จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์กล่าวได้ว่าในยุคพุทธกาลและหลังพุทธกาล 300 ปี ไม่ปรากฏว่ามีสร้างรูปมนุษย์ของพระพุทธองค์ แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุตรงกันว่าการสร้างพระพุทธรูปในชั้นแรก ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของช่างชาวกรีก กล่าวคือเมื่อครั้งพระเจ้า อเล็กซานเดอร์กษัตริย์แห่งอาณาจักรเมสิโดเนีย ยกทัพไปตีอินเดียเมื่อประมาณ พ.ศ.217 และได้รับชัยชนะจึงทรงแต่งตั้งขุนพลชาวกรีกดูแลรักษาอาณาจักรต่างๆนั้น รวมถึงแคว้นคันธารราษฎร์ซึ่งเป็นดินแดนที่พระเจ้าอโศกมหาราช ได้ทรงส่งคณะพระสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา และมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นสืบมา ปัจจุบันเป็นดินแดนอันเป็นที่ตั้งของประเทศปากีสถานและอัฟกานิสถาน ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย[1]
ในสมัยหลังพุทธกาลประมาณ 300-400 ปี (บ้างว่า 600-700 ปี) มีการสร้างพระพุทธรูปที่เป็นรูปมนุษย์ครั้งแรก ในสมัยของพระเจ้ามิลินท์กษัตริย์เชื้อสายกรีกโยนก ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์ และนักรบ รวมทั้งทรงเชี่ยวชาญในงานสถาปัตยกรรมและประติมากรรม โดยเฉพาะศิลปะเหมือนจริงตามแบบศิลปะกรีกโรมัน (Hellenic) ถูกนำเข้ามาในสังคมอินเดียเป็นจำนวนมากในรัชสมัยของพระองค์[2] ทรงมีพระราชอำนาจเหนือดินแดนแคว้นคันธารราษฎร์ตลอดถึงแคว้นปัญจาบของอินเดีย เนื่องจากทรงมีพระราชศรัทธาพระพุทธศาสนาอย่างมาก ดังปรากฏในมิลินทปัญหา 263 ข้อ และที่สำคัญทรงมีแนวคิดสร้างพระพุทธรูปเพื่อบูชาสักการะ จากที่เคยชินกับการบูชาเทวรูปของเทพเจ้ากรีกทั้งหลาย พระพุทธรูปจึงได้บังเกิดขึ้น ณ แคว้นคันธารราษฎร์ อันเป็นดินแดนที่มีนครตักศิลาเป็นราชธานีและมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดด้วยศิลปะและวิทยาการต่างๆ ในสมัยพุทธกาล โดยพระพุทธรูปสร้างขึ้นเป็นเครื่องประดับเจดียสถานเป็นปฐม ณ แคว้นคันธารราษฎร์ จึงเรียกพระพุทธรูปดังกล่าวว่า“พระพุทธรูปแบบคันธาระ”[3]
ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าเมื่อครั้งที่จะประดิษฐ์พระพุทธรูปขึ้นนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จดับ ขันธปรินิพพานไปนานแล้ว ผู้ที่ได้พบเห็นก็ล้วนแต่ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว การสร้างพระพุทธรูปในเบื้องต้นจึงอาศัยเพียงตำนานบอกเล่าที่สืบกันมา เช่นลักษณะต่าง ๆ ในคัมภีร์มหาปุริสลักษณะเป็นต้น[4] ทำให้ช่างชาวกรีกหรือโยนกซึ่งเป็นผู้คิดประดิษฐ์พระพุทธรูปในยุคแรกมีความต้องการสื่อให้คนดูรู้จักพระพุทธรูปโดยง่าย จึงถือเอาเหตุที่พระพุทธองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติและเป็นสมณะโดยเพศ ทำให้พระพุทธรูปทรงครองผ้าอย่างสมณะ แต่ส่วนพระเศียรทำให้เหมือนพระเศียรอย่างกษัตริย์ แต่ลดเครื่องศิราภรณ์ออกเสีย ทำให้แตกต่างระหว่างพระพุทธรูปกับรูปปั้นอื่นๆ [5]
ภาพที่ 2.1
ภาพพระพุทธรูปแบบคันธาระ
ดังนั้นในขั้นนี้จึงพอสรุปได้ว่าการสร้างพระพุทธรูปในยุคแรกเป็นการสร้างโดยอาศัยเค้าโครงการบอกเล่าจากบันทึกและตำนานต่าง ๆ ของพุทธศาสนาเพื่อจรรโลงศรัทธาของพุทธศาสนิกชน พระพุทธรูปในยุคนี้ยังมิได้มีการแฝงแนวคิดทางปรัชญาที่ลึกซึ้งแต่อย่างใด เมื่อผู้ที่ได้พบเห็นพระพุทธรูปแล้วเกิดความพอใจจึงมีการสร้างพระพุทธรูปกันเรื่อยมา ดังจะเห็นได้จากพระพุทธรูปในช่วงเวลาดังกล่าวก็มิได้มีลักษณะแตกต่างจากบุคคลจริงมากนัก ดังที่ปรากฏในยุคสมัยที่พระเจ้ากนิษกะที่สอง แห่งราชวงศ์กุษาณะ สกุลช่างคันธาระสร้างพระพุทธรูปแบบมนุษย์ซึ่งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากชนชาติกรีก-โรมัน ทำให้พระพักตร์ของพระพุทธรูปสมัยแรกจะดูคล้ายหน้าของเทพเจ้ากรีก และมีจีวรเป็นริ้วผ้าแบบธรรมชาติอันเป็นอิทธิพลของโรมันเนื่องจากการบูรณาการทางวัฒนธรรมอันเป็นผลมาจากการที่มีการติดต่อสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับซีกโลกตะวันตก ของอารยธรรมกรีก เปอร์เซีย เมโสโปเตเมีย อียิปต์กับซีกโลกตะวันออกของชาวอารยัน ดราวิเดียน ในดินแดนชมพูทวีป รวมทั้งชนเชื้อสายมองโกลอยด์จากใจกลางทวีปเอเชีย[1]
หลังจากนั้น การสร้างพระพุทธรูปได้มีพัฒนาการแพร่หลายทั่วภูมิภาคของอินเดียและประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาโดยมีการปรับรูปแบบการสร้างตามเอกลักษณ์ทางศิลปะและวัฒนธรรมในสังคมของตน ซึ่งอาจสังเกตได้ชัดเจนที่พระพักตร์ของพระพุทธรูปที่มีความคล้ายคลึงกับใบหน้าของบุคคลในสังคมนั้น ๆ แต่ก็มิได้หมายความว่าจะละทิ้งแบบอย่างในการสร้างยุคแรกไป โดยเฉพาะคตินิยมในการนำลักษณะของมหาบุรุษบางประการมาเป็นพื้นฐานการสร้างพระพุทธรูป เช่น มีพระอุณาโลมระหว่างพระขนง มีพระเกศามาลามุ่นมวย และมีกรอบพระพักตร์รับกับพระเศียรเหมือนเศียรของกษัตริย์
ทั้งนี้ การสร้างพระพุทธรูปในยุคแรก คือ แบบคันธาระนั้น มีลักษณ์เด่นที่ลักษณะค่อนข้างไปทางเทพเจ้ากรีก ทุกอย่างมีความเหมือนจริงในลักษณะของมนุษย์[2]ส่วนพัฒนาการในช่วงเวลาต่อมาเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปตามคติความเชื่อของแต่ละสกุลช่าง โดยการสร้างพยายามผสมผสานคตินิยมในความเชื่อเข้ากับหลักธรรมทางศาสนามาจนถึงสมัยปัจจุบัน[3] ซึ่งอาจสรุปเฉพาะลักษณะเด่นของแต่ละสกุลช่างได้ ดังนี้
- สกุลช่างมถุรา ราวพุทธศตวรรษที่ 7-16 มีลักษณะเด่น คือ นิยมสร้างเป็นปางสมาธิเพชรให้มีส่วนพระอุระและพระนาภี ทำจีวรบางแนบเนื้อ ไม่มีเส้นจีบ คล้ายจีวรเปียกน้ำ คาดว่าน่าจะเป็นเพราะต้องการนำเสนอลักษณะช่วงหน้าอกของผู้มีบุญญาธิการหรือลักษณะของพระมหาบุรุษ
- สกุลช่างอมราวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 8-10 พระพุทธรูปยุคนี้ ได้มีการคิดให้มีเม็ดไรพระศกเป็นก้นหอยขึ้นเป็นครั้งแรก[4] มักครองจีวรเฉียงเป็นริ้วทั้งพระองค์ และบางครั้งพระพักตร์คล้ายประติมากรรมโรมัน[5]
- สกุลช่างคุปตะ ราวพุทธศตวรรษที่ 10-12 มีลักษณะเด่น คือ เป็นการแสดงออกชั้นสูงสุดของอุดมคติ มีการสร้างพระยืนเพื่อให้เห็นพระวรกายอันสมบูรณ์ ทำจีวรโปร่งใสแนบเนื้อ จนเห็นเส้นขอบอันตรวาสก เห็นรูปทรงองค์เอวที่แสดงถึงความสง่างามตามลักษณะมหาบุรุษลักษณะได้ครบถ้วน มีพระพักตร์สงบนิ่ง[6] มีการคิดแก้ไขลักษณะของพระพุทธรูปให้ต่างจากแบบพวกชาวกรีก โดยให้มีใบหน้าคล้ายชาวอินเดีย[7] ถือกันว่ามีความงดงามมากที่สุดในสกุลช่างต่างๆ ของอินเดีย[8]
- สกุลช่างปาละ ราวพุทธศตวรรษที่ 13-16 มีลักษณะเด่น คือ มีพระวรกายสะโอดสะอง มีความอ่อนไหวมากขึ้น จีวรแนบเนื้อยิ่งขึ้น มีพระขนง พระโอษฐ์เป็นขอบคมพระนาสิกงุ้ม พระเนตรอยู่ในลักษณะครึ่งหลับ[9]เชื่อกันว่าศิลปะของสกุลช่างนี้เผยแพร่มายังสุวรรณภูมิมากที่สุด[10]
- สกุลช่างโจฬะ ราวพุทธศตวรรษที่ 13-18 มีลักษณะเด่น คือ ได้เริ่มการเติมพระเกศเปลวลงบนเกตุดอกบัวตูม มีพระวรกายล่ำสันกลมแน่น พระอุระนูนเป็นพิเศษแสดงความกล้า หาญ บึกบึน [11] ซึ่งมีลักษณะคล้ายชาวโจฬะซึ่งเป็นเชื้อสายชาวทมิฬในตอนใต้ของอินเดีย
สำหรับพัฒนาการการสร้างพระพุทธรูปในสมัยหลังจากนี้ แต่ละที่ก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามคตินิยมและสังคมนั้น ๆ โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งได้รับอิทธิพลของพระพุทธศาสนามานับตั้งแต่พระพุทธศาสนาเริ่มเผยแพร่เข้าสู่ดินแดนสุวรรณภูมิในราวพุทธศตวรรษที่ 3 หลังจากพระเจ้าอโศกมหาราชโปรดให้มีการสังคายนา โดยมีการส่งคณะสมณทูตซึ่งมีพระโสณะและพระอุตตระเป็นหัวหน้า ซึ่งดินแดนสุวรรณภูมิที่ว่านั้น สันนิษฐานกันว่าเป็นดินแดนที่อยู่บริเวณตั้งแต่ตอนใต้ของพม่าในปัจจุบัน (ซึ่งต่อมาเป็นอาณาจักรมอญ) ตลอดมาถึงภาคกลางของประเทศไทย มีศูนย์กลางสำคัญอยู่ที่จังหวัดนครปฐมในปัจจุบัน ซึ่งมีพวกมอญและละว้าเป็นคนพื้นเมือง[12] โดยที่ในยุคนั้นยังไม่ปรากฏอาณาจักรของไทยชัดเจน จนตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา ดินแดนที่เป็นอาณาจักรไทยในปัจจุบันก็ได้เกิดอาณาจักรอาณาจักรใหญ่ ๆ ขึ้น 3 กลุ่ม ได้แก่ ทวาราวดี ศรีวิชัยและลพบุรี ต่อจากนั้นก็เกิดมีอาณาจักรเชียงแสน สุโขทัย อยุธยาและรัตนโกสินทร์[13]ตามลำดับ
ในยุดแรกคือ ทวาราวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 11-16 ซึ่งในตอนต้นตรงกับช่วงยุคทองของศิลปะสกุลช่างคุปตะ จึงได้รับอิทธิพลการสร้างพระพุทธรูปแบบคุปตะอย่างแพร่หลาย แต่ก็แบ่งออกเป็น 3 รุ่น กล่าวคือ รุ่นแรกมีลักษณะเด่นคือ สร้างด้วยหิน รุ่นกลางสร้างด้วยหิน ดินเผา ปูนปั้น สำริด ลักษณะคลี่คลายจากศิลปะคุปตะเป็นแบบพื้นเมือง รุ่นปลาย เป็นลักษณะผสมศิลปะของศรีวิชัยและอู่ทอง[14]
ภาพที่ 2.2
ภาพพระพุทธรูปสมัยทวาราวดี
หลังจากนั้นมาประติมากรรมพระพุทธรูปก็ถูกสร้างขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในยุคทองของพระพุทธศาสนาในสมัยต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปในลักษณะถ่ายทอดรูปแบบจากยุคสู่ยุคโดยมีการผสมผสานรูปลักษณ์จนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละสมัย บางสมัยก็มีความงดงามโดดเด่นจนมีอิทธิพลถึงปัจจุบัน อาทิ
สมัยสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 17-20) ซึ่งเป็นสมัยที่การสร้างพระพุทธปฏิมาตามแบบอุดมคติพัฒนาขึ้นถึงขั้นสุดยอด จนเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นและสำริดที่แสดงกระบวนแบบเด่นชัดและได้รับการยกย่องว่าเป็นประติมากรรมประเพณีแบบไทยเดิมที่งดงามที่สุดและคลาสสิกที่สุดแห่งสยามประเทศ[15] โดยเฉพาะพระพุทธชินราชซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามที่สุด และพระพุทธรูปปางลีลาที่สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยเป็นครั้งแรก[16] ทั้งสองรูปแบบนี้มีอิทธิพลถึงการสร้างในสมัยปัจจุบันอย่างมาก
ภาพที่ 2.3
ภาพพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย
นอกจากนี้แล้ว ในสมัยลพบุรี ราวพุทธศตวรรษที่ 15-18 ซึ่งเป็นสมัยที่ชนชาติขอมเรืองอำนาจ ก่อนหน้าสมัยสุโขทัย การสร้างพระพุทธรูปจึงมีลักษณะตามแบบขอมซึ่งมีรูปแบบที่เด่นชัดคือ การสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องตามคติของพระพุทธศาสนานิกายมหายานที่รุ่งเรืองในชนชาติขอมสมัยนั้น ส่วนนิกายเถรวาทนั้นก็มีพระพุทธรูปสมัยลพบุรีแต่เป็นฝีมือของช่างชาวไทยแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาและมิใช่พระพุทธรูปทรงเครื่องเป็นศิลปะผสมผสานระหว่างทวาราวดี ศรีวิชัย และขอม[17]
ภาพที่ 2.4
ภาพพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยลพบุรี
จวบจนมาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นยุคที่การสร้างพระพุทธรูปได้รับความนิยมอย่างสูงสุด คือ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากงานศิลปะอยุธยา มีการสร้าง ปางพระพุทธรูปเพิ่มขึ้น และนิยมสร้างพระพุทธรูปจำลองพระพุทธรูปเก่าแก่ ในยุคสำคัญต่าง ๆ เช่น พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร[18] ที่สำคัญในสมัยนี้ได้ทรงโปรดให้สำรวจพุทธตำนานและพุทธประวัติ จัดทำตำราพระพุทธรูปปางรัตนโกสินทร์และทรงโปรดให้สร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมวารเพื่อเป็นพุทธบูชาส่วนพระองค์ เพื่อเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในโอกาสครบรอบวันพระราชสมภพเป็นรัชกาลแรกขึ้นปีละองค์ เป็นประจำทุกปี[19] อีกทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมวารซึ่งหมายถึงพระพุทธรูปประจำวันพระราชสมภพเป็นประเพณีเพื่อให้พุทธศาสนิกชนสักการะบูชาเป็นสิริมงคลอีกชุดหนึ่ง[20] การสร้างพระพุทธรูปปางประจำวันเกิดนั้น นับเป็นพระกุศโลบายให้พุทธศาสนิกชนสร้างพระพุทธรูปเพื่อบูชาสักการะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต แทนประเพณีสะเดาะเคราะห์รับส่งเทวดา ตามตำราสะเดาะเคราะห์โหรบูชา[21]อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคนชั้นสูงในสมัยนั้น[22] และกลายเป็นวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตของคนไทยสืบทอดมาจนปัจจุบัน
สรุปได้ว่า พัฒนาการการสร้างพระพุทธรูปนั้น มีความเป็นมา การเปลี่ยนแปลงในลักษณะถ่ายทอดจากยุคสู่ยุคและมีการผสมผสานระหว่างของเก่ากับคตินิยมของสังคมใหม่ ทำให้เกิดรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะสังคมนั้น ๆ ขึ้น และมีความหลากหลายมากขึ้น กล่าวคือ แต่เดิมมีจำนวนปางไม่มากนักแต่มาจนถึงปัจจุบันพระพุทธรูปได้ถูกสร้างขึ้นตามพระอริยาบถของพระพุทธเจ้าในลักษณะปางต่าง ๆ มากมาย จึงเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งพุทธกาล อันเป็นส่วนประวัติของพระพุทธเจ้า[23]ควบคู่กับข้อมูลทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี
ผู้รู้บางท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่า พระพุทธรูปได้ประสบกับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา ทั้งพระพักตร์ พระวรกายและเครื่องทรง บนถนนที่ทอดยาวไกลไปสู่ประเทศจีน ผ่านเส้นทางสายไหม ทะเลทราย ทะเลหิมะ สู่รัสเซีย ธิเบต ข้ามภูเขา ข้ามน้ำทะเลสุวรรณภูมิ คือ ประเทศไทย อินโดเนเซีย พม่า กัมพูชา ลาวและเวียดนาม เดินทางเข้าสู่ประเทศไหน ก็มีการปรับปรุงไปตามวิสัยของประเทศนั้น น่าสังเกตตรงที่ ประเทศจีน ญี่ปุ่น ธิเบต เท่านั้นที่ปรับเปลี่ยนพระพักตร์และพระสรีระไปตาม ลักษณะร่างกายของประเทศตนโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ประเทศแถบสุวรรณภูมิ ยังคงลักษณะต้น ๆ ไว้มากว่า[24]
ข้อสังเกตข้างต้นนี้ น่าจะเป็นเพราะแถบสุวรรณภูมินิกายเถรวาทเจริญรุ่งเรือง ซึ่งจะคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้อย่างมั่นคง ในขณะที่ทางตอนเหนือ อาทิ ธิเบต จีนและญี่ปุ่น เป็นนิกายมหายาน ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนคำสอนไปตามบริบททางสังคม พลอยทำให้มีการปรับเปลี่ยนพระพุทธรูปจากแบบดั้งเดิมไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการที่เห็นได้ชัดของพระพุทธรูปนั้นโดยสรุปแล้วสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประการ ได้แก่
1) การเปลี่ยนแปลงที่มุ่นพระเกศาและจอมกระหม่อม
จากที่ยุคแรกมีพระเกศาหยิกสลวยเป็นคลื่นและจอมกระหม่อมเป็นมวยผม กลายมาเป็นพระเกศาและจอมกระหม่อมที่มีลักษณะเป็นรูปก้นห้อยเล็ก ๆ จนลดจอมกระหม่อมลงต่ำ(เหมือนอย่างสมัยอมราวดี) และต่อมามีเริ่มมีพระเกตุ (รัศมี) แหลมเป็นเปลวเพลิงอยู่ที่จอมกระหม่อม (เริ่มมีในสมัยโจฬะ) ซึ่งเป็นลักษณะที่มีอิทธิพลต่อการสร้างพระพุทธรูปสมัยเมืองโปลานนารุวะ(ราวพุทธศตวรรษที่ 17-18) ของศรีลังกาและสมัยสุโขทัย (ราวพุทธศตวรรษที่ 17-20) เป็นยิ่งนัก[25]
2) การเปลี่ยนแปลงที่พระพักตร์
จากยุคแรกมีลักษณะพระพักตร์แบบเทพเจ้ากรีก มาเป็นพระพักตร์ลักษณะสงบนิ่ง คล้ายใบหน้าของชาวอินเดียมากขึ้น ดังเช่นในสมัยคุปตะ และต่อมาก็มีการสร้างพระพักตร์คล้ายกับใบหน้าของชนชาติต่าง ๆ ที่สร้างในแต่ละยุค
3) การเปลี่ยนแปลงโดยรูปร่าง
จากแต่เดิมพระพุทธรูปมีขนาดเท่าองค์จริงหรือเท่ามนุษย์ แต่ต่อมามีการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่และย่อขนาดเป็นขนาดเล็กลง
4) การเพิ่มกิริยาท่าทางหรือที่เรียกว่า “ปาง”
ซึ่งแต่เดิมมีเพียงปางประทับยืนและประทับนั่งเป็นส่วนมาก ต่อมามีการเพิ่มปางตามพระอริยาบถในพระพุทธประวัติมากขึ้น ครบพระอริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน เดิน นั่ง และนอน โดยเฉพาะในประเทศไทย ได้มีการสร้างพระพุทธรูปปางประจำวันขึ้น (เริ่มนิยมสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) มีลักษณะสอดคล้องกับพระพุทธประวัติตอนต่าง ๆ เป็นการถ่ายทอดประวัติของพระพุทธเจ้าไปในตัว
5) การเปลี่ยนแปลงที่ผ้าครองหรือเครื่องทรง
จากแต่เดิมมีผ้าครองลักษณะเป็นริ้วผ้าแบบธรรมชาติ ห่มคลุม ต่อมาเป็นลักษณะเป็นจีวรเฉียง มีสังฆาฏิพาด มีลักษณะแนบติดพระองค์ และมีลักษณะแบบทรงเครื่องตามแบบคติมหายานผสมผสานด้วย
นอกจากนี้แล้ว องค์ประกอบอื่น ๆ ของการสร้างพระพุทธรูปก็ได้มีพัฒนาการแตกต่างไปจากเดิม อาทิ วัสดุที่ใช้สร้าง ซึ่งยุคแรกนิยมสร้างด้วยหินและปูน มาสู่การสร้างด้วยโลหะเหมือนอย่างปัจจุบัน ตลอดถึงคตินิยม ความเชื่อ แนวทางปฏิบัติในการบูชาพระพุทธรูปของแต่ละยุคแต่ละสมัยก็อาจมีข้อแตกต่างกันด้วย ซึ่งจะได้ศึกษาวิเคราะห์ในบทต่อไป
เอกสารอ้างอิง
[1] เทพ สาริกบุตร, พุทธาภิเษกพิธี (กรุงเทพมหานคร: อุตสาหกรรมการพิมพ์,2503), หน้า 2.
[2] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ,ผาสุก อินทราวุธ และวรณัย พงศาชลาธร, อัฟกานิสถานแหล่งผลิตพระพุทธรูปองค์แรกของโลก (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ มติชน, 2545), หน้า 5, 8, 43.
[3]เสนอ นิลเดช, ประวัติสถาปัตยกรรมไทย, 2540, หน้า 7.
[4]สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชุภาพ, ตำนานพระพุทธเจดีย์(กรุงเท พมหานคร: จักรานุกูลการพิมพ์, 2544), หน้า 44-45.
[1] เรื่องเดียวกัน, หน้า 58.
[2] เกษมสุข ภมรสถิต, พระพุทธรูปหรือรูปแห่งพุทธะ (เชียงใหม่: ธนบรรณการพิมพ์, 2541), หน้า 72 .
[3] มัย ตะติยะ, ประติมากรรมพื้นฐาน (กรุงเทพมหานคร: สิปประภา, 2549), หน้า80.
[4] เกษมสุข ภมรสถิต, พระพุทธรูปหรือรูปแห่งพุทธะ, หน้า 73.
[5] พระมหาอุดม ปญฺญาโภ, “การศึกษาวิเคราะห์พุทธศิลป์เชิงสุนทรียศาสตร์ : กรณีศึกษาเฉพาะพระพุทธรูปสมัยอยุธยา,” หน้า117.
[6] เรื่องเดียวกัน.
[7] มัย ตะติยะ, ประติมากรรมพื้นฐาน, หน้า 83.
[8] เรื่องเดียวกัน, หน้า 82.
[9] เรื่องเดียวกัน.
[10] เกษมสุข ภมรสถิต, พระพุทธรูปหรือรูปแห่งพุทธะ, หน้า 74.
[11]สุวัฒน์ แสนขัติ, จิตรกรรมไทย: พุทธศิลป์ (กรุงเทพฯ: เทนเดอร์ธัช, 2547), หน้า 92-99.
[12]เสถียร โพธินันทะ, พระพุทธศาสนาในราชอาณาจักรไทย, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2543), หน้า 2.
[13] เสนอ นิลเดช, ประวัติสถาปัตยกรรมไทย, 2540, หน้า 39.
[14] เรื่องเดียวกัน, หน้า 41-42.
[15] มัย ตะติยะ, ประติมากรรมพื้นฐาน, หน้า 94.
[16] เรื่องเดียวกัน, หน้า 96.
[17] เรื่องเดียวกัน, หน้า 89.
[18] สมเกียรติ โล่เพรชรัตน์, พระพุทธรูปศิลปะสมัยอยุธยา (กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์, 2539),หน้า 267.
[19] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ตำนานพระพุทธเจดีย์ (กรุงเทพมหานคร: วังวรดิศ, 2472), หน้า 228-235.
[20] เรื่องเดียวกัน, หน้า 228-229.
[21] พ.สุวรรณ, หลักบูชาพระประจำวันเกิดเสริมดวงชะตามั่นคง (กรุงเทพมหานคร: สำนักงานบ้านมงคล, 2543), หน้า 54-55.
[22] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชพิธี 12 เดือน, พิมพ์ครั้งที่ 8 (กรุงเทพมหานคร: อมรการพิมพ์, 2542) หน้า533-535.
[23] เกษมสุข ภมรสถิต, พระพุทธรูปหรือรูปแห่งพุทธะ , หน้า 99.
[24] เรื่องเดียวกัน, หน้า 85.
[25] ขวัญทอง สอนศิริ, พุทธนาคบริรักษ์ 48 พรรษา สยามบรมราชกุมารี, หน้า 33.