ในระหว่างวันที่ 18 – 19 มิ.ย. 53 ผมกับทีมงานเรียนรู้กว่า 10 ชีวิตได้ไปร่วมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่อง “ความสุขมวลรวมชุมชนท้องถิ่น” ครับ คนทั่วไปอาจจะเคยได้รับรู้แนวคิดความสุขมวลรวมประชาชาติหรือ จีเอนเอช(Gross National Happiness : GNH) นั่นเป็นการวัดความสุขทั้งมวลของคนทั้งชาติ ที่ประเทศภูฏาน ถือว่าเป็นต้นตำหรับสำหรับแนวคิดนี้เลยทีเดียว จึงทำให้ภูฏานมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก แต่เวทีครั้งนี้เป็นเวทีการเรียนรู้เรื่องความสุขมวลรวมระดับชุมชนท้องถิ่น (The Gross Local Community Happiness หรือGLCH) ครับ เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในลักษณะการเรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติผ่านกระบวนการจัดการความรู้โดยกลุ่มนักปฏิบัติการด้านการจัดการความรู้ (COP) ของจนท.ในองค์กรร่วมกับขบวนชุมชนในพื้นที่ครับ ทั้งนี้การเรียนรู้ครั้งนี้เป็นการถอดบทเรียนจาก “การจัดทำเป้าหมายและตัวชี้วัดความสุขมวลรวมชุมชน” ของกรณีศึกษา ต.บ้านเลือก อ.โพธาราม จ.ราชบุรี และการเดินทางไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพื้นที่ 2 ตำบล คือ ต.คลองตัน อ.บ้านแพร้ว จ.สมุทรสาคร และ ต.บ้านหาด อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรีครับ
เราไปที่คลองตันก่อนครับ คลองตันเป็นตำบลที่มีคลองเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนาน และเป็นพื้นที่ที่มีคลองแห่งวัฒนธรรม ที่ชื่อว่า“คลองดำเนินสะดวก” โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ขุดเชื่อมระหว่าง แม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำแม่กลอง เป็นคลองที่ใช้คนขุด มีความยาวถึง ๓๒ กิโลเมตร ซึ่งเมื่อครบทุกระยะจะมีเสาหินปักเป็นหลักเขตมี แปดหลักโดยหลักที่หนึ่งเป็นพื้นที่ของสองตำบลคือตำบลคลองตันและตำบลสวนส้มซึ่ง อยู่ที่ประตูน้ำบางยางครับ แม้จะชื่อคลองตันก็จริงนะครับ แต่ที่กลับมีคลองเชื่อมโยงทะลุปุโป่งเชื่อมร้อยไหลผ่านหมู่บ้านทั้งตำบลคลองตัน จำนวนถึง 25 คลอง ผู้คนที่นี่ประกอบอาชีพการเกษตร ทำนาและปลูกผลไม้ที่หลากหลาย ผลไม้ที่นี่ขึ้นชื่อในรสชาติที่หอมหวานเป็นสุดยอด และที่นี่จัดได้ว่าเป็นพื้นที่ตำบลที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงามเป็นหนึ่งทั้งลำคลองสวย/น้ำใส ถนนสวยงาม มีต้นหมากรากไม้เขียวขจี อุดมสมบูรณ์
ชาวตำบลคลองตัน มีของดีที่คนทั่วไปเป็นที่รู้จัก คือ มีพระที่เป็นที่เคารพของคนหลายตำบล ได้แก่ หลวงพ่อยิ้ม วัดคลองตันราษฎรบำรุง นอกจากนั้นยังมี การรวบรวมศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่ของชุมชน ศูนย์สภาวัฒนธรรมตำบลคลองตันเกษตรพัฒนา
ในด้านประเพณีสำคัญ ก็ได้แก่การสืบสานวัฒนธรรมประเพณี “สงกรานต์” ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจะจัดขึ้นในทุกวันที่ 16 เมษายน ของทุกปี ซึ่งวันสงกรานต์ของที่นี่ จะเป็นวันที่รวมญาติของคนในตำบล ว่ากันว่าสงกรานต์ที่นี่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้สงกรานต์พระประแดงก็แล้วกัน
สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองตัน ได้รับการเรียนรู้และประสบการณ์ “การจัดทำเป้าหมายและตัวชี้วัดความสุขมวลรวม”จากการได้ฟังแนวคิดนี้จากท่าน อ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เมื่อครั้งที่ท่านลงเยี่ยมสภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านเลือก อ.โพธาราม จ.ราชบุรี และหลังจากนั้นแกนนำตำบลคลองตันยังไปร่วมกระบวนการเรียนรู้เรื่องนี้ที่ ต.บ้านเลือกอีก 2 ครั้ง กลับจากเวทีการเรียนรู้ที่ตำบลบ้านเลือก สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองตัน เห็นความสำคัญในแนวทาง “การจัดทำเป้าหมายและตัวชี้วัดความสุขมวลรวม” จึงเป็นฝ่ายรุกประสานงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และตัวแทนกลุ่มคนในตำบล ได้เข้ามาร่วมปรึกษาหารือที่จะบูรณาการงานพัฒนาในตำบล เนื่องจากเห็นว่า การทำกิจกรรมของกลุ่มองค์กรต่างๆ ยังทำไปตามงบประมาณที่มีหรือตามที่หน่วยงานสนับสนุนกำหนดเท่านั้น ซึ่งทำให้ต่างคนต่างทำ และเกิดความซ้ำซ้อน
ผลจากการหารือกันสามฝ่าย คือ ท้องถิ่น ท้องที่และสภาองค์กรชุมชน ก็ได้เห็นชอบให้มีการจัดทำเป้าหมาย และตัวชี้วัดการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นที่เป็นเป้าหมายร่วมของคนทั้งตำบล โดยการจัดทำเรื่องนี้ ชาวตำบลได้เรียนเชิญนายอำเภอ มาร่วมงาน และเชิญผู้เชี่ยวชาญภายนอก มาช่วยสร้างความเข้าใจ และลงมือจัดทำเป้าหมายและตัวชี้วัดความสุขของชาวตำบลด้วยกัน
จากกระบวนการจัดทำ เป้าหมายและตัวชี้วัดความสุขซึ่งเริ่มจากการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนคนคลองตัน ทำให้ชาวชุมชนมองเห็นโอกาสและต้นทุนของตนเองรอบด้านขึ้น และได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง พร้อมตัวชี้วัดความก้าวหน้าหรือตัวชี้วัดความสุข ร่วมกันได้ 3 เป้าหมายก่อน แต่ต่อมา สภาองค์กรชุมชนตำบลและ อปท. ก็ได้ร่วมกันเพิ่มเป้าหมาย ตัวชี้วัดขึ้นมาอีก 2 เรื่อง จนสามารถสรุปในปัจจุบันได้ 5 เป้าหมาย
ครับตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 มีเจตนารมณ์สำคัญในการส่งเสริมให้ชุมชน ซึ่งเป็นสังคมรากฐานมีความเข้มแข็ง สามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นตามความหลากหลายของวิถีชีวิต วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถิ่น และเข้ามา มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น
อ.อเนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้เสนอว่า ควรสนับสนุนการสร้างชุมชน ให้เป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างประชาธิปไตยในระดับชาติให้ยั่งยืนขึ้นมาด้วยสภาองค์กรชุมชน คือต้องสนับสนุนให้สภาองค์กรชุมชนมีบทบาทในการสร้างประชาชนไทย ที่มีจิตสาธารณะมากขึ้น โดยใช้แนวคิดประชาธิปไตยที่ประชาชนปกครองตนเอง(self – government democracy) มาช่วยชี้นำ กำกับ การขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนเพื่อให้สภาองค์กรชุมชนได้มีบทบาทฝึกชาวบ้านให้มีความภาคภูมิใจในตนเอง ทำให้เขาตระหนักว่าตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาให้ชุมชน และแก้ไขปัญหาให้บ้านเมืองได้ ดังนั้นสภาองค์กรชุมชน จึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง สามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ การสร้างระบบประชาธิปไตย และระบบธรรมาภิบาล ด้วยการเอื้ออำนวยให้ขบวนชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาตนเองตามความหลากหลายของวิถีชีวิตวัฒนธรรมภูมิปัญญาที่มีอยู่ในชุมชนท้องถิ่น กำหนดแผนพัฒนาท้องถิ่น แผนการพัฒนาจังหวัด และแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ ในระดับประเทศ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการติดตามการทำงานของหน่วยงานภาครัฐในทุกระดับ
การที่สภาองค์กรชุมชนตำบลจะสามารถดำเนินงานตามภารกิจสำคัญดังกล่าวได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการหนุนเสริมให้สภาองค์กรชุมชนตำบลได้จะต้องมือชุดเครื่องมือการพัฒนาเพื่อการปรับเปลี่ยนบทบาทให้เป็นผู้รับภารกิจ “การเอื้ออำนวยกระบวนการ”งานพัฒนา ในลักษณะของการ “วิเคราะห์ชุมชนท้องถิ่น การจัดทำเป้าหมายการพัฒนา การจัดวางยุทธศาสตร์ การจัดทำตัวชี้วัดการพัฒนา การจัดทำแผนงาน การกำกับแผนงานและการติดตามสนับสนุน” ซึ่งกระบวนการโดยรวมเหล่านี้สามารถเรียกรวมกันว่า “การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดความสุขมวลรวมชุมชนท้องถิ่น”นั่นเอง
ตามกระบวนการ“การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดความสุขมวลรวมชุมชนท้องถิ่น”ดังกล่าว สภาองค์กรชุมชนตำบล จึงเป็นกลไกในการช่วยอำนวยการ(Facilitator)ให้เกิดความร่วมมือผนึกพลังจากทุกภาคส่วนในท้องถิ่นทั้งขบวนองค์กรชุมชนในตำบล อปท. ท้องที่(กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน)สถาบันสำคัญในชุมชนท้องถิ่น(วัด โรงเรียน สถานีอนามัย ฯลฯ)ภาคประชาสังคมและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องร่วมกัน จัดกระบวนการ“การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดความสุขมวลรวมชุมชนท้องถิ่น” และเน้นการเสริมบทบาทองค์กรชุมชนหรือเครือข่ายองค์กรชุมชนทั้งหลายที่มีอยู่ในชุมชนท้องถิ่นให้มีทักษะความสามารถและให้มีพลังอำนาจ(Empowerment) ในการเป็นผู้ดำเนินการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นตนเองผ่านกิจกรรมโครงการต่างๆอย่างมีคุณภาพและรอบด้าน โดยให้สอดคล้องกับเป้าหมายและตัวชี้วัดการพัฒนาที่ได้กำหนดร่วมกัน ทั้งนี้ภายใต้การให้การสนับสนุนอย่างสอดคล้องเหมาะสมของภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในเรื่องการจัดทำเป้าหมายและตัวชี้วัดความสุขมวลรวมชุมชนท้องถิ่น
ภายหลังจากการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับขบวนชุมชน เราได้มาสรุปบทเรียนกันต่อ ที่ริมหาดรีสอร์ท หาดเจ้าสำราญ เพชรบุรีครับ นี่คือเสียงสะท้อนจากการได้เรียนรู้จากชุมชนครับ
- การจัดทำเป้าหมายและตัวชี้วัดทำให้ชุมชนมีความเข้าใจตนเองมากขึ้น มองว่าชุมชนเป็นคนกำหนดเอง วัดความก้าวหน้าด้วยตนเอง โดยไม่มองว่า จะคิดงานเพื่อมาตอบสนองงบประมาณของ องค์กรส่งเสริมงานพัฒนาเท่านั้น
- เห็นชาวบ้านทำการจัดทำเป้าหมายและตัวชี้วัดได้ด้วยตนเองแล้ว ทำให้รู้สึกสนุกกับคนในชุมชนด้วย เพราะเห็นความก้าวหน้าของงานที่วัดได้ เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม
- หลักการสำคัญเป้าหมายและตัวชี้วัดความสุขของแต่ละตำบลที่ทำ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ละตำบลก็มีเอกลักษณ์ของตนเอง แต่กระบวนการจัดทำอาจคล้ายๆกันและเรียนรู้กันได้
- ตัวชี้วัดที่องค์กรส่งเสริมงานพัฒนากำหนดมา ควรจะสัมพันธ์กับตัวชี้วัดที่กำหนดมาจากชาวบ้านเอง ไม่ใช่เรากำหนดแล้วไปใส่ชาวบ้าน ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นทิศทางในอนาคต
- สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ โดยทั่วไปแล้วเราทำงานเพื่อตอบตัวชี้วัดขององค์กรเรา แต่เรายังทำไม่ลึกถึงการสนับสนุนขบวนชุมชนระดับตำบล ที่จะให้คนในตำบลทำเป้าหมาย และตัวชี้วัดของเขาเองขึ้นมา
- บางทีเรื่องนี้ เราควรทำเป็นนโยบายที่จะทำให้เรื่องนี้ เป็นเรื่องจริง ด้วยความร่วมมือกันใน องค์กรจากทุกภาคส่วน ไม่เช่นนั้น เรื่องนี้จะกลายเป็นงานใหม่ หรือเป็นโครงการใหม่อีกงาน
- เรื่องนี้น่าสนใจ ถือว่าเป็นนวัตกรรมที่สนับสนุนงานในพื้นที่ แต่แรกๆก็งงเพราะคนตรงกลางลงมาทำ ซึ่งงานในพื้นที่ก็มากอยู่แล้ว คิดว่าคงเอางานใหม่ ลงมาอีก จะเป็นเพิ่มภาระให้เรารึเปล่า ? ด้วยตอนแรกคิดว่าเรื่องตัวชี้วัด เป็นงานใหม่ที่จะเอามาใส่ให้ชาวบ้าน ? อีกแล้ว เมื่อเข้าใจว่า ไม่ใช่ใส่ตัวชี้วัดมาให้ชาวบ้านแต่เป็นนวัตกรรมที่สนับสนุนงานในพื้นที่ จึงคิดว่า ต้องสร้างความเข้าใจกับ ปก. ในพื้นที่ หากคนเราในพื้นที่ถ้าไม่รู้ จะเคลื่อนต่อไม่ได้ ปก. คือทหารแถวหน้า ที่ต้องเข้าใจ สื่อสาร ตรงกัน
- ที่ผ่านมาองค์กรยังไม่ได้ให้น้ำหนักกับเรื่องเครื่องมือสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ วิธีการส่งเสริมเหล่านี้ เราปล่อยให้เจ้าหน้าที่หากินกันเอง
- เราควรใช้สถานการณ์งานปฏิรูปองค์กร และปฏิรูปสังคมไทย เป็นเวทีเปิดให้เรื่องนี้ ให้ทุกฝ่ายเข้าใจ และฝ่ายนโยบายต้องเปิดพื้นที่ทางนโยบายให้ท้องถิ่น ท้องที่ เข้ามาร่วมทำแต่แรก การจะเคลื่อนงานเรื่องนี้ ต้องรู้ว่า ส่วนไหนใครจะทำเป็นหลัก
- สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ เป็นการมาช่วยจัดระบบงานที่ชุมชนทำอยู่ ให้สิ่งที่ชุมชนทำเป็นพลังที่ทุกฝ่ายได้เข้ามาร่วมจัดการด้วยตนเอง
- ถ้าตราบใดที่งานตัวชี้วัด ในองค์กรเรายัง คิดแยกส่วนลงมา เราก็จะฉีกชาวบ้านเป็นท่อนๆอีก สุดท้ายเป็นการแยกชาวบ้านเอง
นี่คือทัศนะส่วนหนึ่งจากผู้ได้เข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ว่าแต่ละท่านเรียนรู้เรื่องอะไรสนใจจะนำไปประยุกต์ใช้สนับสนุนขบวนชุมชนกันอย่างไรบ้าง?
- คุณเฒ่า_ ทองใบ สิงห์สีทา บอกว่า “น่าสนใจที่ในเวทีพูดคุยชาวบ้านส่วนใหญ่พูดคุยความยุติธรรม” แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาการพัฒนายังมีความเลื่อมล้ำไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่รึเปล่า การทำเป็นหมายและตัวชี้วัดความสุขชุมชน ทำให้คนเห็นถึงความยุติธรรมมากขึ้นและทุกคนสามารถมีสิทธิมีเสียงในการกำหนดทิศทางการพัฒนาท้องถิ่น ถือว่าเป็นเรื่องน่าสนใจ
- คุณเดือน _ดวงเดือน พร้าวตะคุ เห็นว่าได้มองเห็นมิติการพัฒนาที่ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการลุกขึ้นมาเป็นแกนหลักในการพัฒนาท้องถิ่น สนับสนุนความเชื่อว่ามิติการพัฒนาการเชื่อมโยงคนทุกระดับสตรีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง
- คุณสุเทพ ทองจีน ให้ความคิดเห็นน่าสนใจว่า บทบาทการพัฒนาที่เห็นคนหนุ่มสาวมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานที่หลากหลายและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- คุณหมี_กมล ปุยยรุน ให้ความคิดเห็นว่า กระบวนนี้เป็นการสร้างประชาธิปไตยชุมชนเรื่องการเคารพเสียงส่วนน้อย แต่มองภาพใหญ่ที่กุมทิศทางการพัฒนาที่เป็นเรื่องร่วมอย่างรอบด้านเห็นว่า คลองตันได้สร้างประชาธิปไตยฐานรากได้อย่างดีเยี่ยม บนฐานวัฒนธรรมท้องถิ่น
- คุณจารุวรรณ กสิพูล ตั้งใจว่านำไปใช้ในการจัดกระบวนการจังหวัดชัยนาทที่ตนเองรับผิดชอบเต็มที่ และเห็นภาพการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ เกิดจากความร่วมไม้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนในท้องถิ่น
- คุณนารี วงศ์มานะกุล ได้สะท้อนถึงการทำงานเชิงพื้นที่ที่การใช้ข้อมูลการวิเคราะห์ศักยภาพการพัฒนาพื้นที่ในการพัฒนา ที่มีความแตกต่างในบริบทพื้นที่ มีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งคลองตันได้ให้ภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นในการทำงานของเจ้าหน้าที่พื้นที่
ครับการเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือการอภิวัฒน์สังคม เมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้น ในบาทก้าวแรกเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชั้นบนอย่างเดียว และบาทก้าวต่อมาที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐาน คือ ระบบเศรษฐกิจ โดยวิธีการสหกรณ์ตามเค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดี ฯ (แต่ท่านเน้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างส่วนบนในระดับชาติ) หากแต่ว่าภารกิจการสร้างประชาธิปไตยและการสร้างความสมบูรณ์พูนสุขให้แก่ราษฎรในยุคสมัยนั้น แทบไม่มีโอกาสเป็นจริงได้เลย เพียงไม่กี่ปีคณะราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนภาคประชาชนก็ถูกช่วงชิงอำนาจไป เค้าโครงเศรษฐกิจถูกฉีกทิ้ง ภารกิจการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ จึงยังคงค้างคา รอการสืบสานปณิธานดังกล่าว
หากแต่การอภิวัฒน์สังคมในยุคต่อไป ซึ่งจะครบรอบ 40 ปี ในปี 2555 ที่หมอประเวศบอกว่า เป็นยุคการอภิวัฒน์โดยชุมชน หรือ ชุมชนาภิวัฒน์ ส่วน อ.ไพบูลย์บอกว่า เป็นยุคของการปฏิรูปประเทศไทยด้วยการจัดการตัวเองอย่างมีคุณภาพและรอบด้าน ของขบวนชุมชนท้องถิ่นนั้น(เน้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากฐานราก) ผมเห็นว่าการอภิวัฒน์สังคมในยุคนี้ ในครั้งนี้ น่าจะเป็นการอภิวัฒน์ของคนทั้งมวล เป็นไปเพื่อความสุขของคนทั้งมวล เครื่องมือ “การจัดทำเป้าหมายตัวชี้วัดความสุขมวลรวมชุมชนท้องถิ่น”น่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญเครื่องมือหนึ่งที่จะเอื้ออำนวยให้เกิด “การอภิวัฒน์โดยชุมชน” ด้วยการปฏิรูปการจัดการตัวเองของชุมชนท้องถิ่นให้เกิดขึ้นได้ในความเป็นจริงครับ
สวัสดีครับ อ.ขจิต
ตามมาอ่านด้วยคนค่ะ หลังจากกลับมาจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกลุ่ม cop ภาคใต้แล้วก้ตั้งใจจะเพิ่มบันทึกอยู่เหมือนกันคะ อยากแชร์ภาพบรรยากาศสวยๆ บนเกาะยอ (สถาบันทักษิณคดีศึกษา )ที่ได้เตรียมไว้ต้อนรับเพื่อน ๆจากภาคอื่น ๆแต่เอาเข้าจริงเพื่อนๆไปได้น้อย น่าเสียดายจัง และจะตามมาอ่านยกร่างของกลุ่มนี้ด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะ
กลับมาแล้วนะคะหลังจากที่หายหน้าหายตาไปหลายวันค่ะ....วันนี้เลยมาแอบเรียนรู้ไปด้วยค่ะ...
สวัสดีค่ะท่านเทพฯ เดินทางปลอดภัย มีความสุขกับการใช้จ่ายเวลาในครอบครัวนะคะ ส่งความระลึกถึงค่ะ
สวัสดีค่ะท่านเทพฯ มีความสุขกับการสำรวจเวียงนะคะ เดินทางปลอดภัย จะรอเก็บตกภาพบรรยากาศค่ะ ;)
*** สุขสันต์วันลอยกระทงนะคะ...คุณสุเทพ! ***

ขอบคุณครับคุณบุษรา
และคุณครูK.Pually
สวัสดีค่ะท่านเทพฯ
ดีจังเลยนะคะได้ไปลอยกระทงที่คลองลำพังพวย เมื่อก่อนช่วงพักแถวสุขา ๒ มักไปเดินเล่นตรงสวนสาธารณะฯ บ่อยๆ ค่ะ บรรยากาศคงงดงาม รอชมนะคะ สุขสันต์กับการงานค่ะ
สวัสดีครับคุณปู