คุณครูแคท - คัทลียา รัตนวงศ์ เป็นคุณครูแกนนำนักจัดการความรู้ของช่วงชั้นที่ ๑ ที่มีนัดมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันทุกบ่ายวันพฤหัส เราสองคนเรียกช่วงเวลานี้ว่าเป็น "ช่วงเวลาของการสร้างแรงบันดาลใจ" หน้าที่ของดิฉันคือ เป็นกระจกให้ไอน้ำความรู้ปฏิบัติของครูแคทกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ด้วยการตั้งคำถามบ้าง ตั้งประเด็นจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนบ้าง นอกชั้นเรียนบ้าง ช่วยจับประเด็นบ้าง คล้ายเป็นห้องเรียน KM ของคุณกิจที่มีฐานคิดแบบจิตตปัญญา บันทึกของครูแคทเริ่มต้นว่า...
" วันนี้มาทำงานกับครูใหม่ด้วยสมองที่ว่างเปล่า หัวใจที่ไม่ค่อยปลอดโปร่ง เพราะมีเรื่องเป็นห่วงเป็นกังวล เมื่อนั่งลงครูใหม่ก็มีเรื่องดี ๆ ให้อ่านเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พออ่านจบแรงบันดาลใจก็ยังจุดไม่ติด เปิดคอมพิวเตอร์ ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่ได้มีเรื่องจะเขียนจริงๆ รู้แค่ว่ามี ๒ เรื่องที่น่าเขียน แต่ยังไม่รู้สึกอยากเขียน ก็เลยคุยอะไรเรื่อยเปื่อยกับครูใหม่... เล่าว่าเมื่อคืนเข้าไปอ่านสิ่งที่เขียนไว้เมื่อปีแรกๆ ที่ยังเขียนไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วครูใหม่ก็บอกว่าเห็นการเติบโตของตัวเองใช่มั๊ย แล้วครูใหม่ก็ปิดท้ายว่า “ดีแล้ว งดงามแล้ว มากไปกว่านั้นอีก” ซึ่งทำให้หวนนึกถึงเหตุการณ์ครั้งที่ได้วลีนี้มา นั่นก็คือการไปร่วมอบรมจิตตปัญญาที่เขาใหญ่
๔ ปีที่ผ่านไปกับการใช้ชีวิตในโรงเรียนทางเลือก เมื่อลองใคร่ครวญดูแล้วก็พบตัวเองว่ามี ๒ เรื่องใหญ่ที่ได้เรียนรู้ในระหว่างการทำงานที่นี่ นั่นคือการจัดการความรู้ และจิตตปํญญา ซึ่งเมื่อมองอย่างผิวเผินแล้วดูจะเป็นคนละเรื่อง การจัดการความรู้ดูจะเป็นเรื่องของการใช้อำนาจของความรู้เข้าไปจัดการกับความรู้ ส่วนจิตตปัญญาก็ดูจะเป็นเรื่องภายในจิตใจของปัจเจกบุคคล
แต่เมื่อได้เข้าไปคลุกคลีกับเรื่องนี้จริงๆ กลับเห็นว่าทั้ง ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ เกื้อกูลกันอย่างไม่น่าเชื่อ
งานจัดการความรู้ในความเข้าใจในตอนที่ทำครั้งแรกนั้น คือ การนำความรู้จากการปฏิบัติที่เกิดขึ้นในหน้างานต่างๆ ในโรงเรียนที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย ทั้งที่เป็นเอกสารและที่อยู่ภายในตัวคน อันเป็นความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติงานจริง มาจัดระบบ ระเบียบ ด้วยคำถาม what why how เพื่อให้สามารถดึงเอาความรู้ที่แฝงฝังอยู่ในตัวคนเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ง่ายขึ้น และทำให้ความรู้ที่เกิดขึ้นภายในองค์กรเกิดการไหลเวียนกันไม่มีที่สิ้นสุด ก่อเกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ขึ้น
แน่นอนตามความเข้าใจในครั้งแรกนี้ดูเหมือนว่าจะต้องใช้อำนาจบางอย่างในการจัดการลงไปเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น คล้ายกับการเก็บกวาดบ้านนั่นเอง
ส่วนความเข้าใจเรื่องจิตตปัญญาจากการไปร่วมอบรมใน ๒ ครั้งแรกนั้นเป็นการพยายามเข้าใจความเป็นตัวตนของตัวเอง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงตัวตน เพื่อเข้าใจผู้คนรอบข้าง และเข้าใจความเป็นไปของโลก
แต่ครั้นเมื่อลงมือทำงานจัดการความรู้จริงๆ อำนาจกลับเป็นสิ่งแรกที่ต้องละวาง เราจะไม่สามารถเอาความรู้แฝงที่อยู่ภายในตัวบุคคลแต่ละคนออกมาได้เลยหากเราเอาอำนาจเข้าข่มขู่ หรือแม้กระทั่งเอาหน้าที่ เพราะธรรมชาติของการเรียนรู้และการถ่ายทอดความรู้จะเกิดขึ้นได้ดีในภาวะที่ผ่อนคลาย (และใครๆ ที่เพลินฯ ก็ทราบเรื่องนี้ดี) สิ่งที่พวกเราทำกันคือทำให้วงประชุมกลายเป็นวงสุนทรียสนทนา ภาวะแบบนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสมาชิกที่ร่วมวงนั้นเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน การฟังกันอย่างลึกซึ้ง การไม่ด่วนตัดสิน ...เมื่อความปลอดภัยเกิดขึ้นกับผู้ร่วมวงสนทนา ความรู้และความรู้สึกดีๆ ก็จะหลั่งไหลออกมาดังที่นักจัดการความรู้ปรารถนา จากนั้นจะเอาความรู้นั้นไปทำอะไรก็ตามแต่ใจจะปรารถนา
กติกาหรือวาระของการพูดคุยกันของวงประชุมแบบนี้คือ การหยิบยกเรื่องความสำเร็จ หรือเรื่องดีงามต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาเล่าสู่กันฟัง เอามาแชร์เพื่อให้เป็นประสบการณ์ร่วม แล้วนำไปขยายผลต่อ เรื่องเล็กๆ ที่ดีงามเหล่านี้ จะนำพาจิตใจให้เบิกบาน เมื่อเมื่อเบิกบานก็เรียนรู้ได้ดี ในจังหวะที่พอเหมาะพอดี แต่ถ้าเราเริ่มต้นที่ปัญหาก่อน จิตก็จะไม่เบิกบานรับการเรียนรู้ เมื่อเป็นดังนั้นการเรียนรู้ย่อมไม่เกิดขึ้น
จิตตปัญญาช่วยให้เราลดอัตตาของเราเอง เมื่ออัตตาเราเล็กลงความรู้จะไหลผ่านเข้าและออกจากตัวเราได้โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น ซึ่งจะช่วยให้การจัดการความรู้เป็นไปได้อย่างราบรื่น
งานจัดการความรู้ก็เหมือนกับงานครูที่ทำไปเรียนรู้ไป เข้าใจไปทีละเล็กที่ละน้อย ทำจนงานเข้ามาเป็นวาระหนึ่งของชีวิต งานไม่ได้เป็นเพียงงานที่อยู่นอกตัว ที่เมื่อทำแล้วก็เสร็จ หรือจบไป แต่งานกลับกลายมาเป็นชีวิต กลายมาเป็นโลกทัศน์ ชีวทัศน์ แม้ว่าจะไม่ได้ทำงานนั้นแล้ว ความเป็น สิ่งนั้น หรือสายตาแบบนั้นยังคงอยู่ในตัวเราไม่หายไปไหน
ทำไมครูต้องทำงานจัดการความรู้ ไม่ใช่เพียงเพราะการรวบรวมความรู้มีที่ให้กับเด็กเท่านั้น แต่เป็นเพราะ การจัดการความรู้ ทำให้ครูเป็นผู้เรียนรู้ และมีสายตาที่จะมองหาสิ่งดีงามเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น แล้วเพื่อนำมาขยายผล
การสอนของครูไม่ใช่การสอนแต่เป็นการเป็นอะไรบางอย่างที่เราอยากจะให้เด็กเป็น เพราะความเป็นเราจะปรากฏขึ้นในตัวเด็ก
หัวใจของจิตตปัญญา และ งานครู คือการเปลี่ยนแปลงตัวเองจากภายใน เพื่อนำความเปลี่ยนแปลงนั้นเปลี่ยนผ่านไปสู่เด็ก ทุกๆ การเรียนรู้ของเด็ก คือการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับครูก่อนหน้านั้นหรือในขณะนั้น สายตาแบบนักจัดการความรู้จะช่วยเอื้อให้กระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้เป็นไปได้อย่างมีความสุขในทุกๆ วัน
งานจัดการความรู้ และจิตตปัญญา จึงส่งเสริมและสร้างครูให้รักการเรียนรู้ และมีอัตตาอัตตาที่เล็กลง เพราะคนที่มีอัตตาเล็กนั้นคือคนที่เรียนรู้ ในความคิดของฉัน ครูจึงควรเป็นผู้ที่มีอัตตาเล็ก และมีสายตาแบบนักจัดการความรู้ จึงจะเป็นสุขและสนุกกับอาชีพครูได้อยู่เสมอ"
น่าติดตามมากครับ
เท่าที่ผมเดา แบบที่เล่ามา ผมเคยตั้งชื่อวิธีการสอนว่า
"แบบสืบสวนสอบสวน"
แบบตั้งประเด้นขึ้นถกกัน
บรรยากาศแบบนี้ผมเคยทำได้ในสภาพแวดล้อมที่เวลาไม่บีบบังคับมาก
ผู้เรียนไม่เครียด ไม่กังวล
และ อารมณ์ผ่อนคลาย
ที่หาได้ยากในการเรียนในห้อง
แต่ถ้าเรียนในสภาพแวดล้อมที่เหมาะ เช่นตามไร่นา ป่า สวน จะเกิดขึ้นได้ง่าย
พอกลับมาสู่ความเป็นจริงของระบบของเราสาวนใหญ่ก็เข้ามากรอบเดิมๆอีก
คือความเครียดเรื่องสถานที่ และเวลา
ผมจึงอยากฟังความเห็นเรื่องแนวทางการพัฒนาระบบเดิมๆของเรา ให้ดีอย่างที่ว่ามาข้างต้น
ว่าทางเลือกที่ทำได้นั้นคืออย่างไรบ้างครับ
ว่ากันถึงขั้นดำเนินการจริงๆเลยครับ
น่าจะเป็นประโยชน์กับการพัฒนาการศึกษาไทยในปัจจุบันครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
ขอบคุณอาจารย์มาก ๆ นะคะที่ติดตาม
เป็นอย่างที่อาจารย์บอกไม่ผิดเลยค่ะ ว่าการเรียนแบบนี้ต้องอยู่ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย
ไม่กังวล ไม่เครียด ไม่ถูกบีบบังคับ โจทย์ของเราก็คือทำอย่างไรให้ห้องเรียนมีบรรยากาศแบบนั้น
หนูขออนุญาตเล่าเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วให้ฟังเป็นตัวอย่างดีกว่านะคะ
เชิญอาจารย์ติดตามอ่าน "หนูทำได้ หนูทำเป็น หนูอยากทำ" นะคะ (ตอนนี้กำลังเขียนต้นฉบับอยู่ค่ะ)
คัทลียา รัตนวงศ์ (ครูแคท)
สวัสดีค่ะ เป็นคนตัวเล็กคนนึงเช่นกันค่ะ แต่ในแง่ของประสบการณ์วิชาชีพ ที่ยังอ่อนด้อยอยู่ ดีใจที่ได้เจอบล็อกนี้ อ่านแล้วได้ความคิดนำมาปรับใช้ นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงตัวเองจากภายใน ฟังดูมันก็ไม่น่าจะยากเกินความสามารถค่ะ