นานมาแล้วเส้นทางชีวิตบังเิอิญได้พบกับสุดยอดแก่นธรรม "มหามุทราอุปเทศ" ด้วยความรู้ยังไม่พอ ย้อนกลับไปอ่านคราใดก็จะได้ความรู้เพิ่มเติมทุกทีไป วานนี้ได้อ่านอีกครั้ง จึงอยากถอดความประสบการณ์ไล่ตามธรรมบอกเล่าเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกัลยาณมิตร ดังต่อไปนี้ครับ (จะทยอยเขียนนะครับ)
มหามุทราอุปเทศ
คำสอนปากเปล่าเรื่องมหามุทรา ซึ่งท่านศรีติโลปะมอบให้แก่ท่านนาโรปะ ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา
แปลจากสันสกฤตสู่ภาษาธิเบตโดย ชอคยีโลโตร มารปะ คัมภีราจารย์
ขอคารวะต่อสหัชปัญญา
มหามุทรานั้นไม่อาจไขแสงได้
ทว่าสำหรับเจ้าผู้อุทิศตนแล้วต่อคุรุ เจ้าผู้ซึ่งทรงไว้ซึ่งพรตจรรยา
และได้แบกรับซึ่งทุกข์ทรมาน นาโรปะผู้ทรงปัญญา
จงจดจำคำสอนนี้ไว้ในใจ ศิษย์ผู้มีชะตากรรมอันเป็นกุศล
ขอจงสดับ
มองดูที่สภาวธรรมของโลก
ความไม่เที่ยงแท้นั้นคล้ายดังภาพมายาหรือความฝัน
แม้แต่ภาพมายาหรือความฝันนั้นก็ไม่มีอยู่จริง
ด้วยเหตุนี้ เจ้าจงมุ่งสู่การสละละ
และปล่อยวางซึ่งสิ่งร้อยรัดทางโลก
สมมุติทั้งปวงล้วนเป็นอนิจจัง
ไม่มีความเป็นตัวเป็นตน ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น
จงปล่อยวางบริวารและญาติมิตร
อันเป็นเหตุแห่งความปรารถนา และความขุ่นข้อง
บำเพ็ญสมาธิเพียงลำพังในราวป่า ในวิเวกสถานในที่อันสงัด
ดำรงตนอยู่ในอสมาธิภาวะ
หากเจ้าเข้าถึงการไม่บรรลุถึง เจ้าจะได้ประสบพบมหามุทรา
เหตุแห่งทุกข์ และหนทางสู่การเหนือทุกข์
สภาวธรรมแห่งวัฏสงสารนั้นไร้แก่นสาร
ก่อให้เกิดความปรารถนาและความขุ่นข้อง
สรรพสิ่งที่เราปั้นแต่งล้วนปราศจากความจีรัง
ด้วยเหตุนี้ จึงควรแสวงหาสัจธรรมอันล้ำค่า
สภาวธรรมของจิตนั้นไม่อาจเห็นค่าความหมายของอจิตได้
สภาวะธรรมแห่งกรรมย่อมไม่อาจประจักษ์ในอกรรมได้
ควรตีความ "อจิต" กับ "อกรรม" ให้เข้าถึงความหมายที่แท้ก่อน
หากเจ้าต้องการจะบรรลุถึงอจิตและอกรรม
เจ้าย่อมตัดขาดรากเหง้าแห่งจิต
และปล่อยให้ดวงวิญญาณดำรงอยู่อย่างเปล่าเปลือย
จะปล่อยให้น้ำอันขุ่นข้นแห่งเจตสิกใสกระจ่าง
ไม่จำเป็นต้องระงับยับยั้งความรู้สึกนึกคิด
แต่ปล่อยให้มันสงบลงตามกาล
หากไร้ซึ่งการดึงดูดหรือผลักไส
เจ้าจะหลุดพ้นในมหามุทรา
การจะเข้าถึงสภาวะแห่ง "อจิต" ต้องเข้าใจก่อน และต้องฝึกปฏิบัติ
เมื่อพฤกษาผลิใบและกิ่งก้าน
หากเจ้าบั่นรากมันเสีย ใบและกิ่งก้านย่อมร่วงโรยลงเช่นเดียวกัน
หากเจ้าตัดรากถอนโคนของจิต ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายย่อมเสื่อมทรามลง
ความมืดมนที่ถูกสั่งสมมานานนับกัปป์กัลป์
จะถูกขับไล่ไปด้วยดวงประทีปเพียงหนึ่ง
เช่นเดียวกัน การได้ประจักษ์ถึงจิตอันสว่างไสวในพริบตา
จะละลายม่านหมอกมลทินแห่งกรรม
มนุษย์ผู้ด้อยปัญญาซึ่งอาจเข้าถึงสิ่งนี้
ถ้าเข้าใจและเข้าสู่สภาวะ "อจิต" ได้ เราจะเข้าถึงสภาวะอีกด้านหนึ่ง
จงเพ่งการกำหนดรู้จดจ่ออยู่ที่ลมหายใจของเจ้า
โดยอาศัยการเพ่งกสิณ และฝึกฝนฌาณวิถี
จงขัดเกลาจิตใจของเจ้าจนมันสงบ ผ่อนพักตามธรรมชาติ
การเข้าถึง ทำได้หลายวิธี
หากเจ้าได้รับรู้ที่ว่างอันเวิ้งว้างและความว่าง
ความคิดอันยึดติดอยู่กับศูนย์กลางและขอบเขตจักมลายไป
เช่นเดียวกัน หากจิตสามารถรับรู้ถึงตัวจิตได้
ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายจะยุติลง
เจ้าจะดำรงอยู่ในสภาวะที่ปราศจากความคิดคำนึง
และจะได้รับรู้ได้ถึง "โพธิจิต"
โพธิจิต คือ อะไร ?
หมอกไอที่พวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นกลับกลายเป็นเมฆ
และหายลับไปในผืนฟ้า
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าพยับเมฆนั้นหายไปแห่งใดเมื่อมันสลายตัวลง
เช่นเดียวกัน คลื่นแห่งความคิดคำนึงที่อุบัติขึ้นจากจิต
ย่อมสูญมลายไปเมื่อจิตรับรู้ได้ถึงจิต
พลานุภาพแห่ง จิตเห็นจิต
ที่ว่างนั้นไม่มีสีสันหรือรูปทรง
ไม่อาจเปลี่ยนแปร ไม่อาจแต่งแต้มด้วยสีดำหรือสีขาว
เช่นเดียวกัน จิตอันสว่างไสวนั้นไม่มีสีสันหรือรูปทรง
ไม่อาจแปดเปื้อนด้วยขาวหรือดำ กุศลหรืออกุศล
นิยามแห่ง ความว่าง
แก่นแท้อันบริสุทธิ์และสว่างไสวของดวงอาทิตย์
ไม่อาจถูกบดบังได้ด้วยความมืดมิด
ที่ถูกสั่งสมมานานนับพันกัลป์
เช่นเดียวกัน ความสว่างไสวอันเป็นคุณสมบัติดั้งเดิมของจิต
ย่อมไม่สามารถทำให้มัวหมองได้ด้วยวัฏสงสารอันยาวนานไม่สิ้นสุด
อกรรม คือ อะไร ?
แม้เราจะกล่าวว่าอากาศธาตุนั้นเวิ้งว้างว่างเปล่า
และไม่อาจให้คำจำกัดความได้
เช่นเดียวกัน แม้เราจะกล่าวว่าจิตนั้นสว่างไสว
แต่การให้นิยามนั้นหาได้พิสูจน์ไม่ว่ามันมีอยู่จริง
ที่ว่างนั้นสมบูรณ์พร้อมโดยปราศจากตำแหน่งแห่งหน
เช่นเดียวกันที่จิตแห่งมหามุทรานั้นหาได้ดำรงอยู่แห่งหนใดไม่
โดยปราศจากการแปรเปลี่ยน ดำรงตนอยู่ในภาวะแรกเริ่ม
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บ่วงร้อยรัดของเจ้าจะคลายลง
แก่นของจิตนั้นคล้ายดังความว่าง
ด้วยเหตุนี้ จึงหามีสิ่งใดอยู่นอกปริมณฑลของมันไม่
ปล่อยให้การเคลื่อนไหวของกายเป็นไปอย่างแท้จริง
ยุติความช่างจำนรรจา
ปล่อยให้ถ้อยวาจาของเจ้าเป็นดุจดังเสียงอุโฆษ
ไร้จิต ทว่าประจักษ์เห็นในศาสนธรรมอันสูงส่ง
อจิต คือ อะไร ?
กายนั้นเปรียบดังปล้องไผ่ ที่หามีแก่นในไม่
จิตนั้นเป็นเนื้อแท้แห่งความว่าง
ไม่มีแง่มุมใดให้ความคิดได้พักอาศัย
จงผ่อนคลายจิตของเจ้า ไม่กักขังหรือปล่อยให้ร่อนเร่
เมื่อจิตไร้ซึ่งจุดมุ่งหมาย นี่เองคือมหามุทรา
การบรรลุถึงสิ่งนี้คือการตรัสรู้อันสูงสุด
จิต เปรียบเหมือน มังกรที่ดุร้าย ต้องหาวิธีการเลี้ยงดู
ธรรมชาติจิตนั้นสว่างไสว ปราศจากซึ่งธรรมารมณ์
เจ้าจะพบมรรคาของพระพุทธองค์
เมื่อปราศจากหนทางแห่งสมาธิภาวนา
โดยการภาวนาในอภาวนา เจ้าจะบรรลุถึงมหาโพธิ
นี่คือราชันย์แห่งสัมมาทิฏฐิ – ที่ไปพ้นการยึดติดและครอบครอง
นี่คือราชันย์แห่งสัมมาสมาธิ – ที่ปราศจากจิตใจอันสับสนฟุ้งซ่าน
นี่คือราชันย์แห่งสัมมากัมมันตะ – ที่ปราศจากความพยายาม
เมื่อไร้สิ้นซึ่งความกลัวและความหวัง เจ้าย่อมบรรลุถึงวิโมกษ์
ออกจากพิธีกรรมพื้นฐาน สู่ชีวิตธรรมดา ภาวนาในการไม่ภาวนา
ธรรมธาตุนั้นปราศจากอนุสัยและสิ่งมัวหมอง
จงผ่อนพักจิตใจสภาวะแรกเริ่ม
อันไม่มีการแบ่งแยกระหว่างสมาธิภาวะและหลังจากนั้น
เมื่อความรู้สึกนึกคิดได้ทำให้ธรรมแห่งดวงจิตอ่อนล้า
เราจะได้บรรลุถึงราชันย์แห่งญาณทัสนะ
เป็นอิสระจากขอบเขตทั้งมวล
การไร้ขอบเขตและความลึกซึ้งนั้น
เป็นองค์จักรพรรดิแห่งสัมมาสมาธิ
การตั้งมั่นในตนอย่างไร้แรงพยายามนั้น
เป็นองค์จักรพรรดิแห่งกรรม
การดำรงตนอย่างไร้ความมุ่งหวังนั้น
เป็นองค์จักรพรรดิแห่งมรรคผล
สมาธิ กรรม มรรคผล
ในยามเริ่มต้นนั้นจิตคล้ายดังแม่น้ำคลั่ง
ในยามกลางคล้ายตัวแม่น้ำคงคาที่ไหลเรื่อย
ในยามปลายกลับราบเรียบเป็นหนึ่ง
คล้ายดังการสวมกอดระหว่างมารดากับบุตร
ตัวชี้วัดการพัฒนา จิตวิวัฒน์
ผู้เลื่อมใสในตันตระ ในปรัชญาปารมิตา
ในพระวินัย พระสูตร และในศาสนมรรคทั้งหลาย
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ โดยการเชื่อถือแต่ในตัวคัมภีร์และหลักปรัชญา
ย่อมไม่อาจหยั่งเห็นถึงมหามุทราอันสว่างไสวได้
ไร้จิต ไร้ความปราถนา
สงบรำงับ ดำรงอยู่ด้วยตนเอง
เปรียบประดุจกระแสน้ำ
ความสว่างไสวนั้นจะถูกบดบังได้ก็ด้วยการอุบัติขึ้นของตัณหา
ไร้จิต ไร้ความปราถนา สงบ ระวังภัยแห่งตํณหา
สมยาธิษฐานอันแท้จริงย่อมสิ้นสุดลงหากยึดมั่นในศีล
หากเจ้าทั้งมิได้ดำรงอยู่ รับรู้
หรือถอยห่างออกจากความจริงอันสูงสุด
เมื่อนั้น เจ้าจะกลายเป็นผู้ฝึกฝนที่แท้
เป็นดวงประทีปที่ขับไล่ความมืดมน
หากเจ้าปราศจากความปรารถนา
หากเจ้าไม่ดำรงตนอยู่ในความสุดขั้วใด ๆ
เจ้าจะแลเห็นสภาวธรรมจากคำสอนทั้งมวล
ภัยแห่งความปราถนา ภัยแห่งความอยาก
หากเจ้าแน่วแน่อยู่ในความเพียรนี้
เจ้าจะเป็นอิสระหลุดพ้นจากวัฏสงสารนี้ได้
หากเจ้าตั้งมั่นดังนี้
เจ้าจะแผดเผาม่านหมอกแห่งอกุศลกรรมให้สลายไป
ด้วยเหตุนี้ เจ้าจึงได้รับฉายาว่าเป็นดัง
“ประทีปสว่างไสวแห่งพระคำสอน”
แม้กระทั่งชนผู้ขลาดเขลา
ที่ไม่ได้อุทิศตนให้กับหลักธรรมคำสอนนี้
ก็อาจได้รับการช่วยเหลือจากเจ้ามิให้จมดิ่งลงไปในสังสารวัฏ
น่าเศร้ายิ่งที่สรรพสัตว์จะต้องทนทุกขเวทนาอยู่ในภูมิอันต่ำช้า
ผู้ที่ต้องการปลดปล่อยตนเองจากความทุกข์
จะต้องแสวงหาซึ่งคุรุผู้ทรงคุณ
ด้วยแรงอธิษฐาน จิตของผู้นั้นจะได้รับการปลดปล่อย
หากเจ้าแสวงหากรรมมุทรา เมื่อนั้นปรีชาญาณแห่ง
การประสานรวมของปิติและสุญญตาจะอุบัติขึ้น
การผสานรวมกันระหว่างอุบายและวิชชาจะนำมาซึ่งอานิสงส์
จงชักนำมันลงมาเพื่อก่อเกิดมณฑล
ให้สถิตอยู่ ณ จักรและแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ปิติ + สุญญตา อุบาย + วิชชา
เมื่อปราศจากความปราถนามาข้องเกี่ยว
การผสานรวมกันของปิติและสุญญตาจะอุบัติขึ้น
ถึงซึ่งความเป็นผู้มีอายุยืนยาว ปราศจากผมหงอกขาว
เจ้าจะเต็มเปี่ยมดังดวงจันทร์
ทรงประภารัศมี อีกทั้งพละก็หาใดเปรียบมิได้
เจ้าจะบรรลุถึงสิทธิอำนาจโดยพลัน
และจะโคจรไปสู่ความเป็นมหาสิทธา
ขอให้คำสอนแห่งมหามุทรานี้
คงอยู่ในใจของสรรพสัตว์ผู้เปี่ยมโชค
คัดมาจากหนังสือ “The myth of freedom and the way of meditation” ของท่านเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช แปลโดย อนุสรณ์ ติปยานนท์
สวัสดีครับอาจารย์ "ค้นธรรมอยู่กับกาย ค้นใจอยู่กับธรรม" "ผีเสื้อน้อยค่อยบินไปเสพดอกไม้ดอกนั้นดอกนี้และดอกโน้น เราก็เช่นกันต่างก็หาเสพธรรมแต่ละแห่งเป็นที่สมอุราจนกว่าจะถึงธรรม"
ดอกนี้ซึ้งนักจะกลับมาเสพอีก เคารพ
ขอบพระคุณมากนะคะที่นำหลักธรรมมาให้ได้ศึกษา