ฟังก์ชันอุปสงค์ (demand function) คือ ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคมีความต้องการและความสามารถที่จะซื้อได้กับระดับราคาของสินค้านั้น โดยกำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อการบริโภคคงที่ (ไม่เปลี่ยนแปลง) ซึ่งรูปแบบทั่วไปในฟังก์ชันอุปสงค์ดังกล่าวจะสมมติในรูปของสินค้า X เขียนเป็นสัญลักษณ์ได้ว่า
Qxd = f (Px)
โดยที่ : Qxd คือ อุปสงค์ของสินค้า X
Px คือ ราคาของสินค้า X
f คือ ความสัมพันธ์หรือ ฟังก์ชั่น (function)
จะพึงสังเกตได้ว่า : ฟังก์ชันอุปสงค์ จะแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของสินค้าและบริการ (ตัวแปรตาม) กับระดับราคาของสินค้าและบริการ (ตัวแปรอิสระ) หมายถึงว่า ทุก ๆ ระดับของราคาจะมีปริมาณความต้องการและการเสนอซื้อสินค้าและบริการนั้น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ ไม่ได้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะของความสัมพันธ์ดังกล่าวของราคากับปริมาณว่าเป็นไปในทิศทางใด
กฎของอุปสงค์ (Law of Demand)
กฎของอุปสงค์ เป็นกฎที่อธิบายถึงพฤติกรรมทั่วไปของผู้บริโภคที่เกี่ยวเนื่องกับการตัดสินใจในการบริโภคเมื่อราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะบ่งชี้ถึง ทิศทางในการบริโภคว่าเป็นไปในลักษณะอย่างไร โดยมีสาระสำคัญของกฎว่า
“ปริมาณของสินค้าและบริการที่มีผู้บริโภคต้องการซื้อในขณะใดขณะหนึ่ง จะมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาสินค้าและบริการนั้น”
อธิบายขยายความได้ว่า : เมื่อสินค้าและบริการมีราคาสูงขึ้นผู้บริโภคจะซื้อสินค้าและบริการนั้นในปริมาณที่ลดลง และเมื่อสินค้าและบริการมีราคาลดลงผู้บริโภคจะซื้อสินค้าและบริการนั้นในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ที่เป็นไปในลักษณะนี้เกี่ยวเนื่องมาจากสาเหตุ ๓ ประการคือ
๑.ผลทางรายได้ (income effect) เป็นไปในลักษณะของการเปลี่ยนแปลงไปในรายได้แท้จริง (real income) เมื่อเทียบสัมพัทธ์ (เปรียบเทียบ) ก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงไปในราคาสินค้า เช่น
๑.๑ เมื่อราคาสินค้าและบริการนั้นลดลง : ผู้บริโภคจะมีความรู้สึกเหมือนกับว่า เขามีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม เกี่ยวเนื่องจาก รายได้จำนวนเท่าเดิมแต่มีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น เช่น นาย ก. มีเงิน ๑๐๐ บาท ต้องการซื้อทุเรียนราคาลูกละ ๒๕ บาท จะซื้อได้ ๔ ลูก หากว่าราคาของทุเรียนลดลงเป็นลูกละ ๒๐ บาท ในกรณีนี้นาย ก. จะซื้อทุเรียนได้ ๕ ลูก จากจำนวนเงินเท่าเดิมคือ ๑๐๐ บาท ในตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงรายได้ตัวเงินเท่าเดิม แต่รายได้แท้จริง (อำนาจซื้อ) เพิ่มขึ้น
๑.๒ เมื่อราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น : ผู้บริโภคจะมีความรู้สึกเหมือนกับว่า เขามีรายได้ลดลงจากเดิม เกี่ยวเนื่องจาก รายได้จำนวนเท่าเดิมแต่มีอำนาจซื้อลดลง เช่น นาย ก. มีเงิน ๑๐๐ บาท ต้องการซื้อทุเรียนราคาลูกละ ๒๕ บาท จะซื้อได้ ๔ ลูก หากว่าราคาของทุเรียนเพิ่มขึ้นเป็นลูกละ ๕๐ บาท ในกรณีนี้นาย ก. จะซื้อทุเรียนได้ ๒ ลูก จากจำนวนเงินเท่าเดิมคือ ๑๐๐ บาท ในตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงรายได้ตัวเงินเท่าเดิม แต่รายได้แท้จริง (อำนาจซื้อ) ลดลง
๒. ผลทางการทดแทนกัน (substitution effect) เป็นไปในลักษณะของการเทียบสัมพัทธ์ (เปรียบเทียบ) กันของสินค้าที่ทดแทนกันได้ เมื่อราคาสินค้าหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป เช่น
๒.๑ เมื่อราคาสินค้าและบริการชนิดนั้นลดลง : ในขณะที่ราคาของสินค้าชนิดอื่นซึ่งใช้ทดแทนสินค้านั้นมีราคาคงที่ ผู้บริโภคจะมีความรู้สึกว่า สินค้านั้นถูกลงหรือมองว่าสินค้าชนิดอื่นซึ่งใช้ทดแทนสินค้านั้นได้มีราคาแพงขึ้นเมื่อเทียบโดยสัมพัทธ์ จึงทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าชนิดนั้นเพิ่มขึ้น เช่น นาย ก. มีเงิน ๒๐ บาท แบ่งไปซื้อปากกาและดินสอ เพื่อเอาไว้เขียนหนังสือ โดยปากกาแท่งละ ๕ บาท นาย ก. ซื้อ ๓ แท่ง และซื้อดินสอแท่งละ ๑ บาท ได้ ๕ แท่ง
หากปากการาคาลดลงเหลือด้ามละ ๓ บาท ในขณะที่ราคาดินสอเท่าเดิม นาย ก.ก็จะซื้อปากกาเพิ่มขึ้น สมมติ ซื้อปากกาเพิ่มเป็น ๖ แท่ง และจะซื้อดินสอลดลงเหลือ ๒ แท่ง ตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นถึง ผลของราคาสินค้าที่ชนิดหนึ่งลดลง ในขณะที่อีกชนิดหนึ่งที่ทดแทนกันได้มีราคาเท่าเดิม ผู้บริโภคก็จะมองว่า ถึงแม้สินค้าชนิดอื่นที่ทดแทนกันได้จะราคาเท่าเดิม แต่เสมือนราคาที่สูงขึ้นเมื่อเทียบโดยสัมพัทธ์ (เปรียบเทียบ) กับราคาสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่ราคาลดลง
๒.๒ เมื่อราคาสินค้าและบริการชนิดนี้เพิ่มขึ้น : ในขณะที่ราคาของสินค้าชนิดอื่นซึ่งใช้ทดแทนสินค้านั้นมีราคาคงที่ ผู้บริโภคจะมีความรู้สึกว่า สินค้านั้นแพงขึ้นหรือมองว่าสินค้าชนิดอื่นซึ่งใช้ทดแทนสินค้านั้นได้มีราคาถูกลงเมื่อเทียบโดยสัมพัทธ์ จึงทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าชนิดนั้นลดลง เช่น นาย ก. มีเงิน ๒๐ บาท แบ่งไปซื้อปากกาและดินสอ เพื่อเอาไว้เขียนหนังสือ โดยปากกาแท่งละ ๕ บาท นาย ก. ซื้อ ๓ แท่ง และซื้อดินสอแท่งละ ๑ บาท ได้ ๕ แท่ง
หากปากการาคาเพิ่มขึ้นเป็นด้ามละ ๗ บาท ในขณะที่ราคาดินสอเท่าเดิม นาย ก.ก็จะซื้อปากกาลดลง สมมติ ซื้อปากกาลดลงมาเป็น ๒ แท่ง และจะซื้อดินสอเพิ่มขึ้นเป็น ๖ แท่ง ตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นถึง ผลของราคาสินค้าที่ชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น ในขณะที่อีกชนิดหนึ่งที่ทดแทนกันได้มีราคาเท่าเดิม ผู้บริโภคก็จะมองว่า ถึงแม้สินค้าชนิดอื่นที่ทดแทนกันได้จะราคาเท่าเดิม แต่เสมือนราคาถูกลงเมื่อเทียบโดยสัมพัทธ์ (เปรียบเทียบ) กับราคาสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่ราคาแพงขึ้น
๓. กฎว่าด้วยการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (law of diminishing marginal utility) ที่ระบุไว้ว่า ในขณะใดขณะหนึ่งการบริโภคสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นในแต่ละหน่วย จะให้ความพึงพอใจลดลงมาเรื่อย ๆ เช่น นาย ก. ชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่งโดยจ่ายค่าตั๋วในราคา ๑๐๐ บาท ซึ่งนาย ก. ได้รับความพึงพอใจในการบริโภคสูงสุดในขณะนั้น แต่ถ้าหากจะให้นาย ก. ไปดูเรื่องเดิมในรอบต่อ ๆ ไปนั้น นาย ก. พึงประสงค์จ่ายค่าตั๋วในรอบต่อ ๆ ไปน้อยกว่า ๑๐๐ บาท เกี่ยวเนื่องจาก ระดับของความพึงพอใจในการบริโภค ( ชมภาพยนตร์) ของนาย ก. ก็จะลดลงมาเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน