่กลับมาหรอก ให้แกหมดลมหายใจอยู่บ้านเถอะครับ ”

 

ลุงกอบ กล่าวด้วยท่าทีสุภาพน้ำเสียงอ้อนวอนและจริงจัง

ผมพิจารณาที่ร่างอันน่าเวทนาของคุณยายและเด็กน้อยผู้น่าสงสารอีกครั้ง ผมก็นึกถึงแม่ของตนเองขึ้นมาจับจิต ถ้าร่างหญิงผู้นี้คือแม่ผมและเธอต้องตายไปด้วยไม่สมควรตายผมจะรับได้ไหม ทนได้หรือเปล่า ผมครุ่นคิดและตั้งคำถามในใจ  สิ่งที่ผมเห็นข้างหน้าตอนนี้ กระตุ้นให้ผมตั้งใจและมุ่งมั่นว่าว่ายายจะตายไม่ได้เพราะหลานยายอยู่ไม่ได้แน่ ๆ ถ้าไม่มียาย แล้วเด็กคนนี้จะทำอย่างไรต่อไป อนาคตเด็กคนนี้ล่ะจะเป็นยังไง คุณยายมีสิทธิที่จะไม่ตาย คุณยายมีสิทธิที่จะกลับมาดูแลหลานของแกได้ แกมีโอกาสและเราควรให้สิทธิแกมิใช่หรือ

“ ขอโอกาสให้ผมได้ลองช่วยคุณยายดูเถิดครับ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ผมจะไม่นำไปโรงพยาบาล ”

ผมร้องขอด้วยท่าทีสุภาพนุ่มนวล นัยน์ตาวิงวอน พร้อมยกมือไหว้ ลุงกอบ

ชาวบ้านเห็นผมร้องขอ จึงได้อนุญาตให้ช่วยทำการรักษาคุณยายผมเริ่มให้ กลูโคสฉีดเข้าเส้นเลือด และให้น้ำเกลือหยดทางเส้นเลือด  เวลาผ่านไปประมาณ 15 นาที คุณยายก็ยังไม่ฟื้นอีก สาเหตุคงมาจากระดับน้ำตาลในเลือดของยายต่ำมานาน   ผมจึงโทรศัพท์ขอแผนการรักษาจากแพทย์ที่โรงพยาบาล   แพทย์เวรสั่งให้กลูโคสฉีดเข้าเส้นเลือดอีกครั้ง  ประมาณสิบนาที คุณยายเริ่มรู้สึกตัว หลานคุณยายยิ้มอย่างตื่นเต้นดีใจ

“ ยายตื่นแล้วเหรอคะ ทำไมนอนนานจัง”

หลานยายถามด้วยสีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัด มือเล็กที่เปื้อนดิน ตีเบา ๆที่หน้าท้องยาย

แต่คุณยายไม่ตอบเพราะยังสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าจากผลของน้ำตาลในกระแสเลือดยังไม่สมดุล ผมจึงขออนุญาตชาวบ้านนำคุณยายส่งโรงพยาบาล  คุณยายได้รับการส่งตัวพบศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดเพื่อรักษาแผล

 

ผมได้มีโอกาสผ่านทางบ้านคุณยาย วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศเย็นสบายและได้แวะเยี่ยมคุณยายบุญมา  เป็นครั้งแรกที่ได้พบคุณยายยิ้ม แม้จะเป็นรอยยิ้มของหญิงวัยชราที่แฝงด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัย แต่ผมคิดว่ามันเป็นรอยยิ้มที่สวยงามเหลือเกิน ผมมองคุณยาย สบสายตา และรอยยิ้มที่มอบให้สัมผัสได้ถึงความหวังและกำลังใจที่คุณยายพร้อมจะเผชิญและมีชีวิตอยู่ต่อไป คุณยายนั่งอยู่หน้าบ้านพร้อมกับบุตรสาว และหลานสาว สิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือบ้านปูนชั้นเดียวขนาดพออยู่และดูท่าทางบ้านมั่นคงและน่าอยู่มาก คุณยายยิ้มทันทีที่พบผมเดินมา ยายยิ้มและร้องทักอย่างมีความสุข เมื่อยายพูดยายยิ้มไปด้วย แววตาใสส่องประกาย ผมถามคุณยายถึงความเป็นอยู่และได้ทราบมาว่าได้รับการช่วยเหลือจากท่านนายอำเภอและองค์การบริหารส่วนตำบลที่ระดมชาวบ้านมาช่วยกันสร้างบ้านและนอกจากนี้ยังได้รับเบี้ยผู้พิการและรถเข็นโยกผู้พิการอีกด้วย

 

ผมรู้สึกยินดีกับคุณยายและมีความสุขมาก     รู้สึกขอบคุณท่านนายอำเภอและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลที่ให้ความสนใจและให้ความสำคัญในสิ่งที่ผมได้นำเสนอในที่ประชุมในเวทีประชุมหัวหน้าส่วนราชการประจำเดือนถึงความเป็นอยู่ของคุณยาย   หลังจากที่ผมได้กลับจากการให้ความช่วยเหลือคุณยาย ในวันนั้น

เรื่องเล่าโดย

นายปรีชา   ชาดง ( น้องอ่อม ) 

 โรงพยาบาลบรบือ ต.หนองสิม อ.บรบือ จ. มหาสารคาม 44130