Blog จะเป็นคลังที่รวบรวม Explicit & Tacit Knowledge ที่ห่อหุ้มไปด้วย “บริบท”

             จากการที่ได้อ่านหนังสือเตรียมเข้าเรียนเรื่อง ชายชอบ ในวันนี้ ประกอบกับการได้อ่านบันทึกของ นายบอน เรื่อง  “gotoknow คือคลังความรู้ของประเทศหรือคลังความรู้เฉพาะกลุ่ม รวมถึงการประชุมคณาจารย์ อาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษา พัฒนบูรณาการศาสตร์ในวันพุธที่ผ่านมา ก็ได้เห็นมุมมองอีกหลาย ๆ มิติ ซึ่งจะขอนำเรียนในบันทึกนี้ไว้เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่เห็นคุณค่าครับ 

       มิติแรกที่จะนำเรียนก็คือเรื่องของ การมอง Gotoknow ว่าเป็น "ชายขอบ" สำหรับนักวิชาการและผู้บริหารส่วนใหญ่ในประเทศ ซึ่งผมเองได้เริ่มฉุกคิดมาตั้งแต่ได้อ่านบันทึกของ นายบอน ว่าที่เรากำลังหลงใหลได้ปลื้มกับ Gotoknow ของเรานั้นเป็นคลังความรู้ของประเทศหรือคลังความรู้เฉพาะกลุ่ม

       ซึ่งผมเองก็ได้รับการยืนยันแนวคิดจากที่ประชุมที่อุดมไปด้วยนักวิชาการผู้ที่มีความรู้ความสามารถในระดับประเทศหลาย ๆ ครั้งว่า

ไม่มีเวลาที่จะเข้าไปเขียนบล็อค

งานประจำก็เยอะอยู่แล้วจะให้เข้าไปอ่านไปเขียน Comment คงจะไม่ไหว

ไม่มีประโยชน์ เป็นเรื่องไร้สาระอ่านหนังสือ เขียนหนังสือดีกว่า

 นักศึกษาเอาเวลาไปอ่านหนังสือเยอะ ๆ ดีกว่า อย่ามาให้ความสนใจกับบล็อกนี้มากเลย

            ท่านกำลังมองพวกเราสมาชิก Gotoknow ที่เข้ามาทำงานกันตรงนี้"เป็นชายขอบของวงการวิชาการหรือเปล่าหนอ"ถ้าเป็นอย่างนั้น สิ่งที่ผมเสียใจและเสียดายมาก ๆ มิได้เกิดจากว่าเขาจะมองเราอย่างไร แต่เสียดายที่เราจะไม่ได้มีโอกาสได้อ่านบันทึกดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้เหล่านั้นมากกว่า เพราะท่านมองข้าม พลังของบล็อค

          พลังของบล็อค มิได้อยู่ที่ใครเขียนดีหรือไม่ดี เขียนมากหรือเขียนน้อย แต่อยู่ที่ การที่ได้เขียน เขียนในทุก ๆ บริบท ในทุก ๆ โอกาส ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกความคิด คิดอะไรก็ใส่มากันเลย เพราะสิ่งที่เขียนลงไปในแต่ละวันนั้นนอกจากจะมีแก่นหรือเนื้อหาสาระแล้ว เรายังสามารถใส่สิ่งที่หนังสือไม่สามารถใส่ได้นั่นก็คือบริบท ณ วันนั้น ณ ความคิดนั้น ณ บัดนั้น

               ในอดีตและปัจจุบัน กว่าเราจะได้อ่านหนังสือของผู้เชี่ยวชาญระดับ ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจารย์ หรือปราชญ์ ในสาขาต่าง ๆ กันแต่ละเล่มนั้น เราต้องรอแรมเดือน แรมปี หรือกระทั่งแรมทศวรรษ กว่าจะได้อ่านหนังสือของท่านในแต่ละเล่ม

                ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นหนังสือในแต่ละเล่มนั้น ท่านก็ตัดแล้วตัดอีก คัดแต่สิ่งที่สำคัญ คัด แก่น มาให้เราอ่าน แต่งแล้ว แต่งอีก ตัดก้าน ตัดใบที่ไม่สวยงามออก จนเหลือเป็น หลักวิชาการทฤษฎีองค์ความรู้ มาให้พวกเราอ่านกัน แต่ในบางครั้งการนำ หลักวิชาการ ทฤษฎี องค์ความรู้มาใช้นั้น ผู้นำไปใช้ต้องพิจารณาถึงคำว่า บริบทว่าตอนนั้นเราควรจะใช้อะไร ใช้อย่างไร ซึ่งแล้วแต่ใครจะหยิบไปใช้ ณ ช่วงเวลาใดของชีวิต ซึ่งถ้าจะเขียนอธิบายบริบทลงไปในแต่ละขั้นตอนโดยรายละเอียด หนังสือและเล่มคงจะหนาประมาณหนึ่งหมื่นหน้า ซึ่งโรงพิมพ์ที่ไหนคงจะไม่พิมพ์ให้เราเป็นแน่

             ดังนั้น Blog จะเป็นคลังที่รวบรวม Explicit & Tacit Knowledge ที่ห่อหุ้มไปด้วย บริบท ว่าวันนี้ เวลานี้เราและเขาไปไหนมา ไปมาแล้วเจออะไร เจอแล้วมองอย่างไร มองแล้วคิดอย่างไร คิดแล้วมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร ปัญหาในการมอง ณ ขณะนั้น คืออะไร และสิ่งที่สำคัญที่เราอยากรู้มาก ๆ เลยก็คือ ความคิดแวบแรกเมื่อได้สัมผัสของเขา คืออะไร แวบแรกในการมอง แวบแรกในการคิด แวบแรกในการตัดสินใจ แวบแรกในการแก้ปัญหา และแวบแรกในการพัฒนา นั้นคืออะไร

                 แวบแรก หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ บัดนั้นที่เราได้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย จากนั้น แวบแรก ใจเราคิดอย่างไร แวบแรกที่บริสุทธิ์ ที่ปราศจากคำว่า ได้หรือไม่ได้หรือแม้ว่าความคิดส่วนใดเข้ามาวินิจฉัยตัดสินสิ่งนั้นมองปุ๊บคิดปั๊บ ท่านผู้รู้เหล่านั้น ท่านคิดอย่างไร สิ่งนี้แหละที่เราต้องการ สิ่งนี้แหละที่บล็อกสามารถถอดออกมาได้

                 เพราะถ้าเรารอเอาความคิดที่เราได้สัมผัสมานั้นให้ค้างอยู่เป็นเวลานาน ความคิดเหล่านั้นจะถูกผสมปนเปไปด้วยสิ่งต่าง ๆ จากประสบการณ์ของเรามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความหวาดกลัว ความถูกผิดและความคิดของบุคคลอื่นรวมกันเข้ามา ถ้าปัจจัยที่เจ้ามาต่าง ๆ เหล่านั้นมีอิทธิพลมากกว่าเรา เขาพูดเก่งกว่าเรา มีอำนาจหน้าที่การงานตำแหน่งสูงกว่าเรา ความคิดแวบแรกนั้นก็จะหายไป หมดไปอย่างไม่มีวันหวนกลับคืน

               ความคิดแวบแรกนั้นสำคัญไฉน? ต้องย้อนกลับไปถามว่า มนุษย์กับเครื่องจักรแตกต่างกันอย่างไร  ความแตกต่างคงจะมีมากมายหลายประการ แต่สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งก็เรื่องของ ประสบการณ์ มนุษย์มีความทรงจำที่เก็บไว้ในระดับจิตต่าง ๆ จากการที่ชีวิตได้ผันผ่านพบประสบเจอกับสิ่งใด ๆ มาก็ตาม และโดยเฉพาะผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ที่ผ่านประสบการณ์มามาก ๆ สิ่งที่เห็นจะผนวกกับประสบการณ์แล้วสิ่งนั้นจะผุดขึ้นมา สิ่งนั้นคืออะไรล่ะ สิ่งที่ท่านมองเห็นด้วยใจ ผ่องถ่ายออกมาให้เราเห็นบ้างได้ไหมครับ

              เพราะเราต่างคนต่างประสบการณ์ สิ่งต่าง ๆ ที่สัมผัสนั้นการมองเห็นที่ใจก็แตกต่างกัน ทุกครั้งที่เราสัมผัสสิ่งใด เราจะตัดสินใจในบัดดลว่าสิ่งที่เราสัมผัสนั้น เป็นอย่างไร สิ่งที่เราตัดสินนั้นเมื่อก่อนเราเคยเจอประสบการณ์แบบใดมา และประสบการณ์เหล่านั้นสอนอะไรเราไว้

              ทำไมเราเห็นโครงเหล็กที่มีล้อสี่ล้อ มีเครื่องยนต์ มีพวงมาลัย เติมน้ำมันแล้ววิ่งได้ว่า รถทำไมเราเห็นกระดาษที่ใช้ซื้อของแลกเปลี่ยนสินค้าได้ว่า เงิน เราคิดและเรียกสิ่งเหล่านั้นได้เพราะเราเรียนรู้มาว่าสิ่งที่เราเห็นนั้น แบบนั้น เขาเรียกว่าอะไรกัน ทำไมเราเห็นสีขาว ก็บอกว่านี่คือสีขาว ทำไมเราเห็นสีดำ แล้วก็บอกว่านี่คือสีดำ เพราะผู้รู้ในอดีตกำหนดไว้ว่า ถ้าคุณเห็นสีแบบนี้คุณจะเรียกมันว่าอย่างไร ถ้าคุณเห็นสีแบบนั้นคุณจะเรียกมันว่าอย่างไร เนี่ยคือสีขาวและนั่นคือสีดำ แต่ว่าครูหรือผู้รู้จะสอนหรือกำหนดให้เราได้หมดไว้ว่าสิ่งที่เราเห็นนั้น มันคือขาวขุ่น ขาวจั๊วะ ขาวมาก ขาวน้อย ดำมาก ดำน้อย ดำสุด ๆ หรือว่าจะเป็นเทา ๆ มีกี่เฉด กี่สี สิ่งเหล่านั้นจะตัดสินได้ต้องมาจากประสบการณ์ของแต่ละคน

               บางคนบอกว่านี่ขาวที่สุดกว่า บางคนก็บอกว่าผมเคยเจอมาขาวกว่านี้อีก คนหนึ่งบอกว่าคนนี้ดีแล้ว อีกคนหนึ่งก็บอกว่ามีคนดีกว่านี้อีก บางคนอาจจะเกิดมา 20 ปี ได้เห็นสีขาว 10 ปี อีกคน เกิดมา 20 ปีเท่ากัน อาจจะเห็นสีขาวมาแล้วเป็นพันพันเฉด หรือว่าบางคนเห็นสีขาวแล้วเขาอาจจะบอกว่า นั่นเป็นสีดำ


แล้วเรามอง Gotoknow ว่าเป็นสีอะไร?