ความพิเศษของเรือ อยู่ที่ลักษณะอันไม่ได้สัดส่วน โดยขนาดของกราบเรือด้านซ้ายจะกว้างกว่าด้านขวา 24 เซนติเมตร

สัญลักษณ์แห่งเมืองเวนิส-2

โสภณ  เปียสนิท

...........................................

 

                ความพิเศษของเรือ อยู่ที่ลักษณะอันไม่ได้สัดส่วน โดยขนาดของกราบเรือด้านซ้ายจะกว้างกว่าด้านขวา 24 เซนติเมตร ดังนั้น เมื่อเรือลอยลำอยู่บนพื้นผิวน้ำ เรือจะเอียงไปข้างหนึ่งเสมอ และด้วยความที่เป็นเป็นเรือท้องแบนจึงทำให้เรือข้ามพ้นบริเวณที่มีระดับน้ำลึกเพียงไม่กี่เซ็นเมตรได้

                เรือชนิดนี้ถูกต่อขึ้นด้วยไม้ชนิดต่างๆ 8 ชนิด ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนต่างๆ 280 ชิ้น และ มีส่วนที่เป็นโลหะเพียง 2 ส่วน คือ ไอรอน ซึ่งอยู่ที่หัวเรือ และ ริสโซ ที่ติดตั้งอยู่บริเวณท้ายเรือ 

            ตามแบบดั้งเดิม เหล็กทีอยู่บริเวณหัวเรือ หรือ เปตตินี (pettini) นั้น เป็นส่วนประกอบเพื่อช่วยรักษาสมดุลตามแนวนอน ระหว่างตัวเรือกับน้ำหนักของคนแจวเรือ

               ตามธรรมเนียมนั้นต้องการให้เปตตีนีแสดงถึงจตุรัสทั้ง 6 แห่ง ซึ่งแบ่งเมืองเวนิสออก ส่วนเหล็กที่อยู่ด้านท้ายเรือแสดงถึงเกาะกิวเดกกา ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวเอสที่ควรจะโค้งงอตามแบบของคลองแกรนด์แคนัล ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสายหลักของนครที่ประกอบขึ้นด้วยเกาะแก่งต่าง ๆ 118 แห่งอย่างเวนิส จนกระทั้ง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา มีการสร้างห้องโดยสารเล็กๆ ที่เคลื่อนย้ายออกได้ บริเวณกลางลำเรือ เพื่อที่ช่วยปกป้องผู้โดยสารระหว่างฤดูกาลอันหนาวเหน็บ กระทั้งปัจจุบัน การต่อเรือแทบจะไม่เหมือนรูปแบบดั้งเดิม เมื่อลักษณะบางส่วนนั้นบดบังทัศนวิสัยของผู้โดยสาร ดังนั้นนักท่อเที่ยวจึงสังเกตเห็นน้อยมาก

                     มัคคุเทศก์แจ้งว่าตามกฎหมายแล้ว ทั่วทั้งเกาะมีเรือกอนโดลาแค่เพียง 400 ลำ ราคาตกลำละ 25,000 เหรียญยูโร หรือราวล้านบาทเศษ ประเทศญี่ปุ่นเคยจ้างทำแล้วนำไปแจวเล่นเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวบ้านเมืองเขาครับ หลายประเทศยึดเป็นตัวอย่าง เช่นที่มาเลเซีย สร้างเรือคล้าย ๆ กอนโดลาไว้ที่ เกนติ้งไฮแลนด์ และที่ทะเลสาบกลางเมืองหลวงใหม่ “ปุตราจายา”