วิจัย

มาทำวิจัยเชิงปริมาณและวิจัยเชิงคุณภาพกันดีกว่านะคะพี่น้อง................... 

 เทคนิคการทำวิจัยเชิงปริมาณและวิจัยเชิงคุณภาพ 

              สำหรับการจะทําอย่างไร?ให้เข้าใจการทําวิจัยได้รู้เรื่องนั้น นักวิจัยควรเริ่มจากการเลือกหัวข้อวิจัยที่ง่ายและไม่ซับซ้อนมากนัก   แล้วทำการออกแบบการวิจัย   และกำหนดขั้นตอนการวิจัย   ตลอดจนดำเนินการวิจัยให้แล้วเสร็จครบถ้วน    ที่สำคัญคือการทำวิจัยตั้งแต่การกำหนดปัญหาการวิจัยไปจนถึงสรุปผล   อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ  ควรมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน   ขั้นตอนการวิจัยเชิงปริมาณและขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งแตกต่างกันในรายละเอียดเล็กน้อย ดังนี้

1. ขั้นตอนการวิจัยเชิงปริมาณ

                        เริ่มตั้งแต่การเลือกเรื่องและการกำหนดปัญหาการวิจัย การทบทวนเอกสาร เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การกำหนดกรอบแนวคิด / กรอบทฤษฎี การตั้งสมมติฐาน การกำหนดตัวแปร การออกแบบการวิจัย การเตรียมเครื่องมือในการวิจัย การกำหนดกลุ่มประชากร การเลือกตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล การเตรียมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ การวิเคราะห์ข้อมูล การแปลผลข้อมูล และการเขียนรายงานวิจัย เผยแพร่ ดังนี้

          1. การเลือกเรื่องและกำหนดปัญหาการวิจัย เป็นกิจกรรมที่ทำพร้อม ๆ กันและเป็นกิจกรรมเป็นจุดเริ่มต้นซึ่งเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง นักวิจัยมักใช้เวลาค่อนข้างมากในการตั้งปัญหาที่ดีที่สุด ถ้าทำได้ดีจะเป็นผลดีแก่ขั้นตอนอื่น ๆ ของกระบวนการวิจัย เรื่องที่จะทำวิจัยดีนั้นต้องมีขอบเขต ชัดเจน ไม่กว้างแคบเกินไป เป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้และมีประโยชน์ ที่มาของเรื่อง อาจเกิดจากความอยากรู้ สงสัย นักคิด ปรากฏการณ์ ค้นคว้า การฟัง การอ่าน การสนทนา หรือสังเกตจากสภาพแวดล้อมทั่วไป

          2. การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จะทำร่วมไปกับการกำหนดปัญหาในขั้นกำหนดปัญหาเป็นตอนแรกเริ่มแต่จะให้ปัญหาชัดเจนมีข้อมูลเพียงพอ ผู้วิจัยต้องทบทวนอ่านเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและประเมินด้วยวิจารณญาณว่าอะไรเกี่ยวข้องอย่างไร เพื่อจะนำมาพิจารณาเป็นกรอบแนวคิดและกรอบของงานวิจัยที่ทำ การศึกษาข้อมูลทบทวนเอกสารมากที่สุดละเอียดเท่าไรจะทำให้กรอบความคิดชัดเจน ทั้งยังทำให้สามารถกำหนดตัวแปร การตั้งสมมติฐานได้แม่นยำอีกด้วย

           3. กำหนดจุดประสงค์การวิจัย บางครั้งอาจเกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การวิจัยก็ได้หรือเกิดตามปัญหาการวิจัยก็ได้

          4. การตั้งสมมติฐาน การตั้งสมมติฐานมีความใกล้ชิดกับการกำหนดปัญหาการวิจัย เป็นการวางกรอบของปัญหาในแนวลึก เจาะลึกในปัญหาทำให้คาดได้ว่าผลการวิจัยจะออกมาอย่างไร ดังนั้น สมมติฐานจึงเป็นข้อความแสดงถึงการคาดการณ์ถึงผลการวิจัยที่จะได้รับ มาเขียนในลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่สำคัญในการวิจัยนั้น 

           5. การกำหนดตัวแปร ชนิดและจำนวนตัวแปร ที่ได้จากกรอบแนวคิด กรอบทฤษฎี โดยสร้างทฤษฎีและสมมติฐาน ผู้วิจัยต้องนำมาขยายรายละเอียดในเรื่องของคำนิยามตัวแปร คือ ความหมายที่ชัดเจน จะวัดสังเกตได้อย่างไร เป็นตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม ตัวแปรควบคุมเป็นต้นถ้าสามารถทำให้ความหมาย และชี้วัดชัดเจนเพียงไร จะมีส่วนช่วยในการสร้างเครื่องมือในการวิจัย หรือเลือกเครื่องมือมาใช้ได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังช่วยเลือกสถิติที่จะใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้ถูกต้องด้วย

        6. การออกแบบการวิจัย เป็นการวางแผนขั้นต้นว่าจะดำเนินการวิจัยอย่างไร มีขั้นตอนอย่างไรกำหนดประชากรกลุ่มตัวอย่างอย่างไร ใช้เครื่องมือ รวบรวมข้อมูลอย่างไร และจะวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร เป็นการกำหนดทรัพยากรที่ต้องใช้ในการวิจัยด้วย เช่น บุคลากร เวลางบประมาณ การออกแบบการวิจัยที่รัดกุมถูกต้องจะช่วยให้การดำเนินการวิจัยราบรื่นประสบปัญหาน้อย

                    6.1 การเตรียมเครื่องมือในการวิจัย เครื่องมือการวิจัยเป็นอุปกรณ์สำคัญส่วนหนึ่งในการเก็บข้อมูล ครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ นักวิจัยต้องรู้จักชนิดของเครื่องมือการวิจัยตลอดจนวิธีใช้เป็นอย่างดีจึงจะเลือกใช้ได้เหมาะสมกับการวัดตัวแปรที่ศึกษา

                  6.2 การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เป็นการระบุขอบเขตของประชากรที่จะนำผลการวิจัยไปสรุปอ้างอิงให้ชัดเจน จะเป็นกลุ่มไหน เป็นใคร เป็นช่วงเวลาใด การกำหนดประชากรชัดเจนจะช่วยให้พิจารณากรอบของตัวอย่างและคุณสมบัติของตัวอย่างที่จะถูกเลือกให้เป็นตัวแทนของประชากรอย่าเหมาะสม

           7. การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นการลงมือเก็บรวบรวมข้อมูลตามที่กำหนดไว้ในการออกแบบการวิจัยว่าเป็นการวิจัยเชิงพรรณา ทดลอง กึ่งทดลอง ซึ่งผู้วิจัยต้องเก็บให้ครบถ้วนสมบูรณ์ภายในเวลาที่วางแผนไว้รวมทั้งต้องคำนึงถือการควบคุมคุณภาพของข้อมูลด้วย

           8. การเตรียมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ เมื่อผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลมาได้แล้ว ต้องนำมาตรวจสอบว่ามีสิ่งใดผิดพลาดบกพร่องไปบ้าง ถ้ามีแก้ไขได้หรือไม่ ถ้าแก้ไขไม่ได้จะทำอย่างไร

          9. การวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อเก็บรวบรวมและผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว ก็ต้องนำข้อมูลนั้นมาทำการวิเคราะห์ตามวิธีการที่กำหนดไว้ การวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้สถิติ 2 ประเภท คือ สถิติพรรณา และสถิติอนุมาน ซึ่งใช้ในการทดสอบสมมติฐาน เพื่อตอบปัญหาการวิเคราะห์ที่กำหนดไว้

           10. การแปลผล เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว ต้องมีการแปลผลวิเคราะห์เพื่อให้ความหมายแก่ผลการวิเคราะห์ในการนี้ต้องมีการสรุปผล ประมวลผล และให้ข้อเสนอแนะโดยยึดตามผลการวิจัยที่ได้

           11. การรายงานผลการวิจัย เป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยต้องเขียนรายงานเสนอผลการวิจัยโดยต้องเสนอตามรูปแบบที่กำหนด การรายงานถือเป็นรายงานทางวิชาการต้องเสนอในลักษณะรายงานวิชาการ ต้องระมัดระวังการใช้ถ้อยคำ และการเสนอความเห็นส่วนตัว ที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลการวิจัย

            12. การเผยแพร่ ผู้วิจัยต้องส่งรายงานการวิจัยทั้งเล่มออกเผยแพร่ เพื่อจุดประสงค์ในการเสนอข้อมูลความรู้ใหม่ แนวทางการแก้ปัญหาเพื่อให้ผู้สนใจนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตรงตามผลการวิจัย นอกจากรายงานเป็นเล่มแล้วยังสามารถส่งบทคัดย่อลงพิมพ์ในวารสารและเสนอผลงานด้วยตนเอง (ปากเปล่า) ในเวทีวิชาการต่าง ๆ ที่เปิดโอกาสให้ได้อีกด้วย

2. ขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพ

                  ขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพต่างจากขั้นตอนวิจัยเชิงปริมาณ บางประการได้แก่ การวิจัยเชิงคุณภาพมักไม่มีการตั้งสมมติฐานล่วงหน้า และขั้นตอนการทำวิจัยไม่ได้จำแนกออกจากกันชัดเจน โดยเฉพาะในขั้นตอนของการรวบรวมข้อมูล การบันทึกและการวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพจะมีลักษณะแบบวัฎจักร คือ หมุนเวียนไปตามขั้นตอนจนครบเป็นวงจร ขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ดังมีรายละเอียดดังนี้

               1. การกำหนดปัญหาการวิจัย ลักษณะที่มาเหมือนขั้นที่เลือกและกำหนดปัญหาการวิจัยในการวิจัยเชิงปริมาณ มีจุดมุ่งหมายการวิจัยในขั้นนี้เพื่อแสวงหาข้อมูลพื้นฐานอันนำไปสู่การตั้งสมมติฐานในขั้นตอนนี้รวมกิจกรรมการกำหนดหน่วยการวิจัยหรือพื้นที่จะทำการศึกษาด้วย

              2. การเตรียมการรวบรวมข้อมูล เป็นการดำเนินการ เช่นการเข้าเยี่ยมสำรวจพื้นที่ ที่จะทำการศึกษา เตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ให้พร้อม สมุดบันทึก แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ การทำความรู้จักกับบุคคลที่จะเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ (Key informants)

              3. การรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นที่ที่ผลวิจัยลงมือ เก็บรวบรวมข้อมูล เช่นการสังเกต สัมภาษณ์ และบันทึกข้อมูล จากแหล่งข้อมูลสำคัญ และการรวบรวมเอกสารและหลักฐานเพิ่มเติม ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาทำต่อเนื่องเป็นเวลานาน และจะต้องไปคลุกคลีใกล้ชิดกับบุคคล ต่าง ๆ ในพื้นที่การศึกษา

             4. การบันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นขั้นตอนที่ทำควบคู่ไปกับขั้นตอนที่ 3 โดยจะนำข้อมูลที่รวบรวมได้แต่ละวันมาจัดระบบตามแผนที่กำหนดและบันทึกไว้ในช่วงท้ายของกิจกรรมแต่ละวัน

             5. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ทำควบคู่ไปกับขั้นตอนที่ 3,4 การวิเคราะห์เป็นการตีความหมายของข้อมูลเชิงพรรณา จะทำได้เมื่อมีข้อมูลมากเพียงพอ และการให้ความหมายเป็นการวิเคราะห์ แต่ละครั้งไม่ถือว่าสิ้นสุด จะสามารถวิเคราะห์ให้ความหมายใหม่ได้ถ้ามีข้อมูลใหม่ ซึ่งทำให้มีผลต่อการศึกษาแตกต่างไปจากเดิม

             6. การสรุปเขียนรายงานและเผยแพร่ ขั้นตอนนี้สามารถทำได้หลังจากขั้นตอนที่ 3,4,5 สิ้นสุดลง ผู้วิจัยเขียนรายงานจนเสร็จสมบูรณ์ แต่บางกรณีการเสนอรายงานอาจไม่มีบทสรุป แต่เป็นเพียงการเสนอเรื่องราวให้ผู้อ่านได้รับทราบและให้ผู้อ่านเกิดข้อสรุปขั้นตอนในใจได้ สำหรับการเผยแพร่ทำเช่นเดียวกับการวิจัยเชิงปริมาณ

        ในการทำวิจัยสำหรับผู้บริหารสามารถดำเนินการได้ทั้ง การวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพแต่จะให้เป็นการวิจัยที่ได้ความรู้ใหม่ ๆ ตอบปัญหาหรือแก้ปัญหาได้มักเป็นการทำการวิจัยที่เรียกกว่า วิจัยและพัฒนา ซึ่งการวิจัยและพัฒนานี้จะมีความแตกต่างจากการวิจัยธรรมดาโดยเป็นกระบวนการกิจกรรมในกลุ่มเดียวกับการวิจัยแต่มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การพัฒนาผลิตผล ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์พัฒนาขึ้นจากทฤษฎีหรือความรู้พื้นฐาน พัฒนาพื้นฐานที่ได้จากการวิจัย เพื่อพัฒนาผลิตผลขึ้นมาแล้ว ต้องนำไปทดลองใช้และปรับปรุงแก้ไข จนมีคุณภาพเป็นที่น่าพอใจ แล้วจึงนำออกเผยแพร่ เพื่อการใช้ประโยชน์กิจกรรมหลักของกระบวนการวิจัยและพัฒนา

           นอกจากนี้ นักวิจัยต้องทำความเข้าใจความหมายของศัพท์ต่าง ๆ ในการวิจัย เพื่อนำไปใช้ในการเขียนรายงานวิจัยที่ถูกต้อง รวมทั้งสื่อให้ผู้อ่านงานวิจัยเข้าใจ ศัพท์ที่ใช้บ่อย ได้แก่

             1. แนวคิด หมายถึง คำ วลี ที่กล่าวถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีขอบเขตไม่ชัดเจนนัก การตีความขึ้นกับความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่าน คำเหล่านี้ ได้แก่ สุขภาพดี ความเจ็บปวด ภาวะไข้ เป็นต้น

            2. คำนิยามปฏิบัติการ (Operational definition) เป็นการให้ความหมายของคำที่เป็นแนวคิด ออกมาในลักษณะที่วัดได้ สังเกตได้ เพื่อให้มีความหมายที่แน่นอนมีขอบเขตเป็นอย่างเดียวกัน จะได้ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนในงานวิจัย ทำให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายตรงกัน การให้ความหมายของคำในเชิงปฏิบัติการจะต่างไปจากความหมายเชิงทฤษฎี คือ จะเน้นที่การวัด การสังเกตที่ปฏิบัติได้แต่คำนิยามที่ให้ต้องไม่ขัดกับความหมายเชิงทฤษฎี ตัวอย่างเช่น คำว่า “ภาวะไข้” ในการวิจัยนิยามปฏิบัติการจะให้ความหมายว่า หมายถึง “ภาวะที่อุณหภูมิกายสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส โดยการวัดอุณหภูมิทางทวารหนักเป็นเวลา 2 นาที สอดเทอร์โมมิเตอร์ลึกประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร จะเห็นว่าจากตัวอย่าง การตีความ ภาวะไข้จะได้ขอบเขตความหมายชัดเจน และการจะระบุว่ามีไข้หรือไม่จะระบุตรงกัน

             3. ตัวแปร (Variables) หมายถึงสิ่งที่เปลี่ยนค่าได้เป็นหลายค่า เป็นลักษณะคุณภาพ คุณสมบัติของบุคคล สิ่งของ หรือสิ่งสนใจจะนำมาศึกษาที่สามารถนับได้ วัดได้ และแจกแจงได้หลายค่า ในการทำวิจัย เมื่อนำแนวคิดมาระบุนิยามปฏิบัติการแล้ว จะกลายเป็นรูปของตัวแปร เช่นความเจ็บปวด มีการแปรค่าได้เป็น เจ็บน้อย ปานกลาง เจ็บมาก หรือให้ค่าเป็นตัวเลข 1 ถึง 3 หรือภาวะไข้ อาจแปรค่าเป็นไข้สูง ไข้เล็กน้อย ไม่มีไข้ หรือระบุค่า อุณหภูมิของกายตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส. ลงไปก็ได้ หรือแม้แต่ค่าความคิดเห็น แปรค่าเป็น เห็นด้วยอย่างยิ่ง จนถึงไม่เห็นด้วยเป็นต้น โดยทั่วไปตัวแปรมี 3 ชนิด คือตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม และตัวแปรภายนอกหรือตัวแปรแทรกซ้อน

            4. ค่าสังเกต (Observation) หมายถึง ค่าที่วัดได้ของตัวแปร วัดได้จากตัวอย่างแต่ละหน่วย เช่น การศึกษาน้ำหนักแรกเกิดของทารกเพศหญิงจากการผสมเทียม น้ำหนักแต่ละคนที่วัดได้ เรียกว่าค่าสังเกต

          5. ข้อมูล (data) หมายถึง ชุดของค่าสังเกตที่วัดได้ จากกลุ่มตัวอย่าง ชุดหนึ่ง ๆ เช่นการวิจัยมีตัวอย่าง 100 คน ค่าน้ำหนักแต่ละคน 100 คนที่วัดได้คือชุดของค่าสังเกต เรียกว่า ข้อมูล

           6. หน่วยวิจัย (Subject) หมายถึง หน่วยเบื้องต้นมีลักษณะที่ผู้วิจัยสนใจศึกษา อาจเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ได้ เช่น การสำรวจความพึงพอใจของผู้ป่วยที่มารับการรักษาที่หอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลราชวิถี หน่วยวิจัย คือผู้ป่วยที่ได้รับการเลือกขึ้นมาศึกษา

           7. ตัวอย่าง (Sample) หมายถึง ลักษณะที่ผู้วิจัยศึกษา ได้มาจากการเลือกมาเพียงบางส่วนของประชากร โดยมุ่งหมายว่าตัวอย่างที่เลือกมาจะเป็นตัวแทนของประชากร ตามตัวอย่างใน ข้อ 6 ตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มารับบริการในหอผู้ป่วยหนักเฉพาะคนที่เลือกขึ้นมาเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม เรื่องความพึงพอใจ บางกรณีตัวอย่างกับหน่วยการวิจัยเป็นสิ่งเดียวกันได้

           8. ประชากร (population) หมายถึง หน่วยทั้งหมดที่มีลักษณะที่ผู้วิจัยสนใจจะศึกษา จากงานวิจัยเรื่อง สำรวจความพึงพอใจของผู้ป่วยที่มารักษาที่หอผู้ป่วยหนัก ในโรงพยาบาลราชวิถี ประชากรคือ ผู้ป่วยทุกคนที่มารับการรักษาที่หอผู้ป่วยหนักโรงพยาบาลราชวิถี

           9. ประชากรเป้าหมาย (target population) หมายถึงประชากร ที่ผู้วิจัยกำหนดขอบเขตหรือคุณสมบัติขึ้น โดยมีความมุ่งหมายจะให้ผลการวิจัยสามารถนำมาสรุปรวมกลุ่มประชากรเป้าหมายนี้ด้วย เช่นการสำรวจสัตว์น้ำในอ่าวไทยประชากรเป้าหมาย คือสัตว์น้ำทุกชนิดในทะเลเฉพาะอ่าวไทยเป็นต้น

            10. การเลือกตัวอย่าง (sampling) เป็นวิธีการเลือกบางส่วนของประชากรขึ้นมาศึกษา ซึ่งทำได้หลายวิธี เป็นต้นว่ากำหนดลงไปเลยว่าต้องการหน่วยใด ของประชากรบ้าง หรือใช้การจับฉลาก หรือการกำหนดโควต้า เป็นต้น

            11. การเป็นตัวแทน (representativeness) ในการวิจัยหมายถึง การที่ตัวอย่างหรือหน่วยวิจัย มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคุณสมบัติของประชากร การจะเป็นตัวแทนประชากรได้นั้น การเลือกตัวอย่างจะต้องใช้เทคนิคที่เหมาะสม ซึ่งการจะใช้เทคนิคการเลือกตัวอย่างแบบใด ขึ้นกับลักษณะของประชากร และคุณสมบัติที่ต้องการจะศึกษา

            12. การสุ่ม (randomization) เป็นวิธีการที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน ของการที่แต่ละหน่วยของประชากรจะถูกเลือกมาเป็นตัวอย่าง และ/หรือแต่ละหน่วยของตัวอย่างจะถูกจัดเข้าไว้ในกลุ่มหรือของการศึกษา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดอคติที่จะเกิดขึ้นจากการเลือก วิธีการดังกล่าวอาจใช้การจับฉลาก ทอดลูกเต๋า หรือใช้ตารางเลขสุ่ม

            13. ตัวอย่างสุ่ม (random sampling) หมายถึงตัวอย่างที่ถูกเลือกมาจากประชากร โดยวิธีแต่ละหน่วยของประชากร มีโอกาสในการถูกเลือกเท่าเทียมกัน

           14. การออกแบบการวิจัย (research design) เป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัยในเรื่องเกี่ยวกับการเลือกกลุ่มตัวอย่าง การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล โดยนักวิจัยต้องออกแบบการวิจัยเพื่อมุ่งในการหาคำตอบที่จะตอบ วัตถุประสงค์การวิจัยที่ดีที่สุด

         15. โครงการวิจัย (research proposal) เป็นแผนการที่กำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างละเอียดถึงขั้นตอนของการทำวิจัย – ทุกขั้น โครงการวิจัยจะสื่อถึงปัญหาวิจัย ความสำคัญและประโยชน์ในการศึกษา การเขียนมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการขออนุมัติทำการศึกษา หรือเขียนขอทุนในการทำวิจัย และเป็นแม่แบบในการดำเนินการวิจัย

          16. การจัดกระทำ (Manipulation) หมายถึง สภาพการณ์หรือการกระทำที่ผู้วิจัยจัดขึ้น เพื่อการควบคุม หรือการกำหนดค่าตัวแปรอิสระ ในการวิจัยแบบทดลองหรือกึ่งทดลอง เพื่อวัดค่าจะมีผลใดเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ

         17. สิ่งทดลอง (Treatment) หมายถึง สิ่งที่ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทดลอง เพื่อเป็นการควบคุมหรือกำหนดค่าตัวแปรอิสระในการวิจัยทดลองหรือกึ่งทดลอง

         18. ความเที่ยง (reliability) หมายถึง ระดับความสม่ำเสมอ หรือความคงที่ที่เครื่องมือวิจัยวัดค่าของสิ่งที่ต้องการวัด

          19. ความตรง (Validity) หมายถึง ระดับความสมารถในการวัดที่เครื่องมือวิจัยจะวัดค่าของสิ่งต้องการได้ตรงความเป็นจริง

          20. ระดับความมีนัยสำคัญ (The level significant) หมายถึงระดับที่สามารถยอมให้มีการคลาดเคลื่อนได้ คิดเป็นร้อยละเท่าไร เช่น การเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น และการเช็ดตัวด้วยแอลกอฮอล์ ช่วยทำให้ไข้ลดได้แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 หมายความว่าในการทดสอบการเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น และแอลกอฮอล์ 100 ครั้ง ยอมให้หรือจะเกิดความไม่แตกต่างกันเพียง 1 ครั้ง

คำศัพท์ต่างๆ ที่กล่าวข้างต้น ผู้วิจัยควรทราบและศึกษาให้เกิดความเข้าใจ เพื่อจะได้นำไปใช้ในการเขียนรายงานการวิจัยได้อย่างไม่ผิดพลาด เอกสารฉบับนี้ ยกตัวอย่างเพียงคำศัพท์วิจัยที่ใช้บ่อยเท่านั้น 

                ท้ายที่สุดนี้ การจะเข้าใจการวิจัย จะต้องเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำวิจัย หากทำบ่อยๆและทำได้อย่างถูกต้องตามระเบียบวิธีวิจัย ก็เป็นเรื่องง่ายที่ท่านจะเข้าใจการทําวิจัยได้ดี

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก   www. surajet.com   ขอบคุณค่ะ

 

 

 

 

ภาพ