ศาสตร์ในความหมายของผลผลิตของการวิจัย
ศาสตร์คืออะไร
“ศาสตร์” หรือ “Science” มีความหมาย 3 ลักษณะ
- 1. ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงและกฎที่จัดไว้อย่างเป็นระบบ
- 2. สาขาวิชาหรือสาขาความรู้ต่างๆ เช่น ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และดาราศาสตร์ ซึ่งจัดเป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เศรษฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เกษตรและวิศวกรรมจัดเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์
- 3. กระบวนการที่เป็นกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้ได้ความรู้ที่สามารถทดสอบได้ ซึ่งกระบวนการที่กล่าวประกอบด้วย
1) การสังเกตปรากฎการณ์ในธรรมชาติแล้วกำหนดปัญหา
2) การตั้งสมมติฐาน
3) การเก็บรวบรวมข้อมูล
4) การวิเคราะห์
5) การสรุปผล
ศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ เป็นได้ทั้งความรู้หรือสาขาวิชา และกระบวนการค้นหาความรู้ หากพิจารณา “ศาสตร์” ในความหมายของกระบวนการค้นหาความรู้แล้วก็จะพบว่าเป็นสิ่งเดียวกันกับกระบวนการวิจัย (Research process) นั่นเอง ในบทนี้จึงจะพิจารณาศาสตร์ในความรู้หรือสาขาวิชามากกว่าจะพิจารณาในความหมายของกระบวนการค้นหาความรู้
เมื่อพิจารณา “ศาสตร์” ในความหมายของความรู้หรือสาขาแล้วก็ชวนให้ตั้งประเด็นเป็นคำถามต่อไปอีกได้ว่า ความรู้เช่นไรจึงจัดเป็นศาสตร์หรือสาขาวิชาได้ กลับไปดูลักษณะสำคัญของศาสตร์เสียก่อน
“ศาสตร์” มีลัษณะดังนี้
- 1. มีองค์ความรู้ (Body of knowledge) เป็นเรื่องเฉพาะตัว
- 2. มีศัพท์เฉพาะตัว (Technical term)
- 3. มีวิธีการค้นคว้าความรู้เฉพาะตัว (Method of inquiry knowledge)
- 1. มีองค์ความรู้ (Body of knowledge) เป็นเรื่องเฉพาะตัว
องค์ความรู้ หมายถึง มวลเนื้อสาระที่จัดไว้อย่างเป็นระบบ เป็นหมวดหมู่ จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม หรือจัดอย่างง่ายๆ ไปสู่ซับซ้อนเรียงตามลำดับ อันประกอบไปด้วย
ส่วนที่เป็นข้อเท็จจริง (Fact)
มโนทัศน์ (Concept)
ข้อเสนอ (Proposition)
สัจพจน์ (Axiom or Postulate)
ทฤษฎี (Theory)
กฎ (Law)
มวลสาระเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทุกๆ ศาสตร์จะมีได้ครบถ้วน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าในการสั่งสมองค์ความรู้ของศาสตร์นั้นๆ เป็นหลัก ศาสตร์ใดมีความก้าวหน้ามากกว่าก็จะมีส่วนที่เป็นมวลสาระความรู้ในระดับสูงๆ มาก (ได้แก่ส่วนที่เป็นทฤษฎี และกฎ) ในขณะที่ศาสตร์ใดมีความล้าหลังจะมีส่วนที่เป็นมวลสาระความรู้ในระดับต่ำมาก (ได้แก่ ข้อเท็จจริง และมโนทัศน์) นอกจากนั้นแล้ว มวลสาระที่เป็นองค์ความรู้เหล่านั้นจะต้องสามารถที่จะทำการทดสอบความถูกผิดได้ไม่ว่าจะโดยวิธีการเชิงประจักษ์ (Empirical) หรือเชิงวิตรรก (Rational)
- 2. มีศัพท์เฉพาะตัว (Technical term) คำศัพท์เฉพาะในแต่ละศาสตร์สิ่งซึ่งแสดงถึงลักษณะเด่นและจำแนกศาสตร์ออกจากกัน คำศัพท์เฉพาะมีประโยชน์ในแง่การใช้สื่อความในหมู่นักวิชาการ กลุ่มคนวิชาชีพเดียวกัน ใช้กำหนดประเด็นหรือหัวข้อสำหรับการประชุมสัมมนาทางวิชาการ หรือติดตามความก้าวหน้าในเรื่องนั้นๆ ยังสามารถที่จะนำมาใช้เพื่อแสดงตัวตนของบุคคลที่อยู่ในแวดวงศาสตร์นั้นๆ ให้บุคคลภายนอกได้รับรู้อีกด้วย ยิ่งศาสตร์ใดมีการคิดค้นบัญญัติศัพท์เฉพาะของตนมากเท่าใดก็ยื่งแสดงถึงความก้าวหน้าพอกพูนความรู้ของศาสตร์ดังกล่าวตามไปด้วย
- 3. มีวิธีการค้นคว้าความรู้เฉพาะตัว (Method of inquiry knowledge) ศาสตร์แต่ละศาสตร์ต้องมีวิธีการที่จะนำมาใช้เพื่อค้นคว้า สั่งสมความรู้ในศาสตร์ของตนให้พอกพูนก้าวหน้าอยู่เสมอ ซึ่งวิธีการที่ใช้ก็อาจจะมีบางส่วนที่เหมือนกันหรือต่างกันก็ได้
นอกจากนั้นแล้วบางวิธีที่ใช้อาจจะก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือต่ำ มักเรียกกันว่าทำให้ได้ความรู้ที่ค่อนข้างจะมีความเป็นอัตวิสัยหรือเป็นอัตนัย (Subjectivity) ขาดความตรง (Invalidity) ขาดความเที่ยง (Unreliability)
ในขณะที่อีกวิธีหนึ่งจะทำให้ได้ความรู้ที่มีความเป็นวัตถุวิสัยหรือเป็นปรนัย (Objectivity) มีความตรง (validity) และมีความเที่ยง (reliability) สูง
ศาสตร์ใดที่ใช้วิธีการสั่งสมความรู้ในลักษณะแรกก็มักมีความก้าวหน้าน้อย ซึ่งเรียกกันว่าศาสตร์อ่อน (Weak science) และในทำนองตรงกันข้าม ถ้าศาสตร์ใดใช้วิธีการสั่งสมความรู้ในลักษณะหลังก็จะมีความก้าวหน้ามาก ซึ่งเรียกกันว่าศาสตร์แข็ง (Strong science) วิธีการที่ศาสตร์ต่างๆใช้ค้นคว้า สั่งสม ความรู้ ก็อาจได้แก่ การสังเกต การสัมภาษณ์ การตรวจเอกสาร ซาก หลักฐาน การทดลอง
เรามักจะพบว่ามีการใช้คำว่าศาสตร์ต่อท้ายวิชาการในสาขาต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ นิติศาสตร์ ศาสนศาสตร์ ดาราศาสตร์ หรือแม้โหราศาสตร์ ทั้งนี้เป็นเพราะวิชาการแต่ละสาขามีคุณลักษณะแห่งความเป็นศาสตร์ครบถ้วนทั้งสามประการนั่นเอง เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาที่ลักษณะของศาสตร์ในประการแรกเกี่ยวกับการมีองค์ความรู้เป็นของตนเองก็จะพบว่า ส่วนที่เป็นองค์ประกอบกันเป็นองค์ความรู้นั้นล้วนแล้วแต่ได้มาจากวิธีการสั่งสม 2 วิธีใหญ่ๆ คือ วิธีการเชิงประจักษ์และเชิงวิตรรก ซึ่งวิธีการที่กล่าวนี้แท้ที่จริงก็คือพื้นฐานที่ก่อเกิดระเบียบวิธีเชิงประจักษ์และเชิงวิตรรกนั่นเอง ด้วยเหตุนี้หากจะกล่าวว่า...ระเบียบวิธีวิจัยนำมาซึ่งความรู้ของศาสตร์หรือศาสตร์เป็นผลของการวิจัย
ประเภทของศาสตร์
การใช้ระเบียบวิธีที่แตกต่างกันค้นคว้าสั่งสมองค์ความรู้ที่แตกต่างกันย่อมนำมาซึ่งศาสตร์ที่แตกต่างกัน สามารถจัดกลุ่มของศาสตร์โดยพิจารณาจากลักษณะที่ร่วมกันได้ เช่น
จัดตามระดับความเกี่ยวเนื่องในการพัฒนามนุษยชาติ จำแนกได้เป็น 4 ระดับ
- 1. เป็นศาสตร์หรือวิทยาการเชิงประจักษ์ (Empirical level)
- 2. วิทยาการหรือศาสตร์ระดับปฎิบัติ (Pragmatic level)
- 3. วิทยาการหรือศาสตร์ระดับปทัสถาน (Normative level)
- 4. วิทยาการหรือศาสตร์ระดับคุณค่า (Meaning or purposive level)
พิจารณาจากลักษณะของปรากฎการณ์ที่ศาสตร์นั่นมุ่งทำการศึกษา จำแนกได้เป็น 3 ระดับ
- 1. วิทยาศาสตร์ธรรมชาติหรือธรรมชาติศาสตร์ (Natural science)
- 2. สังคมศาสตร์ (Social science)
- 3. มนุษยศาสตร์ (Humanities science)
วิทยาศาสตร์ธรรมชาติหรือธรรมชาติศาสตร์ (Natural science)
มุ่งศึกษาปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งต่างๆ ยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวกับปรากฎการณ์ทางพฤติกรรมของมนุษย์ ได้แก่ ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และดาราศาสตร์
สังคมศาสตร์ (Social science)
มุ่งศึกษาปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมระหว่างมนุษย์กับมนุษย์หรือศึกษาปรากฎการณ์ที่เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ได้แก่ สังคมวิทยา นิติศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ประชากรศาสตร์ และศึกษาศาสตร์
มนุษยศาสตร์ (Humanities science)
มุ่งศึกษาปรากฎการณ์ของมนุษย์ในส่วนที่เป็นปัจเจกบุคคล ได้แก่ เรื่องคุณค่า ความงาม ความสุนทรีย์ การใช้เหตุผล ได้แก่ ภาษาและวรรณกรรม ศิลปะ และดนตรี
ในความจริงแล้วพบว่าบางสาขาวิชานั้นมีความคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างกลุ่มศาสตร์ทั้งสามกลุ่มอยู่มาก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งนั้นต้องอาศัยความรู้ทั้งสองหรือสามศาสตร์ประกอบกัน เช่น วิศวกรรมศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ และสาธารณสุขศาสตร์ จะพบว่าอยู่คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นวิทยาศาสตร์และมนุษยศาสตร์อยู่พอสมควร ด้วยลักษณะก้ำกึ่งเช่นนี้ จึงพบว่ามีการแบ่งศาสตร์เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ ศาสตร์บริสุทธิ์ (Pure science)และศาสตร์ประยุกต์ (Applied science)
ศาสตร์บริสุทธิ์ (Pure science) มุ่งศึกษาเกี่ยวกับปรากฎการณ์ในธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความรู้เป็นหลัก
ศาสตร์ประยุกต์ (Applied science) มุ่งศึกษาเกี่ยวกับปรากฎการณ์ในธรรมชาติ และนำความรู้มาใช้สนองตอบประโยชน์ของมวลมนุษย์สำคัญ
เป้าหมายของศาสตร์
ศาสตร์มีเป้าหมาย 4 ประการ
- 1. บรรยาย
- 2. อธิบาย
- 3. ทำนาย
- 4. ควบคุมปรากฎการณ์ในธรรมชาติหรือปรากฎการณ์ที่มุ่งศึกษา
เป้าหมายแต่ละระดับมีดังนี้
- เพื่อบรรยายหรือพรรณนา (Description) ปรากฎการณ์ หมายถึง การบอกเล่าตอบคำถามว่าใครหรือสิ่งใด (Who) ทำอะไร (What) ที่ไหน (Where) เมื่อไร (When) และอย่างไร (How) การตอบคำถามดังกล่าวได้จากการสังเกตปรากฎการณ์อย่างรอบคอบแล้วนำสิ่งที่ได้สังเกตมาเรียบเรียง นำเสนออย่างตรงไปตรงมาตามที่ได้สัมผัสรับรู้เท่านั้น
- เพื่ออธิบาย (Explanation) ปรากฎการณ์ หมายถึง การบอกว่าปรากฎการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด นั่นคือ การตอบคำถาม ทำไม (Why) หรือการบอกในเชิงสาเหตุ และผลของปรากฎการณ์นั้นๆ ว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร จะเห็นว่าการที่จะอธิบายในเชิงสาเหตุและผลหรือความสัมพันธ์ระหว่างปรากฎการณ์ใดนั้นก็จะต้องมีปรากฎการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอให้ทำการสังเกตเห็นได้หรือต้องสามารถพรรณนาได้ก่อนในระดับหนึ่ง จึงจะสามารถตอบคำถามอธิบายเชิงสาเหตุและผลได้
- เพื่อทำนาย (Prediction) หมายความว่า การบอกหรือคาดคะเนได้ว่าถ้ามีปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นแล้วจะมีปรากฎการณ์ใดเกิดขึ้นตามมา นั้นคือ การบอกในลักษณะถ้า..(IF)…แล้ว (Then)…นั้นเอง ซึ่งจะเห็นว่าปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนก็คือสิ่งที่เป็นเหตุ ส่วนปรากฎการณ์ที่เกิดตามหลังก็คือสิ่งที่เป็นผล ดังนั้นการที่จะสามารถทำนายปรากฎการณ์ใดๆ ได้แม่นยำถูกต้องเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับการค้นพบอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปรากฎการณ์ที่เป็นเหตุและปรากฎการณ์ที่เป็นผลได้ก่อนแล้ว
- เพื่อการควบคุม (Control) หมายถึง การทำให้เกิดหรือไม่เกิดปรากฎการณ์ใดๆ ตามที่มนุษย์ (นักวิจัยหรือนักทดลอง) ต้องการ เป้าหมายสุดท้ายนี้จะเกิดขึ้นได้ก้ต่อเมื่อสามารถอธิบายและทำนายได้ว่าปรากฎการณ์ใดจะทำให้เกิดปรากฎการณ์ใด ดังนั้นเมื่อรู้ดังนี้แล้วการที่จะทำให้เกิดหรือไม่เกิดปรากฎการณ์ใดๆ ก็โดยการทำให้ปรากฎการณ์ที่เป็นเหตุ มีขึ้นเมื่อมีปรากฎการณ์ที่เป็นเหตุ ก็ย่อมจะมีปรากฎการณ์ที่เป็นผลตามมา ในทำนองตรงกันข้ามถ้าทำให้ปรากฎการณ์ที่เป็นเหตุไม่มี ก็ย่อมจะไม่มีปรากฎการณ์ที่เป็นผล ดังคำพูดที่ว่าการจะดับผลต้องดับที่เหตุ เป้าหมายสุดท้ายของศาสตร์นี้เป็นสุดยอดปรารถนาของศาสตร์สาขาต่างๆ ที่จะได้ไปให้ถึงทั้งสิ้น สิ่งที่ตามมาก็คือ การตอบสนองประโยชน์สุขของมวลมนุษย์และสังคมโดยรวมนั่นเอง
ระดับเป้าหมายทั้ง 4 ประการนี้ ชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าของศาสตร์แต่ละสาขาได้อย่างชัดเจน กล่าวคือ
ศาสตร์ใดที่มีความก้าวหน้ามากก็จะสามารถมีองค์ความรู้ที่บรรลุเป้าหมายสูง (ได้แก่ การทำนายและควบคุม)
ถ้าศาสตร์ใดที่มีองค์ความรู้เพียงแค่การพรรณนาและอธิบายหรือได้เฉพาะการพรรณนาปรากฎการณ์ ซึ่งเป็นเป้าหมายในระดับแรกๆ ของศาสตร์ก็แสดงว่าสาสตร์นั้นยังมีความก้าวหน้าไม่มากนัก
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้แล้วคงเป็นที่ประจักษ์เพราะเหตุใดศาสตร์ด้านธรรมชาติหรือวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากมนุษย์นั้นจึงมีความก้าวหน้ามากกว่าศาสตร์อื่นๆ ศาสตร์ด้านนี้มีองค์ความรู้ถึงขั้นควบคุมปรากฎการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติได้มาก มีการนำความรู้ไปใช้ควบคุมปรากฎการณ์ทั้งหลายเพื่อสนองตอบมวลมนุษยชาติ (ในนามเทคโนโลยีหรือที่มักจะเรียกรวมๆ ว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี) อย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่ศาสตร์ทางสังคมศาสตร์และทางด้านมนุษย์ศาสตร์นั้นนับว่ามีความก้าวหน้าถึงเป้าหมายสุดท้ายค่อนข้างยาก จนกระทั้งหากใช้เป้าหมายของศาสตร์เป็นเกณฑ์บ่งบอกความก้าวหน้าของศาสตร์แล้ว ศาสตร์ทางด้านมนุษย์หรือมนุษยศาสตร์นั้นถูกจัดว่ามีความอ่อนหรือก้าวหน้าน้อยที่สุด ซึ่งตรงกันข้ามกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินั้นมีความแข็งเป็นอย่างมาก ทั้งนี้พึงสังเกตว่าการที่ศาสตร์ทางด้านสังคมและมนุษย์มีความก้าวหน้าบรรลุเป้าหมายการทำนายและควบคุมได้ยาก ก็เป็นเพราะว่าศาสตร์สองด้านนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ และเป็นการศึกษาในลักษณะที่ตระหนักว่ามนุษย์มีศักดิ์ศรีและคุณค่าในความเป็นมนุษย์ ดังนั้นการจะใช้วิธีการศึกษาบางอย่างที่กระทำกับสิ่งมีชีวิตอื่นหรือไม่มีชีวิตก็ตามเช่นในทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจนำมาใช้ศึกษากับมนุษย์ได้ง่ายนัก เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้วก็ยังเป็นการล่วงละเมิดศีลธรรมจรรยาอีกด้วย
ในความเป็นจริงของปรากฎการณ์ธรรมชาตินั้นแม้ว่าเราจะมีความรู้บรรลุเป้าหมายถึงขั้นทำนายได้อย่างแม่นยำแต่เราก็ไม่อาจควบคุมมิให้เกิดปรากฎการณ์ทางธรรมชาตินั้นๆ ได้ เช่น มนุษย์ (โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์) อธิบายได้ว่าทำไมฟ้าจึงร้องและแลบ ภูเขาไฟจึงระเบิด แผ่นดินจึงไหว และยังสามารถทำนายได้อีกว่าฟ้าจะร้องและแลบเมื่อใด ภูเขาไฟจึงระเบิดเมื่อใด และแผ่นดินจะไหวเมื่อไร แต่มนุษย์ก็ยังไม่สามารถควบคุมมิให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น นั้นคือ ปรากฎการณ์บางอย่างยังอยู่เหนือวิสัยที่มนุษย์จะควบคุม (และไม่ควรจะควบคุมเป็นอย่างยิ่งนั่นเอง)
สรุป....
ระเบียบวิธีวิจัยเป็นสิ่งที่ใช้ศึกษาเพื่อค้นคว้าหาความรู้ความจริงแล้วสั่งสมเป็นองค์ความรู้ของศาสตร์ในแต่ละสาขา หรือศาสตร์ก็คือ ผลผลิตของการวิจัยและองค์ความรู้ของศาสตร์นั้นก็จะนำไปใช้เพื่อเป้าหมาย 4 ประการ ทั้งนี้เป้าหมาย 4 ประการนี้ แท้จริงก็คือเป้าหมายของการวิจัยนั้นเอง เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าความรู้ที่ได้จากการวิจัยในแต่ละครั้งก็จะใช้เพื่อเป้าหมายใดๆ ใน 4 เป้าหมายนี้ ดังจะเห็นว่าผลจากการดำเนินงานวิจัยบางเรื่องจะทำให้ได้ความรู้ ความจริงตามเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งเป้าหมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวิจัยในแต่ละครั้งและขึ้นอยู่กับเทคนิควีการวิจัยแต่ละประเภท เป็นสำคัญ เช่น งานวิจัยเชิงบรรยาย (Description research) จะทำให้ได้ความรู้ ความจริงในลักษณะอธิบาย ทำนาย และควบคุม เป็นต้น



