วันนี้เวลา ๘.๓๐ น.ถึง ๑๒.๐๐ น.  สหกรณ์ออมทรัพย์ครูพิษณุโลกจำกัด  ได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน "มุฑิตาจิต" ให้กับข้าราชการครูเกษียณอายุราชการและครูที่สมัครในลาออกก่อนเกษียณ ที่หอประชุมศรีวชิราโชติ  มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามพิษณุโลก ส่วนทะเลแก้ว

       นอกจากพิธีสงฆ์แล้ว  เจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลกได้แสดงปาฐกถาธรรม  สรุปว่า "ครูมี ๓ ประเภทคือครูประจำบ้านหมายถึงพ่อแม่ ครูประจำสถานศึกษา และครูประจำใจหมายถึงพระพุทธ พระธรรม  และพระสงฆ์  และหลังจากเกษียณอายุในราชการแล้วไม่ควรเกษียณอายุตนเองควรทำบัญชีชีวิตอย่างมีเป้าหมายว่าจะให้รางวัลกับชีวิตอย่างไรบ้าง"

       ภายหลังการเจริญพุทธมนต์แล้ว  สหกรณ์ได้มอบของที่ระลึกคือกล่องดอกกล้วยไม้คนละ ๑ กล่อง ผู้เกษียณอายุทั้ง ๓๖๕ ท่าน  เข้าแถวเรียงหนึ่งเพื่อขึ้นรับมอบของที่ระลึกบนเวทีหอประชุม   ความรู้สึกว่าแออัดและแถวยาวเหยียดมาก  ฉันกำลังคิดในใจว่า "ออกกันได้ตั้งมากมายเชียวหรือนี่"

        "ครูออกกันตั้งมากมายอย่างนี้  แล้วใครจะสอนเด็กวะ"  เสียงจากชายหนุ่มคนหนึ่ง  ยืนอยู่ด้านข้าง ถือกล้องถ่ายรูป หน้าตาเอาจริง

         "ก็จะยากอะไร  ให้ผู้อำนวยการโรงเรียน นั่นแหละสอนแทน"  เสียงที่เป็นการโต้ตอบจากคุณครูคนหนึ่งที่เข้าแถวด้านหลังฉันเอง

         หลังจากพิธีรับของที่ระลึกแล้ว  มีการจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน  ฉันพบกับอาจารย์ที่เคยสอนฉันในระดับปริญญาโทท่านหนึ่ง "ฉันเดินไปสวัสดีทักทายอาจารย์  และไม่คิดว่าอาจารย์ท่านจะจำฉันได้"

         อาจารย์ตอบรับด้วยการยิ้มแย้มว่า "สบายดีครับ" แล้วอาจารย์ก็เดินจากไป  ครู่เดียวประมาณ ๒ - ๓ ก้าวอาจารย์เดินย้อนกลับมา "อย่างเธอไม่น่าจะลาออกนะ  แล้วครูภาษาอังกฤษที่ชำนาญการสอนหาง่ายเมื่อไหร่ละ"   แล้วอาจารย์พูดต่อว่า  "เออ..ครูว่าลาออกก็ดีเหมือนกัน  คิดอีกอย่างก็ยังไม่สายเกินไป  การทำงานที่ไหนก็ทำได้นะ  ยินดีด้วย"  รู้สึกดีใจที่เวลาผ่านไปนานหลายปีอาจารย์จำฉันได้

         ก่อนกลับบ้านฉันขับรถวนดูรอบ ๆ มหาวิทยาลัย "น่าอยู่ น่าเรียนมาก"  สภาพภูมิทัศน์เอื้ออำนวย  บรรยากาศสดชื่น สงบเงียบ คงเป็นความหวังของประเทศชาติในการผลิตบัณฑิตเป็นคนเก่งคนดีของสังคม ถ่ายภาพได้ไม่มากเพราะแบตเตอรี่ไม่พอ

         สหกรณ์มอบเงินกองทุนบำเหน็จให้แก่ครูที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ทั่วหน้ากัน  กระเป๋าเบ่งบานกลับบ้านพอจ่ายเป็นโบนัสให้แก่ลูกหลานได้ดีทีเดียว