งานวิจัยเรื่อง ทัศนคติที่มีต่อการบูชาพระพุทธรูปในสังคมไทย. 2552.

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์กล่าวได้ว่าในยุคพุทธกาลและหลังพุทธกาล 300 ปี  ไม่ปรากฏว่ามีสร้างรูปมนุษย์ของพระพุทธองค์  แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุตรงกันว่าการสร้างพระพุทธรูปในชั้นแรก ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของช่างชาวกรีก  กล่าวคือเมื่อครั้งพระเจ้า อเล็กซานเดอร์กษัตริย์แห่งอาณาจักรเมสิโดเนีย ยกทัพไปตีอินเดียเมื่อประมาณ พ.ศ.217 และได้รับชัยชนะจึงทรงแต่งตั้งขุนพลชาวกรีกดูแลรักษาอาณาจักรต่างๆนั้น  รวมถึงแคว้นคันธารราษฎร์ซึ่งเป็นดินแดนที่พระเจ้าอโศกมหาราช  ได้ทรงส่งคณะพระสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา  และมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นสืบมา  ปัจจุบันเป็นดินแดนอันเป็นที่ตั้งของประเทศปากีสถานและอัฟกานิสถาน ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย[1]

 

      ในสมัยหลังพุทธกาลประมาณ 300-400 ปี (บ้างว่า 600-700 ปี)  มีการสร้างพระพุทธรูปที่เป็นรูปมนุษย์ครั้งแรก  ในสมัยของพระเจ้ามิลินท์กษัตริย์เชื้อสายกรีกโยนก  ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์ และนักรบ รวมทั้งทรงเชี่ยวชาญในงานสถาปัตยกรรมและประติมากรรม  โดยเฉพาะศิลปะเหมือนจริงตามแบบศิลปะกรีกโรมัน (Hellenic)  ถูกนำเข้ามาในสังคมอินเดียเป็นจำนวนมากในรัชสมัยของพระองค์[2]  ทรงมีพระราชอำนาจเหนือดินแดนแคว้นคันธารราษฎร์ตลอดถึงแคว้นปัญจาบของอินเดีย  เนื่องจากทรงมีพระราชศรัทธาพระพุทธศาสนาอย่างมาก  ดังปรากฏในมิลินทปัญหา 263 ข้อ  และที่สำคัญทรงมีแนวคิดสร้างพระพุทธรูปเพื่อบูชาสักการะ จากที่เคยชินกับการบูชาเทวรูปของเทพเจ้ากรีกทั้งหลาย  พระพุทธรูปจึงได้บังเกิดขึ้น ณ แคว้นคันธารราษฎร์  อันเป็นดินแดนที่มีนครตักศิลาเป็นราชธานีและมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดด้วยศิลปะและวิทยาการต่างๆ ในสมัยพุทธกาล  โดยพระพุทธรูปสร้างขึ้นเป็นเครื่องประดับเจดียสถานเป็นปฐม ณ แคว้นคันธารราษฎร์  จึงเรียกพระพุทธรูปดังกล่าวว่า“พระพุทธรูปแบบคันธาระ”[3]  

 

         ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าเมื่อครั้งที่จะประดิษฐ์พระพุทธรูปขึ้นนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จดับ    ขันธปรินิพพานไปนานแล้ว ผู้ที่ได้พบเห็นก็ล้วนแต่ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว การสร้างพระพุทธรูปในเบื้องต้นจึงอาศัยเพียงตำนานบอกเล่าที่สืบกันมา เช่นลักษณะต่าง ๆ ในคัมภีร์มหาปุริสลักษณะเป็นต้น[4] ทำให้ช่างชาวกรีกหรือโยนกซึ่งเป็นผู้คิดประดิษฐ์พระพุทธรูปในยุคแรกมีความต้องการสื่อให้คนดูรู้จักพระพุทธรูปโดยง่าย จึงถือเอาเหตุที่พระพุทธองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติและเป็นสมณะโดยเพศ ทำให้พระพุทธรูปทรงครองผ้าอย่างสมณะ แต่ส่วนพระเศียรทำให้เหมือนพระเศียรอย่างกษัตริย์ แต่ลดเครื่องศิราภรณ์ออกเสีย ทำให้แตกต่างระหว่างพระพุทธรูปกับรูปปั้นอื่นๆ [5]

 

ภาพที่  2.1

ภาพพระพุทธรูปแบบคันธาระ

 

       ดังนั้นในขั้นนี้จึงพอสรุปได้ว่าการสร้างพระพุทธรูปในยุคแรกเป็นการสร้างโดยอาศัยเค้าโครงการบอกเล่าจากบันทึกและตำนานต่าง ๆ ของพุทธศาสนาเพื่อจรรโลงศรัทธาของพุทธศาสนิกชน พระพุทธรูปในยุคนี้ยังมิได้มีการแฝงแนวคิดทางปรัชญาที่ลึกซึ้งแต่อย่างใด เมื่อผู้ที่ได้พบเห็นพระพุทธรูปแล้วเกิดความพอใจจึงมีการสร้างพระพุทธรูปกันเรื่อยมา ดังจะเห็นได้จากพระพุทธรูปในช่วงเวลาดังกล่าวก็มิได้มีลักษณะแตกต่างจากบุคคลจริงมากนัก ดังที่ปรากฏในยุคสมัยที่พระเจ้ากนิษกะที่สอง แห่งราชวงศ์กุษาณะ สกุลช่างคันธาระสร้างพระพุทธรูปแบบมนุษย์ซึ่งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากชนชาติกรีก-โรมัน ทำให้พระพักตร์ของพระพุทธรูปสมัยแรกจะดูคล้ายหน้าของเทพเจ้ากรีก และมีจีวรเป็นริ้วผ้าแบบธรรมชาติอันเป็นอิทธิพลของโรมันเนื่องจากการบูรณาการทางวัฒนธรรมอันเป็นผลมาจากการที่มีการติดต่อสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับซีกโลกตะวันตก ของอารยธรรมกรีก เปอร์เซีย เมโสโปเตเมีย อียิปต์กับซีกโลกตะวันออกของชาวอารยัน ดราวิเดียน ในดินแดนชมพูทวีป รวมทั้งชนเชื้อสายมองโกลอยด์จากใจกลางทวีปเอเชีย[1]    

 

      หลังจากนั้น  การสร้างพระพุทธรูปได้มีพัฒนาการแพร่หลายทั่วภูมิภาคของอินเดียและประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาโดยมีการปรับรูปแบบการสร้างตามเอกลักษณ์ทางศิลปะและวัฒนธรรมในสังคมของตน  ซึ่งอาจสังเกตได้ชัดเจนที่พระพักตร์ของพระพุทธรูปที่มีความคล้ายคลึงกับใบหน้าของบุคคลในสังคมนั้น ๆ แต่ก็มิได้หมายความว่าจะละทิ้งแบบอย่างในการสร้างยุคแรกไป โดยเฉพาะคตินิยมในการนำลักษณะของมหาบุรุษบางประการมาเป็นพื้นฐานการสร้างพระพุทธรูป  เช่น  มีพระอุณาโลมระหว่างพระขนง  มีพระเกศามาลามุ่นมวย  และมีกรอบพระพักตร์รับกับพระเศียรเหมือนเศียรของกษัตริย์ 

 

      ทั้งนี้  การสร้างพระพุทธรูปในยุคแรก คือ แบบคันธาระนั้น มีลักษณ์เด่นที่ลักษณะค่อนข้างไปทางเทพเจ้ากรีก  ทุกอย่างมีความเหมือนจริงในลักษณะของมนุษย์[2]ส่วนพัฒนาการในช่วงเวลาต่อมาเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปตามคติความเชื่อของแต่ละสกุลช่าง  โดยการสร้างพยายามผสมผสานคตินิยมในความเชื่อเข้ากับหลักธรรมทางศาสนามาจนถึงสมัยปัจจุบัน[3]  ซึ่งอาจสรุปเฉพาะลักษณะเด่นของแต่ละสกุลช่างได้ ดังนี้

 

            -  สกุลช่างมถุรา  ราวพุทธศตวรรษที่ 7-16  มีลักษณะเด่น คือ นิยมสร้างเป็นปางสมาธิเพชรให้มีส่วนพระอุระและพระนาภี ทำจีวรบางแนบเนื้อ  ไม่มีเส้นจีบ  คล้ายจีวรเปียกน้ำ คาดว่าน่าจะเป็นเพราะต้องการนำเสนอลักษณะช่วงหน้าอกของผู้มีบุญญาธิการหรือลักษณะของพระมหาบุรุษ    

                    

            -   สกุลช่างอมราวดี  ราวพุทธศตวรรษที่  8-10  พระพุทธรูปยุคนี้  ได้มีการคิดให้มีเม็ดไรพระศกเป็นก้นหอยขึ้นเป็นครั้งแรก[4] มักครองจีวรเฉียงเป็นริ้วทั้งพระองค์ และบางครั้งพระพักตร์คล้ายประติมากรรมโรมัน[5]

 

            -   สกุลช่างคุปตะ ราวพุทธศตวรรษที่  10-12  มีลักษณะเด่น  คือ เป็นการแสดงออกชั้นสูงสุดของอุดมคติ  มีการสร้างพระยืนเพื่อให้เห็นพระวรกายอันสมบูรณ์  ทำจีวรโปร่งใสแนบเนื้อ  จนเห็นเส้นขอบอันตรวาสก เห็นรูปทรงองค์เอวที่แสดงถึงความสง่างามตามลักษณะมหาบุรุษลักษณะได้ครบถ้วน  มีพระพักตร์สงบนิ่ง[6] มีการคิดแก้ไขลักษณะของพระพุทธรูปให้ต่างจากแบบพวกชาวกรีก โดยให้มีใบหน้าคล้ายชาวอินเดีย[7] ถือกันว่ามีความงดงามมากที่สุดในสกุลช่างต่างๆ ของอินเดีย[8]

 

            -  สกุลช่างปาละ ราวพุทธศตวรรษที่ 13-16 มีลักษณะเด่น คือ มีพระวรกายสะโอดสะอง มีความอ่อนไหวมากขึ้น จีวรแนบเนื้อยิ่งขึ้น มีพระขนง พระโอษฐ์เป็นขอบคมพระนาสิกงุ้ม  พระเนตรอยู่ในลักษณะครึ่งหลับ[9]เชื่อกันว่าศิลปะของสกุลช่างนี้เผยแพร่มายังสุวรรณภูมิมากที่สุด[10]

 

            -  สกุลช่างโจฬะ ราวพุทธศตวรรษที่ 13-18 มีลักษณะเด่น คือ ได้เริ่มการเติมพระเกศเปลวลงบนเกตุดอกบัวตูม  มีพระวรกายล่ำสันกลมแน่น พระอุระนูนเป็นพิเศษแสดงความกล้า หาญ บึกบึน [11] ซึ่งมีลักษณะคล้ายชาวโจฬะซึ่งเป็นเชื้อสายชาวทมิฬในตอนใต้ของอินเดีย

 

      สำหรับพัฒนาการการสร้างพระพุทธรูปในสมัยหลังจากนี้ แต่ละที่ก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามคตินิยมและสังคมนั้น ๆ โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งได้รับอิทธิพลของพระพุทธศาสนามานับตั้งแต่พระพุทธศาสนาเริ่มเผยแพร่เข้าสู่ดินแดนสุวรรณภูมิในราวพุทธศตวรรษที่ 3 หลังจากพระเจ้าอโศกมหาราชโปรดให้มีการสังคายนา  โดยมีการส่งคณะสมณทูตซึ่งมีพระโสณะและพระอุตตระเป็นหัวหน้า ซึ่งดินแดนสุวรรณภูมิที่ว่านั้น สันนิษฐานกันว่าเป็นดินแดนที่อยู่บริเวณตั้งแต่ตอนใต้ของพม่าในปัจจุบัน (ซึ่งต่อมาเป็นอาณาจักรมอญ) ตลอดมาถึงภาคกลางของประเทศไทย มีศูนย์กลางสำคัญอยู่ที่จังหวัดนครปฐมในปัจจุบัน ซึ่งมีพวกมอญและละว้าเป็นคนพื้นเมือง[12]  โดยที่ในยุคนั้นยังไม่ปรากฏอาณาจักรของไทยชัดเจน จนตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา  ดินแดนที่เป็นอาณาจักรไทยในปัจจุบันก็ได้เกิดอาณาจักรอาณาจักรใหญ่ ๆ ขึ้น 3 กลุ่ม  ได้แก่  ทวาราวดี  ศรีวิชัยและลพบุรี  ต่อจากนั้นก็เกิดมีอาณาจักรเชียงแสน  สุโขทัย  อยุธยาและรัตนโกสินทร์[13]ตามลำดับ

 

      ในยุดแรกคือ ทวาราวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 11-16  ซึ่งในตอนต้นตรงกับช่วงยุคทองของศิลปะสกุลช่างคุปตะ  จึงได้รับอิทธิพลการสร้างพระพุทธรูปแบบคุปตะอย่างแพร่หลาย แต่ก็แบ่งออกเป็น 3 รุ่น  กล่าวคือ  รุ่นแรกมีลักษณะเด่นคือ สร้างด้วยหิน  รุ่นกลางสร้างด้วยหิน ดินเผา ปูนปั้น  สำริด  ลักษณะคลี่คลายจากศิลปะคุปตะเป็นแบบพื้นเมือง  รุ่นปลาย เป็นลักษณะผสมศิลปะของศรีวิชัยและอู่ทอง[14]

 

ภาพที่  2.2

ภาพพระพุทธรูปสมัยทวาราวดี

 

       หลังจากนั้นมาประติมากรรมพระพุทธรูปก็ถูกสร้างขึ้นมากมาย  โดยเฉพาะในยุคทองของพระพุทธศาสนาในสมัยต่าง ๆ  ซึ่งเป็นไปในลักษณะถ่ายทอดรูปแบบจากยุคสู่ยุคโดยมีการผสมผสานรูปลักษณ์จนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละสมัย  บางสมัยก็มีความงดงามโดดเด่นจนมีอิทธิพลถึงปัจจุบัน  อาทิ 

สมัยสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 17-20) ซึ่งเป็นสมัยที่การสร้างพระพุทธปฏิมาตามแบบอุดมคติพัฒนาขึ้นถึงขั้นสุดยอด จนเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นและสำริดที่แสดงกระบวนแบบเด่นชัดและได้รับการยกย่องว่าเป็นประติมากรรมประเพณีแบบไทยเดิมที่งดงามที่สุดและคลาสสิกที่สุดแห่งสยามประเทศ[15] โดยเฉพาะพระพุทธชินราชซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามที่สุด และพระพุทธรูปปางลีลาที่สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยเป็นครั้งแรก[16]  ทั้งสองรูปแบบนี้มีอิทธิพลถึงการสร้างในสมัยปัจจุบันอย่างมาก

  

ภาพที่  2.3

ภาพพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย

 

        นอกจากนี้แล้ว  ในสมัยลพบุรี ราวพุทธศตวรรษที่ 15-18  ซึ่งเป็นสมัยที่ชนชาติขอมเรืองอำนาจ  ก่อนหน้าสมัยสุโขทัย  การสร้างพระพุทธรูปจึงมีลักษณะตามแบบขอมซึ่งมีรูปแบบที่เด่นชัดคือ การสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องตามคติของพระพุทธศาสนานิกายมหายานที่รุ่งเรืองในชนชาติขอมสมัยนั้น  ส่วนนิกายเถรวาทนั้นก็มีพระพุทธรูปสมัยลพบุรีแต่เป็นฝีมือของช่างชาวไทยแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาและมิใช่พระพุทธรูปทรงเครื่องเป็นศิลปะผสมผสานระหว่างทวาราวดี ศรีวิชัย และขอม[17]

ภาพที่  2.4

ภาพพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยลพบุรี

 

      จวบจนมาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นยุคที่การสร้างพระพุทธรูปได้รับความนิยมอย่างสูงสุด คือ ในสมัยรัชกาลที่ 3  ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากงานศิลปะอยุธยา  มีการสร้าง  ปางพระพุทธรูปเพิ่มขึ้น  และนิยมสร้างพระพุทธรูปจำลองพระพุทธรูปเก่าแก่ ในยุคสำคัญต่าง ๆ เช่น พระพุทธตรีโลกเชษฐ์  วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร[18]  ที่สำคัญในสมัยนี้ได้ทรงโปรดให้สำรวจพุทธตำนานและพุทธประวัติ จัดทำตำราพระพุทธรูปปางรัตนโกสินทร์และทรงโปรดให้สร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมวารเพื่อเป็นพุทธบูชาส่วนพระองค์ เพื่อเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในโอกาสครบรอบวันพระราชสมภพเป็นรัชกาลแรกขึ้นปีละองค์ เป็นประจำทุกปี[19]  อีกทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมวารซึ่งหมายถึงพระพุทธรูปประจำวันพระราชสมภพเป็นประเพณีเพื่อให้พุทธศาสนิกชนสักการะบูชาเป็นสิริมงคลอีกชุดหนึ่ง[20] การสร้างพระพุทธรูปปางประจำวันเกิดนั้น นับเป็นพระกุศโลบายให้พุทธศาสนิกชนสร้างพระพุทธรูปเพื่อบูชาสักการะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต แทนประเพณีสะเดาะเคราะห์รับส่งเทวดา ตามตำราสะเดาะเคราะห์โหรบูชา[21]อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคนชั้นสูงในสมัยนั้น[22] และกลายเป็นวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตของคนไทยสืบทอดมาจนปัจจุบัน 

 

         สรุปได้ว่า  พัฒนาการการสร้างพระพุทธรูปนั้น มีความเป็นมา การเปลี่ยนแปลงในลักษณะถ่ายทอดจากยุคสู่ยุคและมีการผสมผสานระหว่างของเก่ากับคตินิยมของสังคมใหม่ ทำให้เกิดรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะสังคมนั้น ๆ ขึ้น  และมีความหลากหลายมากขึ้น  กล่าวคือ แต่เดิมมีจำนวนปางไม่มากนักแต่มาจนถึงปัจจุบันพระพุทธรูปได้ถูกสร้างขึ้นตามพระอริยาบถของพระพุทธเจ้าในลักษณะปางต่าง ๆ มากมาย  จึงเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งพุทธกาล อันเป็นส่วนประวัติของพระพุทธเจ้า[23]ควบคู่กับข้อมูลทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี  

 

      ผู้รู้บางท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่า  พระพุทธรูปได้ประสบกับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา  ทั้งพระพักตร์  พระวรกายและเครื่องทรง  บนถนนที่ทอดยาวไกลไปสู่ประเทศจีน ผ่านเส้นทางสายไหม ทะเลทราย  ทะเลหิมะ  สู่รัสเซีย  ธิเบต  ข้ามภูเขา  ข้ามน้ำทะเลสุวรรณภูมิ  คือ ประเทศไทย  อินโดเนเซีย   พม่า  กัมพูชา   ลาวและเวียดนาม  เดินทางเข้าสู่ประเทศไหน  ก็มีการปรับปรุงไปตามวิสัยของประเทศนั้น  น่าสังเกตตรงที่  ประเทศจีน  ญี่ปุ่น  ธิเบต เท่านั้นที่ปรับเปลี่ยนพระพักตร์และพระสรีระไปตาม     ลักษณะร่างกายของประเทศตนโดยสิ้นเชิง  ในขณะที่ประเทศแถบสุวรรณภูมิ  ยังคงลักษณะต้น ๆ ไว้มากว่า[24]

 

        ข้อสังเกตข้างต้นนี้ น่าจะเป็นเพราะแถบสุวรรณภูมินิกายเถรวาทเจริญรุ่งเรือง ซึ่งจะคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้อย่างมั่นคง  ในขณะที่ทางตอนเหนือ อาทิ  ธิเบต  จีนและญี่ปุ่น  เป็นนิกายมหายาน ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนคำสอนไปตามบริบททางสังคม  พลอยทำให้มีการปรับเปลี่ยนพระพุทธรูปจากแบบดั้งเดิมไปด้วย  

 

        อย่างไรก็ตาม  การเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการที่เห็นได้ชัดของพระพุทธรูปนั้นโดยสรุปแล้วสามารถแบ่งออกเป็น  5  ประการ ได้แก่

 

        1)  การเปลี่ยนแปลงที่มุ่นพระเกศาและจอมกระหม่อม 

จากที่ยุคแรกมีพระเกศาหยิกสลวยเป็นคลื่นและจอมกระหม่อมเป็นมวยผม  กลายมาเป็นพระเกศาและจอมกระหม่อมที่มีลักษณะเป็นรูปก้นห้อยเล็ก ๆ  จนลดจอมกระหม่อมลงต่ำ(เหมือนอย่างสมัยอมราวดี) และต่อมามีเริ่มมีพระเกตุ (รัศมี) แหลมเป็นเปลวเพลิงอยู่ที่จอมกระหม่อม (เริ่มมีในสมัยโจฬะ) ซึ่งเป็นลักษณะที่มีอิทธิพลต่อการสร้างพระพุทธรูปสมัยเมืองโปลานนารุวะ(ราวพุทธศตวรรษที่ 17-18) ของศรีลังกาและสมัยสุโขทัย (ราวพุทธศตวรรษที่ 17-20) เป็นยิ่งนัก[25]

 

         2)  การเปลี่ยนแปลงที่พระพักตร์ 

จากยุคแรกมีลักษณะพระพักตร์แบบเทพเจ้ากรีก  มาเป็นพระพักตร์ลักษณะสงบนิ่ง  คล้ายใบหน้าของชาวอินเดียมากขึ้น ดังเช่นในสมัยคุปตะ  และต่อมาก็มีการสร้างพระพักตร์คล้ายกับใบหน้าของชนชาติต่าง ๆ ที่สร้างในแต่ละยุค

 

        3)  การเปลี่ยนแปลงโดยรูปร่าง 

จากแต่เดิมพระพุทธรูปมีขนาดเท่าองค์จริงหรือเท่ามนุษย์  แต่ต่อมามีการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่และย่อขนาดเป็นขนาดเล็กลง  

   

        4)  การเพิ่มกิริยาท่าทางหรือที่เรียกว่า “ปาง” 

ซึ่งแต่เดิมมีเพียงปางประทับยืนและประทับนั่งเป็นส่วนมาก  ต่อมามีการเพิ่มปางตามพระอริยาบถในพระพุทธประวัติมากขึ้น  ครบพระอริยาบถทั้ง 4 คือ  ยืน  เดิน  นั่ง  และนอน  โดยเฉพาะในประเทศไทย ได้มีการสร้างพระพุทธรูปปางประจำวันขึ้น (เริ่มนิยมสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) มีลักษณะสอดคล้องกับพระพุทธประวัติตอนต่าง ๆ เป็นการถ่ายทอดประวัติของพระพุทธเจ้าไปในตัว

 

       5)  การเปลี่ยนแปลงที่ผ้าครองหรือเครื่องทรง 

จากแต่เดิมมีผ้าครองลักษณะเป็นริ้วผ้าแบบธรรมชาติ  ห่มคลุม  ต่อมาเป็นลักษณะเป็นจีวรเฉียง  มีสังฆาฏิพาด  มีลักษณะแนบติดพระองค์ และมีลักษณะแบบทรงเครื่องตามแบบคติมหายานผสมผสานด้วย

    

       นอกจากนี้แล้ว  องค์ประกอบอื่น ๆ ของการสร้างพระพุทธรูปก็ได้มีพัฒนาการแตกต่างไปจากเดิม  อาทิ  วัสดุที่ใช้สร้าง  ซึ่งยุคแรกนิยมสร้างด้วยหินและปูน  มาสู่การสร้างด้วยโลหะเหมือนอย่างปัจจุบัน    ตลอดถึงคตินิยม  ความเชื่อ แนวทางปฏิบัติในการบูชาพระพุทธรูปของแต่ละยุคแต่ละสมัยก็อาจมีข้อแตกต่างกันด้วย  ซึ่งจะได้ศึกษาวิเคราะห์ในบทต่อไป

 


เอกสารอ้างอิง

     [1]  เทพ สาริกบุตร,  พุทธาภิเษกพิธี  (กรุงเทพมหานคร: อุตสาหกรรมการพิมพ์,2503), หน้า 2.

     [2] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ,ผาสุก อินทราวุธ และวรณัย พงศาชลาธร, อัฟกานิสถานแหล่งผลิตพระพุทธรูปองค์แรกของโลก  (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ มติชน, 2545), หน้า  5, 8, 43.

     [3]เสนอ นิลเดช, ประวัติสถาปัตยกรรมไทย,  2540, หน้า 7.

     [4]สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชุภาพ, ตำนานพระพุทธเจดีย์(กรุงเท พมหานคร: จักรานุกูลการพิมพ์, 2544), หน้า 44-45.

     [1] เรื่องเดียวกัน, หน้า 58.

     [2] เกษมสุข  ภมรสถิต, พระพุทธรูปหรือรูปแห่งพุทธะ (เชียงใหม่: ธนบรรณการพิมพ์, 2541),  หน้า 72  .            

      [3] มัย  ตะติยะ, ประติมากรรมพื้นฐาน (กรุงเทพมหานคร: สิปประภา, 2549), หน้า80.

      [4] เกษมสุข  ภมรสถิต, พระพุทธรูปหรือรูปแห่งพุทธะ, หน้า 73.

      [5] พระมหาอุดม  ปญฺญาโภ, “การศึกษาวิเคราะห์พุทธศิลป์เชิงสุนทรียศาสตร์ : กรณีศึกษาเฉพาะพระพุทธรูปสมัยอยุธยา,” หน้า117.

      [6] เรื่องเดียวกัน.                   

      [7] มัย  ตะติยะ, ประติมากรรมพื้นฐาน, หน้า  83.

      [8] เรื่องเดียวกัน, หน้า 82. 

      [9]  เรื่องเดียวกัน.

      [10] เกษมสุข  ภมรสถิต, พระพุทธรูปหรือรูปแห่งพุทธะ, หน้า 74.

      [11]สุวัฒน์  แสนขัติ,  จิตรกรรมไทย: พุทธศิลป์ (กรุงเทพฯ: เทนเดอร์ธัช, 2547), หน้า 92-99.

      [12]เสถียร โพธินันทะ, พระพุทธศาสนาในราชอาณาจักรไทย, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย,  2543), หน้า 2.

      [13] เสนอ นิลเดช, ประวัติสถาปัตยกรรมไทย,  2540, หน้า 39.

      [14]  เรื่องเดียวกัน, หน้า 41-42.

      [15] มัย  ตะติยะ, ประติมากรรมพื้นฐาน, หน้า 94.

      [16]  เรื่องเดียวกัน, หน้า 96.

      [17]  เรื่องเดียวกัน, หน้า 89.

      [18] สมเกียรติ โล่เพรชรัตน์, พระพุทธรูปศิลปะสมัยอยุธยา (กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์, 2539),หน้า 267.

      [19] สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ,  ตำนานพระพุทธเจดีย์ (กรุงเทพมหานคร: วังวรดิศ,  2472),  หน้า 228-235.

      [20]  เรื่องเดียวกัน, หน้า 228-229.

      [21]  พ.สุวรรณ, หลักบูชาพระประจำวันเกิดเสริมดวงชะตามั่นคง (กรุงเทพมหานคร: สำนักงานบ้านมงคล, 2543),  หน้า 54-55.

      [22] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว,  พระราชพิธี 12  เดือน, พิมพ์ครั้งที่ 8 (กรุงเทพมหานคร: อมรการพิมพ์, 2542) หน้า533-535.

      [23] เกษมสุข  ภมรสถิต, พระพุทธรูปหรือรูปแห่งพุทธะ , หน้า 99.

      [24] เรื่องเดียวกัน, หน้า 85.

      [25] ขวัญทอง  สอนศิริ, พุทธนาคบริรักษ์ 48 พรรษา สยามบรมราชกุมารี,  หน้า 33.