แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างพระพุทธรูปนั้น นอกจากจะสะท้อนถึงความงดงามทางศิลปะแล้ว ยังมีความสำคัญในแง่ที่เกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนต่าง ๆ อีกด้วย ดังที่ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี กล่าวว่า
วิธีการในการสร้างพระพุทธรูปนั้นยุ่งยาก ลักษณะความสวยงามทางศิลปะอย่างเดียวยังไม่เพียงพอเพราะเหตุว่า รูปที่ทำขึ้นตามอุดมคตินั้น ต้องนำให้เข้าถึงแก่นของคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาด้วย ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า คำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาดลบันดาลให้มีรูปขึ้น ไม่ใช่ว่ารูปร่างนั้นแสดงถึงรูปร่างที่แท้จริงของพระพุทธองค์[1]
การสร้างพระพุทธรูป จึงมีที่มาที่ไปเกี่ยวกับแนวคิดคำสอนทางพุทธศาสนาอย่างแยกไม่ได้ ซึ่งตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แม้ไม่ปรากฏชัดว่ามีการสร้างพระพุทธรูปในสมัยพุทธกาลหรือไม่ แต่มีการกล่าวอ้างถึงตำนานการสร้างพระพุทธรูป คือ ตำนานพระแก่นจันทน์ ซึ่งมีรายละเอียดที่แสดงให้เห็นที่มาสำคัญของการสร้างพระพุทธรูป ดังที่สมเด็จฯกรมพระยาดำรง ราชานุภาพกล่าวไว้ว่า
เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าไปเทศนาโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และ
พระองค์ทรงจำพรรษาอยู่สามเดือน พระเจ้าประเสนชิตแห่งกรุงโกศลราษฎร์มิได้
เห็นพุทธองค์เป็นเวลาช้านาน เกิดความระลึกถึงจึงตรัสให้ช่างสลักรูปพระพุทธ
องค์ด้วยไม้แก่นจันทน์แดงประดิษฐานไว้เหนืออาสนะที่พุทธองค์เคยประทับ
ครั้นเมื่อพระพุทธองค์เสด็จจากดาวดึงส์
มายังที่ประทับ พระแก่นจันทน์ลุกขึ้นปฏิสันถารด้วยพุทธานุภาพแต่พระพุทธองค์
ทรงห้ามเสียและตรัสสั่งให้รักษาพระแก่นจันทน์นั้นไว้เพื่อเป็นต้นแบบอย่างของพระพุทธรูป
ซึ่งสร้างกันต่อมาภายหลัง แต่เข้าใจว่าเรื่องดังกล่าวเป็นงานเขียนในชั้นหลัง [2]
จากตำนานนี้แสดงให้เห็นว่า แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างพระพุทธรูปในอดีต เริ่มจากความระลึกถึงพระพุทธเจ้า เมื่อไม่ได้เห็นพระองค์จริงของพระองค์จึงสร้างองค์แทน คือ พระพุทธรูปขึ้นมา ตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนานั้น การระลึกถึงพระพุทธเจ้าจัดเป็นกรรมฐานข้อหนึ่งที่เรียกว่า “พุทธานุสสติกรรมฐาน” ซึ่งเป็นการน้อมจิตระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเพื่อให้จิตมีความสงบ
อย่างไรก็ตาม ในยุคแรกนั้นยังไม่มีพระพุทธรูป หากแต่เป็นสิ่งของที่เป็นเชิงสัญลักษณ์มากกว่า ดังเช่นหลักฐานทางโบราณคดีเช่น ธรรมจักรและสถูปเจดีย์ที่ปรากฏ ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชและ ไม่ปรากฏหลักฐานที่แสดงว่ามีการสร้างพระพุทธรูปในสมัยนั้นเลย ทั้งนี้สิ่งต่าง ๆ ที่ใช้เป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้าในยุคแรกเริ่มอาจมาจากแนวคิดเรื่องเจดีย์ 4 ได้แก่ คือ ธาตุเจดีย์, ธรรมเจดีย์,บริโภคเจดีย์ และ อุทเทสิกเจดีย์ [3]
1) ธาตุเจดีย์
คือ เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เดิมมีเพียง 8 แห่ง ตามเมืองที่ได้รับการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุไปไว้สักการะหลังพุทธปรินิพพาน หลังจากนั้นพระเจ้าอโศกมหาราชทรงนำมารวบรวมใหม่และได้ทรงแบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกไปบรรจุไว้ในพุทธเจดีย์ตามเมืองต่างๆ อีกหลายแห่ง
2) บริโภคเจดีย์
คือ เจดีย์ที่สร้างขึ้นในบริเวณที่พระพุทธเจ้าเคยประทับเมื่อครั้งทรงพระชนม์อยู่ ซึ่งได้แก่ สถูปเจดีย์ที่สร้างขึ้นในสังเวชนียสถานนั่นเอง ซึ่งต่อมาเกิดนิยมสถานที่ที่เกิดพุทธปาฏิหาริย์ว่าเป็นบริโภคเจดีย์ เพิ่มเป็นอีก 4 แห่ง ได้แก่ สถานที่เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมืองสังกัสสะ สถานที่ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ เมืองศราวัสติ สถานที่ทรงทรมานช้างนาฬาคีรี เมืองราชคฤห์ และ สถานที่ทรงรับน้ำผึ้งจากพระยาวานร สวนมะม่วง เมืองเวสาลี
3) ธรรมเจดีย์
คือ สถานที่ประดิษฐานหรือจารึก พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้แก่ พระไตรปิฎก
4) อุเทสิกเจดีย์
คือ สิ่งที่สร้างเพื่อระลึกถึงพุทธคุณหรือเจตนาอุทิศต่อพระพุทธเจ้า โดยมากเป็นศิลปวัตถุต่างๆ ที่นิยมใช้เป็นสิ่งแทนพระพุทธเจ้า อาทิ ธรรมจักร รอยพุทธบาท และพุทธอาสน์ เป็นต้น จนกระทั่งมีการนิยมสร้างพระพุทธรูปขึ้นเป็นอุเทสิกเจดีย์[4]
นอกจากการระลึกถึงพระพุทธเจ้าที่เป็นเหตุให้มีการสร้างพระพุทธรูปแล้ว แนวคิดอย่างหนึ่งที่เป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาก็คือ การบูชา ซึ่งตามหลักมงคลสูตรนั้น ได้อรรถาธิบายถึงบุคคลและสิ่งที่ควรบูชาไว้เพื่อให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติตาม (จะได้กล่าวถึงเกี่ยวกับการบูชาในบทต่อไป) เมื่อไม่มีพระพุทธเจ้าดำรงพระชนม์อยู่ พุทธบริษัทที่มีศรัทธาต่อพระองค์จึงได้สร้างองค์แทนขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องสักการะบูชานั่นเอง
เอกสารอ้างอิง
[1] วิบูลย์ ลี้สุวรรณ, ศิลปะกับชีวิต, หน้า101.
[2] สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ผาสุก อินทราวุธ,และวรณัย พงศาชลากร,อัฟกานิสถานแหล่งผลิตพระพุทธรูปองค์แรกในโลก (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน 2545), หน้า 4.
[3] เสนอ นิลเดช,ประวัติสถาปัตยกรรมไทย (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร ,2543), หน้า 2.
[4] เทพ สาริกบุตร, พุทธาภิเษกพิธี (กรุงเทพมหานคร: อุตสาหกรรมการพิมพ์,2503), หน้า 2.