เมื่อมองภูมิปัญญาของพุทธศาสนา...

หยดน้ำตา..?

รอยประวัติศาสตร์โลกพุทธศาสนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในภาพเพียงผ่านเข้ามาในความทรงจำบางมุมอาจจะเห็นผิดก็ได้นะที่ว่า...ดินแดนที่อยู่ระหว่างอินเดียกับจีนนั้น เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียกว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ( South  East  Asia ) กลุ่มพ่อค้าเดินเรือโบราณอ้างถึงดินแดนแถบนี้ว่า...สุวรรณทวีป ( Suvarnadavipa ) หรือ แหลมทอง , เกาะทอง (  Golden  Island  )

        ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 7 ปโตเลมี ( Ptolemy ) กล่าวทำนองว่า...เคยมีนักเดินเรือชาวโรมันแต่น้อยมากเดินเรือผ่านสุวรรณทวีป

     สุวรรณทวีปนี้ตั้งอยู่ในเขตร้อน  ชื้นสูง  มีลมมรสุมตามฤดูกาล  มีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ให้ความสำคัญระบบเครือญาติ  ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาเฉพาะบุคคล  ให้ความสำคัญระบบอาวุโส  ให้ความสำคัญกับศาสนาและให้เสรีภาพทางสังคมแก่ผู้หญิง

        ในราว 5 พันปีมาแล้ว ในแถบนี้เคยมีคนมาอาศัยอยู่ก่อนที่ชนชาติมองโกลอย์จะขยายเข้ามา  และอาณาจักรฟูนันถือว่าเก่าแก่ที่สุดในแถบนี้มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 8  เชื่อว่ามีศูนย์กลางอยู่ปากแม่น้ำโขงชื่อว่าเมืองออกแก้วเป็นเมืองท่าโบราณหรือ  เมืองนี้อาจเป็นที่พักเรือที่พักสินค้าระหว่างเมืองอินเดียกับจีนด้วย

        อาณาจักรตามพรลิงค์ก็ปรากฏตัวขึ้นกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์เดินเรือเชื่อมตะวันออกกับตะวันตกในช่วงฟูนันกำลังรุ่งโรจน์  ตามพรลิงค์เริ่มโดดเด่นในพุทธศตวรรษที่ 11-16 มีศูนย์กลางอยู่ที่นครศรีธรรมราช ผู้คนนับถือศาสนาพราหมณ์  นิกายไศว 

 ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ 17-19 ตามพรลิงค์ปกครองรัฐในระบบ 12 เมืองนักษัตร ผู้คนหันมานับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์

        ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 ตามพรลิงค์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยามมีศูนย์กลางอำนาจเต็มรูปแบบที่อยุธยา 

        เมื่อมองไปรอบ ๆ ในราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 19  อาณาจักรต่าง ๆ ได้สร้างโบราณสถานใหญ่โตเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจ  อย่างราชวงศ์ไศยเลนทร์ ในราวปี พ.ศ. 1303-1373 ( มาจากนามพระศิวะ ) ได้สร้างสถูปบรมพุทโธ ที่เกาะชะวา ( ปัจจุบันอยู่ประเทศอินโดนีเซีย )

        ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นช่วงที่อาณาจักรขอมอ่อนอำนาจลงก็เริ่มมีการขยายอำนาจของชนชาติสยามเข้ามายึดลุ่มน้ำเจ้าพระยา พระมหากษัตริย์ที่โด่งดังชื่อพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระองค์ได้นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ และศาสนาพุทธเป็นฐานการปกครองของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์

        ในราว พ.ศ. 1893 ( 660 ปีมาแล้ว ) ชาชาติสยามได้ตั้งอาณาจักรอยุธยาขึ้น มาได้ 417 ปี ในปี พ. ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาก็แตกพ่ายแก่พม่า  แต่ในปีเดียวกันนั้น พระเจ้าตากสินมหาราชก็กอบกู้เอกราชคืนมาได้ พร้อมตั้งกรุงธนบุรีสืบต่อมาได้ 15 ปี ก็ล่มสลาย

        รัชกาลที่ 1 ก็ทรงตั้งกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 2325 ( 228 ปีล่วงมาแล้ว ) ที่กรุงเทพ ฯ ผ่านปากเหยี่ยวแห่งการล่าอาณานิคมมาได้หวุดหวิด

        ย้อนมองรัฐสยามที่พัฒนาขึ้นมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้  ล้วนได้รับอิทธิพลจากอินเดียและจีน  มีศาสนาพราหมณ์และพุทธเป็นฐานการปกครองของกษัตริย์ให้โดดเด่น และกษัตริย์ทรงเป็นผู้นำการสร้างศาสนสถาน

        ศาสนาพราหมณ์และพุทธเป็นเงาของกันและกันเข้ามาในชุมชนโบราณแถบนี้ราวพุทธสตวรรษที่ 2 เป็นต้นมาและขยายอิทธิพลไปกว้างไกลในราวพุทธศตวรรษที่ 9-10  มองดูตามพรลิงค์ก็มีพระพุทธสาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ตั้งมั่นที่เมืองนครศรีธรรมราช คู่กับพุทธสาสนาฝ่ายมหายานตั้งมั่นที่เมืองไชยา

        ส่วนศาสนาของจีนขยายเข้าเวียดนามแล้วอ่อนแอลง  มองศาสนาอิสลามเกิดในประเทศซาอุดิอารเบียในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 12  ได้เข้ามาโดดเด่นตามเกาะแก่งต่าง ๆ ในแถบนี้ราวพุทธศตวรรษที่ 18  ส่วนมากเป็นนิกายสุหนี่

  มองศาสนาคริสต์เกิดในดินแดนปาเลสไตน์ราวพุทธศตวรรษที่ 6 ได้เข้ามาโดดเด่นในแถบนี้แห่งแรกที่หมู่เกาะฟิลิปปินส์  เป็นนิกายคาธอลิก เผยแผ่ศาสนานี้โดยคนสายสเปนที่เข้ามายึดครองหมู่เกาะดังกล่าวราวพุทธศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา

        อิทธิพลอินเดียกับจีนในแถบนี้มีมาก  อินเดียพูดจีนเขียน ไทยเรานำมาใช้  ด้วยศาสนาเป็นพลังผลักดันการพัฒนาแถบนี้  ศาสนาเป็นตัวเชื่อมโยงให้ชาวโลกสัมพันธ์กัน 

เมื่อมองภูมิปัญญาของพุทธศาสนาที่เรืองรองมาจนถึงปัจจุบันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว 

ชวนให้คิดว่า...ใบหน้าของโลกมีดวงตาอินเดียและดวงตาจีน  เมื่อพระพุทธศาสนาเถรวาทในอินเดียถูกภัยคุกคามร้องไห้กลายเป็นหยดน้ำตาคือเกาะศรีลังกานับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นศาสนาประจำชาติ  เมื่อพระพุทธศาสนามหายานในจีนถูกภัยคุกคามร้องไห้กลายเป็นหยดน้ำตาคือเกาะไต้หวัน

 

จมูกคือกลุ่มเวียดนามเขมรไทยพม่า  ตรงรูจมูกคือปากแม่น้ำเจ้าพระยา  ไทยคือรูจมูกหายใจแห่งพระพุทธศาสนาเถรวาท  ตรงปากคือตามพรลิงค์มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช 

จุดเด่นชาวพุทธทางเมืองใต้ต้องใช้ปากเป็นธรรมมาวุธ โดยฝึกฝนอาวุธทางปัญญาอย่างนักปราชญ์แม้ในสมัยปู่ครูลุกจากเมืองนครศรีธรรมราชไปสอนพุทธธรรมยังเมืองสุโขทัยโดยใช้ปากเป็นเอก...

และสืบต่อมาก็มีอย่างท่านพุทธทาสภิกขุ และท่านปัญญานันทะภิกขุเพื่อยังหยดน้ำตาแห่งพุทธธรรมไหลลงสู่กระแสธารจิตใจของสัตว์โลกให้ทำดี  ละชั่วและทำจิตใจให้สะอาดผ่องใสอยู่เสมอนั้นแล.