ส่งงาน 10 ข้อวิชานโยบายและการวางแผนการศึกษาท้องถิ่น เสนอ ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์

แบบทดสอบ 

วิชานโยบายและการวางแผนการศึกษาท้องถิ่น 

เสนอ   ดร.ดิศกุล   เกษมสวัสดิ์

จัดทำโดย   นางพรรณี  นนทะคำจันทร์ นักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาบริหารการศึกษาศูนย์พยัคฆภูมิพิสัย

*************** 

1.  จากคำกล่าวที่ว่า นโยบายอยู่เหนือเหตุผล ท่านจะอธิบายหลักวิชานโยบายอย่างไร

                นโยบาย (Policy)  หมายถึง  แนวทางที่กำหนดขึ้นเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์การนโยบายมีความสำคัญต่อการบริหารหลายประการ   เช่น  ช่วยให้บุคลากรทุกฝ่ายทราบแนวทางและภารกิจในการปฏิบัติงาน  ช่วยให้เป้าหมายในการปฏิบัติงานมีความชัดเจน   ช่วยให้ผู้บริหารใช้อำนาจในการบริหารอย่างถูกต้อง  บุคลากรทุกฝ่ายมีความจงรักภักดีต่อหน่วยงาน  และนโยบายช่วยให้เกิดการพัฒนาการทางการบริหาร

                ความมีเหตุผล  หมายถึง การพิจารณาที่จะดำเนินงานใดๆ ด้วยความถี่ถ้วนรอบคอบ ไม่ย่อท้อ ไร้อคติ คำนึงถึงเหตุและปัจจัยแวดล้อมทั้งหมด เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้องดีงาม เกิดประสิทธิผล เกิดประโยชน์และความสุข โดยปราศจากการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

                ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า นโยบายอยู่เหนือเหตุผล  อธิบายได้ดังนี้  นโยบายคือการกำหนดแนวทางเพื่อให้องค์กรบรรละถึงวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ซึ่งถ้าเปรียบเทียบนโยบายเปรียบเสมือนทรัพย์ภายนอกส่วนเหตุผลคือการพิจารณาที่จะดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เกิดประโยชน์และความสุข โดยปราศจากการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เปรียบเสมือนทรัพย์ภายใน

 2.  นโยบายมาจากแหล่งใดบ้าง

                1.  ชนชั้นปกครอง (eliter)

                2.  ข้าราชการ/นักวิชาการ  ผู้เชี่ยวชาญ (bureaucratr or technocrats)

                3.  กลุ่มผลักดันผลประโยชน์(pressure groups/interest groups)

 3.  วงจรนโยบายสาธารณะเริ่มจากใดและสิ้นสุดลงอย่างไร

                1.  การก่อตัวนโยบาย  (policy formation)

                2.  การกำหนดนโยบาย  (policy formulation)

                3.  การตัดสินนโยบาย  (policy decision)

                4.  การนำนโยบาย  ไปปฏิบัติ  (policy  implementation)            

5.  การประเมินนโยบาย  (policy evaluation)

ดังรูป 

นโยบายสาธารณะเริ่มต้นขึ้นและสิ้นสุดลงอย่างไร

การก่อตัวนโยบาย

(policy formation)

การกำหนดนโยบาย

(policy formulation)

การประเมินนโยบาย

(policy evaluation)

การนำนโยบาย

ไปปฏิบัติ

(policy

implementation)

การตัดสินนโยบาย

(policy decision)

เกิดอะไรขึ้นบ้าง ?

มีแนวทางอย่างไรบ้าง ?

จะเลือกแนวทางใดดี ?

จะนำแนวทางที่ได้ไปดำเนินการอย่างไร ?

การดำเนินการตามแนวทางได้ผลหรือไม่ ?

วงจรนโยบายสาธารณะ

(Public Policy Cycle)

นโยบายสาธารณะเริ่มต้นขึ้นและสิ้นสุดลงอย่างไร

การก่อตัวนโยบาย

(policy formation)

การกำหนดนโยบาย

(policy formulation)

การประเมินนโยบาย

(policy evaluation)

การนำนโยบาย

ไปปฏิบัติ

(policy

implementation)

การตัดสินนโยบาย

(policy decision)

เกิดอะไรขึ้นบ้าง ?

มีแนวทางอย่างไรบ้าง ?

จะเลือกแนวทางใดดี ?

จะนำแนวทางที่ได้ไปดำเนินการอย่างไร ?

การดำเนินการตามแนวทางได้ผลหรือไม่ ?

วงจรนโยบายสาธารณะ

(Public Policy Cycle)

 4.  วิเคราะห์นโยบายเรียนฟรี  15 ปี  ตามองค์ประกอบของนโยบายดังกล่าวได้ดำเนินการตามหลักวิชาว่าด้วยองค์ประกอบของนโยบายหรือไม่อย่างไร

        องค์ประกอบของนโยบาย มีดังนี้    

1.  เหตุผลของการกำหนดนโยบาย (rational) เป็นเหตุผลและสาเหตุที่มาของการกำหนดนโยบายในเรื่องต่างๆ ที่รัฐกำหนดขึ้น หากนโยบายที่กำหนดขึ้นมีเหตุผลเพียงพอ สาธารณชนก็ยอมรับได้ ดังนั้นตัวนโยบายต้องอ้างอิงถึงสาเหตุที่มาและเหตุผลในการกำหนดนโยบายด้วย
2.   เป้าหมายของนโยบายหรือผลที่คาดว่าจะได้รับจากนโยบาย (targets or ended result) เป็นการกำหนดเป้าหมายของนโยบายถือเป็นจุดหมายปลายทางที่รัฐบาลมุ่งไปให้ถึง แต่ข้อสำคัญเป้าหมายต้องมีความชัดเจนเพื่อให้ผู้ปฏิบัติตามนโยบายมีหลักยึดถือที่ชัดเจน
3.   วิธีการหรือกลวิธีที่จะทำให้นโยบายบรรลุเป้าหมาย (means or strategies) เป็นวิธีการปฏิบัติ (means) เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย (end) ของนโยบายตามที่กำหนดไว้ นโยบายหนึ่งๆ อาจประกอบด้วยกลวิธีหลายกลวิธีที่ผู้ปฏิบัติต้องเลือกกลวิธีที่ดีที่เหมาะสมไปใช้
4.   ทรัพยากรหรือปัจจัยที่สนับสนุนการดำเนินนโยบาย (resources) หมายถึงทรัพยากรที่เป็นปัจจัยสนับสนุนให้การดำเนินนโยบายตามวิธีการที่กำหนดบรรลุผล และยังมีทรัพยากรที่เป็นองค์ประกอบของนโยบายเช่น คน เงิน วัสดุ เครื่องมือ เครื่องจักร ฯลฯ

        จากองค์ประกอบของนโยบายข้างต้นสามารถนำมาวิเคราะห์ นโยบายเรียนฟรี  15  ปี อย่างมีคุณภาพ เป็นไปตามหลักองค์ประกอบของนโยบายที่กำหนดโดยรัฐบาล ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วน เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเต็มศักยภาพ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายรายการค่าเล่าเรียน หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  มีเป้าหมายของนโยบายและมีแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้นโยบายเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ และได้ดำเนินการสำเร็จมาแล้ว  2  ปี

 

5.  นโยบายการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นท่านคิดว่าเกิดจากตัวแบบนโยบายสาธารณะตัวแบบใด  จงอธิบายและให้เหตุผลประกอบ

                 ตัวแบบสถาบัน (Institutional Model) ตามทฤษฎีของโธมัส อาร์.ดาย (Thomas R. Dye)

มองว่านโยบายเป็นผลผลิตของสถาบัน หมายความว่านโยบายสาธารณะถูกกำหนดขึ้นจากสถาบันหลักของรัฐ ผู้วิเคราะห์ต้องทำความเข้าใจว่าในประเทศนั้น ๆ มีสถาบันใดบ้างเป็นสถาบันหลัก สถาบันเหล่านี้มีหน้าที่อย่างไร อย่างในสหรัฐอเมริกาที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี สถาบันสำคัญมีสามฝ่ายคือฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ การศึกษาจากตัวแบบนี้จะดูว่าสถาบันของทั้งสามฝ่ายมีบทบาทเกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะอย่างไร มีการตรวจสอบถ่วงดุลกันอย่างไร
             การนำตัวแบบสถาบันไปวิเคราะห์นโยบายสาธารณะใดก็ตามต้องหาคำตอบให้ได้ว่านโยบายนั้นมีสถาบันใดเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย สถาบันใดรับผิดชอบนำนโยบายนั้นไปปฏิบัติ สถาบันใดทำหน้าที่บังคับใช้นโยบายในสังคม เช่น สภาผู้แทนราษฎรออก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หน่วยงานที่รับผิดชอบในการนำนโยบายไปปฏิบัติคือกรมการขนส่ง กรมการประกันภัย หน่วยงานที่บังคับใช้คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

                จากทฤษฎีของดายสามารถนำมาวิเคาะห์นโยบายการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดจากตัวแบบนโยบายสาธารณะตัวแบบสถาบัน (Institutional  Model) คือ นโยบายสาธารณะถูกกำหนดขึ้นจากสถาบันหลักของรัฐ โดยมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งเป็นที่มาของกฎหมาย 2 ฉบับ  คือ  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และ พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542

                เพื่อให้การการกระจายอำนาจปกครองไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐบาลจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านสังคมเป็นประธานและหัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองเป็นเลขานุการ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการ การจัดทำร่างแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

6.  นโยบายโรงเรียนดีประจำตำบลท่านคิดว่าเกิดจากตัวแบบนโยบายสาธารระตัวแบบใด  จงอธิบายและให้เหตุผลประกอบ

                นโยบายโรงเรียนดีประจำตำบล เป็นนโยบายที่เกิดจากตัวแบบนโยบายแบบระบบ (System  Model) กล่าวคือ  เกิดจากผลผลิตของระบบ

โรงเรียนเป็นองค์กรทางการศึกษาที่สำคัญที่สุด ในการพัฒนาคุณภาพนักเรียนแนวคิดในการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนจึงเป็นความสำคัญสูงสุดในการปฏิบัติงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโรงเรียนในท้องถิ่นชนบท ซึ่งนักเรียนส่วนมากมักด้อยโอกาสในการเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพ ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดนโยบายการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพในท้องถิ่นชนบท เพื่อให้มีความเพียบพร้อมที่จะเป็นต้นแบบหรือศูนย์สาธิตการให้บริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ของชุมชน  ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ เชื่อมั่นศรัทธาในการปฏิบัติงานของโรงเรียนและไม่จำเป็นต้องส่งลูกหลานไปเรียนในเมือง

นโยบายโรงเรียนดีประจำตำบล เกิดขึ้นจากปัจจัยนำเข้า คือโรงเรียนด้อยคุณภาพ เป็นสาเหตุให้นักเรียนขาดโอกาสในการเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพ ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงต้องกำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้หมดไป

7.  จงอธิบาย Swot  Analysis  วิเคราะห์พร้อมยกตัวอย่างการวิเคราะห์นโยบายในหน่วยงานของท่าน  พอสังเขป

                ความหมายของ SWOT Analysis  SWOT Analysis  เป็นการวิเคราะห์สภาพองค์การ หรือหน่วยงานในปัจจุบัน เพื่อค้นหาจุดแข็ง จุดเด่น จุดด้อย หรือสิ่งที่อาจเป็นปัญหาสำคัญในการดำเนินงานสู่สภาพที่ต้องการในอนาคต 

 SWOT  เป็นตัวย่อที่มีความหมายดังนี้

  1. Strengths  - จุดแข็งหรือข้อได้เปรียบ
  2. Weaknesses  - จุดอ่อนหรือข้อเสียเปรียบ
  3. Opportunities  - โอกาสที่จะดำเนินการได้
  4. Threats  - อุปสรรค ข้อจำกัด หรือปัจจัยที่คุกคามการดำเนินงานขององค์การ

หลักการสำคัญของ SWOT  ก็คือการวิเคราะห์โดยการสำรวจจากสภาพการณ์ 2 ด้าน คือ สภาพการณ์ภายในและสภาพการณ์ภายนอก    ดังนั้นการวิเคราะห์ SWOT  จึงเรียกได้ว่าเป็นการวิเคราะห์สภาพการณ์ (Situation Analysis) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน เพื่อให้รู้ตนเอง (รู้เรา) รู้จักสภาพแวดล้อม (รู้เขา) ชัดเจน และวิเคราะห์โอกาส-อุปสรรค    การวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายในองค์กร ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารขององค์กรทราบถึงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายนอกองค์กร ทั้งสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้วและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคต รวมทั้งผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ที่มีต่อองค์กรธุรกิจ และจุดแข็ง จุดอ่อน และความสามารถด้านต่าง ๆ ที่องค์กรมีอยู่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการกำหนดวิสัยทัศน์ การกำหนดกลยุทธ์และการดำเนินตามกลยุทธ์ขององค์กรระดับองค์กรที่เหมาะสมต่อไป 

          จุดแข็ง  คือ  วิทยาลัยการอาชีพพยัคฆภูมิพิสัยเป็นโรงเรียนแห่งเดียวในอำเภอที่มีชื่อเสียงด้านการจัดการเรียนการสอนสายวิชาชีพ

                จุดอ่อน  คือ  นักเรียนที่มาศึกษาต่อในวิทยาลัยส่วนมากเป็นนักเรียนที่ด้อยคุณภาพด้านการศึกษาเรียนหนังสือไม่ค่อยเก่ง  ดื้อรั้น  ทำให้การจัดการเรียนการสอนเป็นไปด้วยความลำบาก

                โอกาสที่จะเกิดขึ้นได้คือถ้ารัฐบาลให้การสนับสนุนเรื่องงบประมาณในการจัดสร้างอาคารสถานที่ห้องเรียน  ห้องน้ำ  และโรงอาหาร  จำนวนนักเรียนที่มีจำนวนมากก็จะได้รับความสะดวกสบายและก็จะมีคุณภาพมากขึ้น

                อุปสรรค  ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลน้อยและมีขั้นตอนในการทำงานมากกว่าจะมาถึงโรงเรียนต้องใช้เวลาไม่ทันต่อการพัฒนา

8.  Blue Ocean Strategy เป็นกลยุทธ์การบริหารจัดการในการสร้างความต้องการหรืออุปสงค์ขึ้นมาใหม่ (Demand Creation) โดยจะไม่มุ่งเน้นการแข่งขันเป็นหลัก แต่จะให้ความสนใจกับความต้องการที่แอบแผงอยู่ของกลุ่มลูกค้า และกลุ่มที่ยังไม่ใช่ลูกค้าของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยจะสร้างสินค้าและบริการที่เพิ่มคุณค่าให้กับผู้บริโภค และในขณะเดียวกันก็จะต้องสามารถลดต้นทุนในส่วนที่ไม่จำเป็นขององค์กรอีกด้วย อันจะเป็นแนวทางหนึ่งของการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน

Blue Ocean Strategy นี้ไม่เป็นเพียงแต่ทฤษฎีทางความคิด แต่ได้นำเสนอถึงวิธีการ กระบวนการและขั้นตอนปฏิบัติอย่างเป็นระบบและมีรูปแบบที่ชัดเจน รวมถึงเครื่องมือต่าง ๆ ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งแนวความคิด กระบวนการคิด ขั้นตอนและเครื่องมือต่าง ๆ นี้ ถูกนำไปทดสอบกับการบริหารงานจริงอีกด้วย

ตัวอย่าง  Starbucks' กับการใช้กลยุทธ์  Blue Ocean Strategy
          Prof.Kim วิเคราะห์ว่าความสำเร็จของ Starbucks' ไม่ได้อยู่ที่การขายรสชาติของกาแฟที่หอมกรุ่นเข้มข้นเท่านั้น แต่อยู่ที่ "บรรยากาศ" (Atmosphere) ของการดื่มกาแฟ
          ในสมัยปู่ย่าตายายของเรานั้น ร้านกาแฟก็คือ ร้านขายกาแฟจริงๆ ที่คนจะเข้าไปนั่งดื่มกาแฟตอนเช้า และรับประทานอาหารเช้า ก่อนเร่งรีบไปทำงาน ไม่ค่อยจะมีคนไปนั่งร้านกาแฟเพื่อคุยธุรกิจกัน ทั้งนี้เพราะร้านกาแฟ ไม่ได้รับการออกแบบให้มีเก้าอี้นั่งสบาย บรรยากาศเงียบๆ เหมาะแก่การคุยกัน
          โดยมากร้านกาแฟจะมีบรรยากาศจ้อกแจ้กจอแจ เก้าอี้นั่งตัวเล็กๆ ประมาณว่าให้รีบดื่มรีบไป ลูกค้าคนอื่นจะได้มานั่งต่อ แต่ Starbucks' เล็งเห็นความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่อยากดื่มกาแฟรสอร่อยในบรรยากาศสบายๆ คล้ายนั่งในล็อบบี้ของโรงแรม สามารถคุยธุรกิจกันไป ดื่มกาแฟกันไป ยิ่งถ้าสามารถใช้โน้ตบุ๊คได้ มีระบบ wi-fi ให้ด้วยก็ยิ่งแจ๋ว เพราะจะได้พรีเซนท์งานได้เลย
          ตรงนี้แหละเป็น "ตลาด" ใหม่ที่ร้านขายกาแฟรุ่นปู่ย่าตายายมองไม่เห็น นี่คือ ตลาดที่กว้างใหญ่ไพศาลและสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ นี่คือ Blue Ocean Strategy!

9. กรอบแนวคิดของแมคคินซีย์ (McKinsey 7 s Framework)

 

แนวคิดนี้ได้รับการเผยแพร่เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1980 โดย Robert Waterman, Tom Peter and Julien Phillips แนวคิดนี้ต้องการนำเสนอว่าประสิทธิภาพขององค์กรธุรกิจเกิดจากความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ 7 ประการ ของธุกิจว่ามีลักษณะและมีสภาพอย่างไร

1. กลยุทธ์ (Strategy) หมายถึง การวางแผนเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม การพิจารณา จุดแข็ง จุดอ่อน ของกิจการ
2. โครงสร้าง (Structure) เป็นโครงสร้างขององค์การที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมถึงขนาดการควบคุม การรวมอำนาจ และการกระจายอำนาจ ของผู้บริหาร การแบ่งโครงสร้างงานตามหน้าที่ ตามผลิตภัณฑ์ ตามลูกค้า ตามภูมิภาค ได้อย่างเหมาะสม
3. ระบบ (System) หมายถึงกระบวนการและลำดับขั้นการปฎิบัติงานทุกอย่างที่เป็นระบบที่ต่อเนื่องสอดคล้องประสานกันทุกระดับ
4. รูปแบบ (Style) หมายถึง การจัดการที่มีรูปแบบวิธีที่เหมาะสมกับลักษณะองค์การ เช่น การสั่งการ การควบคุม การูงใจ สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์การ
5. การจัดการบุคคลเข้าทำงาน (Staff) หมายถึง การคัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถ การพัฒนาบุคคลกรอย่างต่อเนื่อง
6. ทักษะ (Skill) หมายถึง ความโดดเด่น ความเชี่ยวชาญในการผลิต การขาย การให้บริการ
7. ค่านิยมร่วม ( Shared value) หมายถึง ค่านิยมร่วมกันระหว่างคนในองค์การ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

10.  PEST Analysis
เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมภายนอกทางการตลาดระดับมหภาค(Macro Environment) โดยเฉพาะ ประกอบไปด้วย
1. P – Political วิเคราะห์ผลกระทบจากการเมือง การปกครอง รวมถึงกฎหมายต่างๆ
2. E – Economics วิเคราะห์ผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจ และปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์
3. S – Social เป็นการวิเคราะห์ผลกระทบจากสังคม วัฒนธรรม สภาพความเป็นอยู่
4. T – Technology วิเคราะห์ผลกระทบจาก Technology หรือ Innovation อื่นๆ