แนวทางการเขียนส่วนหน้าของรายงานการวิจัย
ส่วนหน้า หมายถึง ส่วนที่อยู่ก่อนส่วนเนื้อหาของการวิจัย เป็นส่วนประกอบที่ทำให้รายงานการวิจัยสมบูรณ์ และสื่อความหมายได้ดียิ่งขึ้น ในส่วนนี้ประกอบด้วย
1. ปกหน้า ประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ชื่อผู้วิจัย และข้อความอื่น ๆ เช่น ระบุชื่อหน่วยงานที่เป็นเจ้าของผลงานวิจัย และอาจระบุปีที่ทำวิจัยด้วย
2. ปกใน มีข้อความเหมือนปกนอกทุกประการ เพียงแต่ใช้กระดาษเหมือนเนื้อในตามปกติ
3. บทคัดย่อ เป็นบทที่ผู้ทำวิจัยสรุปเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับงานวิจัยที่ได้ดำเนินการไปแล้ว มากล่าวสรุปไว้สั้น ๆ โดยมีหัวข้อสำคัญ ๆ คือ
- ชื่อรายงานการวิจัย
- ชื่อผู้ทำวิจัย
- ปีที่ทำวิจัย
- สาระของบทคัดย่อ จะกล่าวถึงจุดประสงค์ของการวิจัย ขั้นตอนการดำเนินงานและผลที่ได้จากการวิจัยโดยสรุป
4. คำนำ จะกล่าวถึงความเป็นมาหรือประเด็นบางประการในเชิงแนะนำงานวิจัย
จุดมุ่งหมายของการดำเนินการวิจัย และกล่าวขอบคุณบุคคลต่าง ๆ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือให้
คำแนะนำจนกระทั่งงานวิจัยสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
5. สารบัญ สารบัญมักนิยมแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
5.1 สารบัญเนื้อเรื่อง
5.2 สารบัญตาราง
5.3 สารบัญภาพประกอบหรือแผนภูมิ
ส่วนหน้า (ปกหน้า, ปกใน, บทคัดย่อ, คำนำ และสารบัญ) ของรายงานการวิจัยไม่นิยมบอกหน้าเป็นตัวเลข มักใช้ตัวอักษร เริ่มจาก ก, ข, ค, ง,….. จนหมดส่วนนี้ แล้วจึงไปขึ้นหน้า 1 ในส่วนเนื้อหา
5.4 แนวทางการเขียนส่วนเนื้อหาของรายงานการวิจัย
ส่วนเนื้อหาจะประกอบด้วย 5 บท ได้แก่
บทที่ 1 บทนำ
บทที่ 2 แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
การเขียนส่วนเนื้อหาในแต่ละบท ตั้งแต่บทที่ 1 ถึงบทที่ 5 มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
บทที่ 1 บทนำ
จุดเน้นของบทนี้ จะต้องชี้ให้เห็นสภาพของปัญหาการเรียนการสอน โดยแสดงข้อมูลยืนยันสภาพปัญหาระบุแนวคิดในการแก้ปัญหา กำหนดจุดประสงค์ในการวิจัย ขอบเขตของการวิจัย และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับอย่างชัดเจน
แนวทางในการเขียนบทนำ มีส่วนประกอบ 5 ข้อ คือ
1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
3. สมมุติฐานของการวิจัย
4. ขอบเขตของการวิจัย
5. คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย
6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
แนวทางการเขียนส่วนประกอบในแต่ละข้อ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
กล่าวถึงสภาพการเรียนการสอนที่พึงปรารถนา หรือที่ควรจะเป็นโดยอาจกล่าวถึงแผนการศึกษาชาติ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร นโยบายการจัดการศึกษาระดับกรม ตลอดจนจุดประสงค์
รายวิชาที่ตนรับผิดชอบ กล่าวถึงสภาพปัญหาการเรียนการสอนที่ประสบ หรือไม่เป็นไปตามที่ปรารถนา โดยบรรยายถึงสภาพปัญหาจากการวิเคราะห์ ตามขั้นตอนวิเคราะห์ปัญหา ถ้ามีตัวเลขประกอบให้นำมาระบุไว้ด้วย สรุปแนวทางที่จะแก้ปัญหาที่ประสบอยู่ หรือพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยข้อความที่เขียนในส่วนนี้จะต้องสอดคล้องและต่อเนื่องกันโดยตลอด
2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
กำหนดให้ชัดเจนว่า เพื่อศึกษาอะไร เขียนถึงสิ่งที่เราอยากได้คำตอบ การเขียน
วัตถุประสงค์ของการวิจัยต้องเขียนให้สอดคล้องกับปัญหาวิจัย และนิยมเขียนเป็นประโยคบอกเล่า
ตัวอย่าง
1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปกับเรียนปกติ
2) เปรียบเทียบสัดส่วนของนักเรียนที่ได้ระดับผลการเรียนต่าง ๆ ระหว่างเรียนโดยใช้
บทเรียนสำเร็จรูปกับเรียนแบบปกติ
3. ศึกษาเจตคติของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป
3. สมมุติฐานของการวิจัย
สมมุติฐานของการวิจัย เป็นคำตอบที่คาดหวังไว้ก่อนที่จะทำการวิจัย หรือสามารถทดสอบ ได้ด้วยวิธีการทางสถิติ การตั้งสมมุติฐานต้องตั้งบนรากฐานแนวคิดทฤษฎี หรือผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น กล่าวคือ ผู้วิจัยจะต้องศึกษาแนวคิดทฤษฎี หรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ จึงจะสามารถตั้งสมมุติฐานได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง และการตั้งสมมุติฐานต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการวิจัย
ตัวอย่าง
1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนแบบปกติ
2) สัดส่วนของนักเรียนที่ได้ระดับผลการเรียน 4 และ 3 ของการเรียน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปสูงกว่าการเรียนแบบปกติ
3) เจตคติของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
4. ขอบเขตของการวิจัย
เป็นการบอกกรอบงานวิจัยว่า มีขอบเขตเพียงใด ครอบคลุมอะไรบ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องระบุรายละเอียดมากนัก
ตัวอย่าง
- กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2535
- เนื้อหา สร้างบทเรียนสำเร็จรูปวิชา ค 311 เรื่องเลขยกกำลัง
- ระยะเวลา ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2538 ถึงภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2539 รวมเป็นเวลา 2 ปีการศึกษา
5. คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย
มีคำบางคำในรายงานการวิจัยที่ต้องให้คำจำกัดความหรือนิยาม เพื่อทำความเข้าใจระหว่างผู้วิจัยกับผู้อ่านรายงานการวิจัย ซึ่งคำเหล่านั้นจะเป็นคำที่มีความหมายแตกต่างไปจากความหมายทั่ว ๆ ไป
ความหมายของคำที่นิยาม ให้นิยามเป็นเชิงปฏิบัติการ (Operation Definition) ไม่ใช่นิยามตามทฤษฎีหรือความหมายสากล
ตัวอย่าง
1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่นักเรียนทำได้จากแบบทดสอบวิชา ค 311 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
2) เจตคติของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดของ
นักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป โดยได้จากการใช้แบบสอบวัดเจตคติซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง
6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ผู้วิจัยต้องตอบคำถามให้ได้ว่า เมื่อทำวิจัยเสร็จแล้วเราจะนำไปใช้ประโยชน์โดยตรงได้อย่างไรบ้าง ซึ่งต้องสอดคล้องกับความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา และให้กล่าวถึงประโยชน์ที่เป็นผลตามมาด้วย
ตัวอย่าง
1) เพื่อเป็นแนวทางให้ครูได้รูปแบบ และวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพมาช่วยในการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์
2) เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขวิธีสอน วิชาคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษาเพื่อประโยชน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
บทนี้เป็นการนำเสนอ แนวคิดหรือทฤษฎี หรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่กำลังดำเนินการอยู่
จุดเน้นของบทนี้ คือ หลังจากได้นำเสนอแนวคิดทฤษฎีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นวิจัยแล้ว ผู้เขียนรายงานจะต้องสรุปกรอบความคิด หลักการ แนวทาง หรือรูปแบบของนวัตกรรมที่ใช้แก้ปัญหาการเรียนการสอน ที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหาหรือทดลอง
รายงานเนื้อหาของบทนี้ควรเสนอแยกเป็นตอน ๆ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของบทที่ 2 เช่น
ตอนที่ 1 ความหมาย หรือมโนทัศน์ที่สำคัญเกี่ยวกับนวัตกรรมที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหาการเรียนการสอน
ตอนที่ 2 แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา
ตอนที่ 3 ผลการวิจัย หรือบทความที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา ฯลฯ
ในแต่ละตอนจะต้องอธิบายกรอบความคิดโดยสรุปที่เป็นของผู้วิจัยเอง
เมื่อได้กำหนดเนื้อหาเป็นตอน ๆ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว จึงเขียนรายละเอียดของเนื้อหา
ในแต่ละตอนตามลำดับ
ตัวอย่าง
งานวิจัยเรื่อง “การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียน โดยชุดการสอนนิมิคอร์สกับ
นักเรียนโดยการสอนตามคู่มือครูของ สสวท.”
บทที่ 2 ได้จัดทำเป็น 4 ตอน คือ
ตอนที่ 1 ความหมายและลักษณะของชุดมินิคอร์ส
ตอนที่ 2 พัฒนาการของชุดมินิคอร์สและหลักการประเมินผลชุดมินิคอร์ส
ตอนที่ 3 การพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์
ตอนที่ 4 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดการสอนมินิคอร์สและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาตร์และการสอนตามคู่มือครูวิทยาศาสตร์ของ สสวท.
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย
จุดเน้นของบทนี้ จะแสดงให้เห็นลำดับขั้นตอนของการสร้างและการพัฒนานวัตกรรม
บอกขั้นตอนการพัฒนาเครื่องมือวัด ระบุเป้าหมายที่ใช้ในการทดลอง รูปแบบการทดลอง วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนการเผยแพร่
ขั้นเผยแพร่
ขั้นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อครูผู้สอนมั่นใจว่า ผลการดำเนินงานนั้นได้ผลแน่นอนแล้วให้เขียนระบุว่า การเผยแพร่โดยวิธีการใดบ้าง มีหลักฐานการเผยแพร่อะไรบ้าง และผลการเผยแพร่เป็นอย่างไร
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
จุดเน้นของบทนี้ คือ การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณให้สอดคล้องกับ
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
หลักในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
1. ควรเสนอเรียงลำดับตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย หรือ ตามสมมุติฐานของการวิจัย
ทีละข้อ
2. ถ้าสามารถเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลรวมเป็นตารางเดียวกันได้ก็ควรจะรวมกันไว้และการแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลก็ควรแปลเฉพาะประเด็นที่สำคัญหรือข้อค้นพบที่เด่น ๆ แปลความเชิงสถิติเป็นหลัก ไม่ควรตีความหรือขยายความเพิ่มเติมในบทนี้
3. ใช้เทคนิคในการแปลผลที่เรียกว่า “ข้อมูลพูดได้” เช่น ใช้แผนภูมิ แผนภาพต่าง ๆ ประกอบในการแปลผล ไม่จำเป็นจะต้องเสนอตารางที่มีตัวเลขมาก ๆ
4. ใช้ภาษาเขียนที่อ่านง่ายและเหมาะสมกับผู้อ่าน พยายามแปลงภาษาทางสถิติให้เป็นภาษาเขียนที่ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ง่าย ๆ
5. การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างตาราง ควรมีข้อความนำเพื่อเชื่อมโยงให้เห็นความต่อเนื่องระหว่างสิ่งที่เสนอไปแล้วกับสิ่งที่จะเสนอต่อไปอย่างไร
6. การเขียนหัวตาราง ในการเขียนหัวตารางจะต้องเขียนให้ชัดเจน ไม่คลุมเครือบอกลำดับตารางเพื่อง่ายแก่การค้นคว้าจากสารบัญตาราง เช่น ตาราง 1 ตาราง 2 เป็นต้น
7. เสนอผลกระทบ (Impact) ซึ่งเกิดจากการดำเนินการแก้ปัญหา (ถ้ามี) เช่น นักเรียน ครู ได้รับคำชมเชย ได้รับรางวัลชนะการประกวดต่าง ๆ ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรหรือมีหน่วยงานอื่นมาเยี่ยมชมกิจการที่ดำเนินงานนั้น
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
จุดเน้นของบทนี้ คือ การนำเสนอข้อสรุป หรือข้อค้นพบให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย อภิปรายผลการวิจัยโดยอิงแนวคิดทฤษฎี รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะโดยใช้ข้อค้นพบจากผลการวิจัยครั้งนี้ บทนี้ต้องมีสาระสำคัญครบถ้วนพร้อมที่จะนำไปปรับเป็นรายงานการวิจัยฉบับย่อได้
แนวทางการเขียนบทนี้ มีดังนี้
1. สรุปวัตถุประสงค์ของการวิจัยในช่วงต้น พร้อมทั้งเล่าวิธีดำเนินการโดยย่อในช่วงกลาง ก่อนที่จะเขียน สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
2. การเขียนสรุปผลการวิจัย
2.1 ควรสรุปสั้น ๆ กระชับ สอดคล้องและเรียงลำดับตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย
2.2 การสรุปผลการวิจัยเป็นการแปลความในระดับการตีความ
3. การเขียนอภิปรายผลการวิจัย
3.1 เขียนเพื่อชี้แจงให้เห็นว่าผลการวิจัยที่ได้สอดคล้องหรือขัดแย้งกับหลักการทฤษฎี หรือผลการวิจัยของผู้อื่นที่ทำไว้อย่างไร ถ้าขัดแย้งให้เสนอความคิดเห็นหรือเหตุผลหรือข้อจำกัดที่ทำให้ผลที่ได้เป็นเช่นนั้น ในการอภิปรายควรแยกประเด็นอภิปรายไปทีละประเด็น
3.2 ในการอภิปรายผลการวิจัย ไม่จำเป็นต้องอภิปรายทุกรายการตามข้อสรุปผลการวิจัย ผู้วิจัยอาจยกประเด็นที่เป็นที่น่าสังเกต หรือโดดเด่น หรือประเด็นที่ปรากฏข้อสรุปไม่เป็นไปตามสมมุติฐานการวิจัย
บทที่ 5สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
จุดเน้นของบทนี้ คือ การนำเสนอข้อสรุป หรือข้อค้นพบให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย อภิปรายผลการวิจัยโดยอิงแนวคิดทฤษฎี รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะโดยใช้ข้อค้นพบจากผลการวิจัยครั้งนี้ บทนี้ต้องมีสาระสำคัญครบถ้วนพร้อมที่จะนำไปปรับเป็นรายงานการวิจัยฉบับย่อได้
แนวทางการเขียนบทนี้ มีดังนี้
1. สรุปวัตถุประสงค์ของการวิจัยในช่วงต้น พร้อมทั้งเล่าวิธีดำเนินการโดยย่อในช่วงกลาง ก่อนที่จะเขียน สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
2. การเขียนสรุปผลการวิจัย
2.1 ควรสรุปสั้น ๆ กระชับ สอดคล้องและเรียงลำดับตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย
2.2 การสรุปผลการวิจัยเป็นการแปลความในระดับการตีความ
3. การเขียนอภิปรายผลการวิจัย
3.1 เขียนเพื่อชี้แจงให้เห็นว่าผลการวิจัยที่ได้สอดคล้องหรือขัดแย้งกับหลักการทฤษฎี หรือผลการวิจัยของผู้อื่นที่ทำไว้อย่างไร ถ้าขัดแย้งให้เสนอความคิดเห็นหรือเหตุผลหรือข้อจำกัดที่ทำให้ผลที่ได้เป็นเช่นนั้น ในการอภิปรายควรแยกประเด็นอภิปรายไปทีละประเด็น
3.2 ในการอภิปรายผลการวิจัย ไม่จำเป็นต้องอภิปรายทุกรายการตามข้อสรุปผลการวิจัย ผู้วิจัยอาจยกประเด็นที่เป็นที่น่าสังเกต หรือโดดเด่น หรือประเด็นที่ปรากฏข้อสรุปไม่เป็นไปตามสมมุติฐานการวิจัย
4. การเขียนข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย นิยมเขียนแยกเป็น 2 ส่วน คือ
4.1 ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ประโยชน์ เขียนให้สอดคล้องกับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับที่ระบุไว้ในบทที่ 1
4.2 ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย เป็นข้อเสนอแนะเพื่อทำวิจัยเพิ่มเติมว่า จากข้อค้นพบในงานวิจัยดังกล่าวได้ก่อให้เกิดประเด็น หรือแนวคิดที่ควรจะมีการดำเนินการในการวิจัยในระยะต่อไปในหัวข้อใดบ้าง
5.5 แนวทางการเขียนส่วนเอกสารอ้างอิงของรายงานการวิจัย
ส่วนเอกสารอ้างอิง มีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ
1. บรรณานุกรม
2. ภาคผนวก
1) บรรณานุกรม
บรรณานุกรมเป็นส่วนที่นำเอาเอกสารทุกเล่มทุกชนิดที่อ้างอิงในรายงานการวิจัยทั้งเล่ม ไม่ว่าการอ้างอิงนั้นจะอยู่ตรงส่วนไหนของรายงานการวิจัย ตั้งแต่บทที่ 1 จนถึงบทที่ 5 หรือว่าเอกสารเหล่านั้นจะถูกอ้างอิงเป็นเชิงอรรถอยู่แล้วก็ตาม นำมารวบรวมเขียนเป็นบรรณานุกรมของรายงานการวิจัยอย่างเป็นระบบ
การเขียนบรรณานุกรม ให้เขียนตามแบบมาตรฐานของการเขียนบรรณานุกรมของรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เมื่อใช้รูปแบบใดแล้วก็ให้ใช้รูปแบบนั้นเหมือนกันตลอดทั้งเล่ม และควรแยกภาษาไทยกับภาษาอังกฤษเป็นคนละส่วน
2) ภาคผนวก
ภาคผนวก หมายถึง ส่วนที่นำรายละเอียดปลีกย่อยของเนื้อหาที่ไม่จำเป็นต้องใส่ไว้ในส่วนของเนื้อหามารวมไว้ตอนท้ายเล่ม เพื่อการอ้างอิงในรายละเอียด อาจเป็นข้อมูลตัวเลขตารางผลการวิเคราะห์เอกสารต่าง ๆ ตัวอย่างเครื่องมือ ฯลฯ เท่าที่ผู้วิจัยเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ในการศึกษางานวิจัยเท่านั้น อาจจะแยกเป็นประเภทของภาคผนวกก็ได้ เช่น
ภาคผนวก ก. เป็นเรื่องของตารางผลการวิเคราะห์ที่เป็นรายละเอียดเพิ่มเติม
ภาคผนวก ข. เป็นตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยทั้งหมด
ภาคผนวก ค. เป็นเอกสารประกอบอื่น ๆ เช่น หนังสือขอความร่วมมือในการเก็บ
รวบรวมข้อมูล เป็นต้น
5.6 . ระบบการอ้างอิงและการจัดพิมพ์รายงาน
1) ระบบการอ้างอิง
การเขียนรายงานการวิจัย ผู้วิจัยมีความจำเป็นจะต้องอ้างถึงบทความ ตำรา ตลอดจน
ข้อเขียนทางวิชาการ ซึ่งในการอ้างอิง ผู้วิจัยจะกล่าวถึงแหล่งที่มา และต้องรวบรวมรายชื่อเอกสารทางวิชาการ ตำราดังกล่าวทั้งหมดมาเขียนเป็นบรรณานุกรม
การอ้างอิงในรายงานการวิจัย มีวิธีเขียนอยู่ 2 แบบ คือ
ก. การอ้างอิงแบบเชิงอรรค
การเขียนแบบนี้ต้องกำกับตัวเลขไว้ตอนบนของข้อความที่นำมาอ้างว่าเป็นผลงานของใคร หรือจากแหล่งใด แล้วนำแหล่งอ้างอิงไปเขียนไว้ตอนล่างของหน้าเรียงตามลำดับ ซึ่งเป็นวิธีที่
ยุ่งยากในการพิมพ์ ในปัจจุบันไม่นิยมใช้
ข. การอ้างอิงในเนื้อหา
การเขียนแบบนี้ใช้วิธีอ้างอิงแหล่งนั้น ๆ แทรกเข้าไปในเนื้อหาของงานวิจัยเลย การอ้างอิงก็โดยวงเล็บแทรกอยู่กับเนื้อหา สิ่งที่อ้างอิงในวงเล็บ มี 2 ส่วน คือ ชื่อ – สกุลผู้แต่งและปีพิมพ์ที่ใช้อ้างอิง ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ชื่อผู้แต่งใช้เฉพาะชื่อสกุล
หลักสำคัญในการอ้างอิง หากเลือกระบบการอ้างอิงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งแล้วให้ใช้
รูปแบบนั้นตลอดทั้งเล่ม
2) การจัดพิมพ์รายงาน
การจัดพิมพ์ ผู้วิจัยอาจจะกำหนดแบบการจัดพิมพ์ได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้การกำหนดแบบการจัดพิมพ์ต้องมีความคงที่ตลอด และควรจะจัดพิมพ์ตามระบบการจัดพิมพ์ที่นิยมกันทั่ว ๆ ไป
4. การเขียนข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย นิยมเขียนแยกเป็น 2 ส่วน คือ
4.1ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ประโยชน์ เขียนให้สอดคล้องกับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับที่ระบุไว้ในบทที่ 1
4.2ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย เป็นข้อเสนอแนะเพื่อทำวิจัยเพิ่มเติมว่า จากข้อค้นพบในงานวิจัยดังกล่าวได้ก่อให้เกิดประเด็น หรือแนวคิดที่ควรจะมีการดำเนินการในการวิจัยในระยะต่อไปในหัวข้อใดบ้าง
5.5 แนวทางการเขียนส่วนเอกสารอ้างอิงของรายงานการวิจัย
ส่วนเอกสารอ้างอิง มีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ
1. บรรณานุกรม
2. ภาคผนวก
1) บรรณานุกรม
บรรณานุกรมเป็นส่วนที่นำเอาเอกสารทุกเล่มทุกชนิดที่อ้างอิงในรายงานการวิจัยทั้งเล่ม ไม่ว่าการอ้างอิงนั้นจะอยู่ตรงส่วนไหนของรายงานการวิจัย ตั้งแต่บทที่ 1 จนถึงบทที่ 5 หรือว่าเอกสารเหล่านั้นจะถูกอ้างอิงเป็นเชิงอรรถอยู่แล้วก็ตาม นำมารวบรวมเขียนเป็นบรรณานุกรมของรายงานการวิจัยอย่างเป็นระบบ
การเขียนบรรณานุกรม ให้เขียนตามแบบมาตรฐานของการเขียนบรรณานุกรมของรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เมื่อใช้รูปแบบใดแล้วก็ให้ใช้รูปแบบนั้นเหมือนกันตลอดทั้งเล่ม และควรแยกภาษาไทยกับภาษาอังกฤษเป็นคนละส่วน
2) ภาคผนวก
ภาคผนวก หมายถึง ส่วนที่นำรายละเอียดปลีกย่อยของเนื้อหาที่ไม่จำเป็นต้องใส่ไว้ในส่วนของเนื้อหามารวมไว้ตอนท้ายเล่ม เพื่อการอ้างอิงในรายละเอียด อาจเป็นข้อมูลตัวเลขตารางผลการวิเคราะห์เอกสารต่าง ๆ ตัวอย่างเครื่องมือ ฯลฯ เท่าที่ผู้วิจัยเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ในการศึกษางานวิจัยเท่านั้น อาจจะแยกเป็นประเภทของภาคผนวกก็ได้ เช่น
ภาคผนวก ก. เป็นเรื่องของตารางผลการวิเคราะห์ที่เป็นรายละเอียดเพิ่มเติม
ภาคผนวก ข. เป็นตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยทั้งหมด
ภาคผนวก ค. เป็นเอกสารประกอบอื่น ๆ เช่น หนังสือขอความร่วมมือในการเก็บ
รวบรวมข้อมูล เป็นต้น
5.6 . ระบบการอ้างอิงและการจัดพิมพ์รายงาน
1) ระบบการอ้างอิง
การเขียนรายงานการวิจัย ผู้วิจัยมีความจำเป็นจะต้องอ้างถึงบทความ ตำรา ตลอดจน
ข้อเขียนทางวิชาการ ซึ่งในการอ้างอิง ผู้วิจัยจะกล่าวถึงแหล่งที่มา และต้องรวบรวมรายชื่อเอกสารทางวิชาการ ตำราดังกล่าวทั้งหมดมาเขียนเป็นบรรณานุกรม
การอ้างอิงในรายงานการวิจัย มีวิธีเขียนอยู่ 2 แบบ คือ
ก. การอ้างอิงแบบเชิงอรรค
การเขียนแบบนี้ต้องกำกับตัวเลขไว้ตอนบนของข้อความที่นำมาอ้างว่าเป็นผลงานของใคร หรือจากแหล่งใด แล้วนำแหล่งอ้างอิงไปเขียนไว้ตอนล่างของหน้าเรียงตามลำดับ ซึ่งเป็นวิธีที่
ยุ่งยากในการพิมพ์ ในปัจจุบันไม่นิยมใช้
ข. การอ้างอิงในเนื้อหา
การเขียนแบบนี้ใช้วิธีอ้างอิงแหล่งนั้น ๆ แทรกเข้าไปในเนื้อหาของงานวิจัยเลย การอ้างอิงก็โดยวงเล็บแทรกอยู่กับเนื้อหา สิ่งที่อ้างอิงในวงเล็บ มี 2 ส่วน คือ ชื่อ – สกุลผู้แต่งและปีพิมพ์ที่ใช้อ้างอิง ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ชื่อผู้แต่งใช้เฉพาะชื่อสกุล
หลักสำคัญในการอ้างอิง หากเลือกระบบการอ้างอิงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งแล้วให้ใช้
รูปแบบนั้นตลอดทั้งเล่ม
2) การจัดพิมพ์รายงาน
การจัดพิมพ์ ผู้วิจัยอาจจะกำหนดแบบการจัดพิมพ์ได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้การกำหนดแบบการจัดพิมพ์ต้องมีความคงที่ตลอด และควรจะจัดพิมพ์ตามระบบการจัดพิมพ์ที่นิยมกันทั่ว ๆ ไป



ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีครับ
มาขอเรียนด้วยคนน่ะครับ