สื่อมวลชน  ต้องหยุดละเมิดเด็ก

 

 

      เมื่อเกิดการนำเสนอข่าวฉาวของดาราหญิงชายคู่หนึ่ง  ผ่านทีวีและหนังสือพิมพ์จนโด่งดังไปทั่วนั้น ผมเองติดตามข่าวนี้ด้วยความรู้สึกธรรมดาๆ และไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดใด  เพราะถือว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลของคนสองคนที่บรรลุนิติภาวะแล้ว 

      กระทั่งได้เห็นภาพของเด็กปรากฎขึ้นพร้อมดาราที่เป็นแม่  จึงต้องลุกขึ้นชี้บอกไปยังสื่อมวลชนและสังคมทั่วไปว่า สื่อได้ก้าวเกินเลยเส้นแห่งความพอดีไปแล้ว 

      เหตุผลเพราะ หนึ่ง...เด็กนั้นอยู่ในวัยที่ไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเลย ทำไมต้องตกมาอยู่ในสภาพ "เป้าของสังคม"ที่กำลังเพ่งเล็งมาว่า "ใครคือพ่อ"  

      สอง...ทำไมเด็กต้องมาอยู่ท่ามกลางการนำมา "ต่อรอง" ภายใต้การปรากฎตัวในสื่อ  ทั้งๆ ที่คนสองคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ถกเถียงกันได้โดยเด็กไม่ต้องปรากฎตัวก็มีผลเช่นเดียวกัน 

      ในอดีตนั้น เมื่อใดที่เด็กตกเป็นเหยื่อ เช่นถูกทำร้ายทารุณ ถูกนำไปขอทาน ถูกนำไปค้าประเวณี หรือถูกข่มขืน  บรรดานักการเมืองตัวดีทั้งหลาย ต่างพากันแห่แหนนำเด็กออกไปแถลงข่าวกับสื่อ เพื่อแสดงผลงานของตน สื่อเองก็จับภาพ ซูมภาพให้เห็นกันจะจะ หนังสือพิมพ์ก็นำลงอย่างท้าทาย จนปรากฎไปทั่ว

      โดยสื่อหาได้รู้หรือเฉลียวใจสักนิดเลยว่า การทำเช่นนั้นเท่ากับ การทำร้ายเด็กซ้ำ  ที่เรื่องส่วนตัวเขาถูกนำไปป่าวร้องจนเป็นที่รับรู้กันไปทั่ว  

       "วันข้างหน้า เขาจะอยู่ได้อย่างไร"

       "วันข้างหน้า  ประวัติเขาจะถูกนำมาตีแผ่หรือไม่"

        เช่นนี้เอง ที่ พรบ.คุ้มครองเด็กแห่งชาติ พ.ศ.2546 จึงกำหนดไว้ในมาตรา 27 ว่า..ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือสื่อสารสนเทศประเภทใดซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับเด็กหรือผู้ปกครอง โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็ก หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ" 

        โทษของการทำผิดมาตรานี้คือ จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

         เช่นนี้เองที่ สื่อมวลชน ต้องหยุดละเมิดสิทธิเด็ก ได้แล้ว