แม้จะไม่มีนโยบายแยกส่วนออกเป็นนโยบายส่วนของสภามหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ แต่สภาฯ ควรมี “นโยบายการทำงานของสภาฯ” เพื่อแสดงความเป็น strong board หรือ Good Governance ให้กลไกตรวจสอบ Good Governance ระดับประเทศเข้ามาตรวจสอบได้
ในการประชุมคณะกรรมการกิจการสภามหาวิทยาลัยของ ม. มหิดล ครั้งหนึ่ง มีผู้หยิบยกประเด็นขึ้นมาว่า ยังไม่มีนโยบายของสภามหาวิทยาลัย มีแต่นโยบายของมหาวิทยาลัย
จึงต้องทำความเข้าใจร่วมกันว่า เราไม่มีนโยบายแยกส่วน นโยบายของมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นนโยบายที่กำหนดร่วมกันโดยผู้ปฏิบัติงาน ฝ่ายบริหาร และสภามหาวิทยาลัย โดยสภาฯ เป็นองค์กรที่อนุมัตินโยบายนั้น ซึ่งหมายความว่า สภาฯ รับผิดชอบเต็มที่ต่อนโยบายนั้น หากเกิดผลสำเร็จหรือผลลบขึ้น
นโยบายของมหาวิทยาลัยมีนโยบายเดียว เป็น shared vision และ shared responsibility โดยที่ผู้รับผิดชอบสุดท้ายคือสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นกลไกรับผิดชอบสูงสุด
นโยบายเป็นเรื่องใหญ่ ภาพรวม มองที่ประโยชน์ของสังคมประเทศชาติเป็นเป้าหมายหลัก แต่ก็มีส่วนรับผิดชอบต่อความสุขในการทำงาน และการเรียนรู้และเติบโต (Learning and Growth) ของผู้ปฏิบัติงานด้วย โดยในการตั้งเป้าหมายขององค์กรนั้น ต้องมีเป้าหมายที่สมดุลระหว่างเป้าหมายหลากหลายด้านไปพร้อมๆ กัน ที่เรียกว่า Balanced Scorecard และเป้าหมาย Learning and Growth ของสมาชิกและขององค์กร เป็นเป้าหมายสำคัญเป้าหมายหนึ่ง
แม้จะไม่มีนโยบายแยกส่วนออกเป็นนโยบายส่วนของสภามหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ แต่สภาฯ ควรมี “นโยบายการทำงานของสภาฯ” เพื่อแสดงความเป็น strong board หรือ Good Governance ให้กลไกตรวจสอบ Good Governance ระดับประเทศเข้ามาตรวจสอบได้ หากเราทำได้ดี ก็จะได้รับการยกย่อง เป็นชื่อเสียงด้านหนึ่งของมหาวิทยาลัย ขณะนี้เรายังไม่มีข้อเขียนนั้นอย่างเป็นทางการ ที่จริงมีแต่กระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆ ยังไม่ได้รวบรวมเขียนให้เป็นเรื่องเป็นราว
วิจารณ์ พานิช
๑๘ ส.ค. ๕๓
ขอคิดด้วยคน
ตามที่ท่านศ.นพ.วิจารย์ ได้กล่าวว่านโยบายสภามหาวิทยาลัยกับนโยบายการบริหารของอธิการบดีเป็นเรื่องเดียวกันไม่ควรแยกออกจากกันนั้น อย่าโกรธกันนะครับอาจารย์ผมก็ศรัทธาในความเป็นนักบริหารและนักคิดของท่าน แต่ผมคิดว่านโยบายสภามหาวิทยาลัยควรจะมาจากกึ๋นของประธานและกรรมการสภาทุกคนที่ได้รับการยอมรับว่ามีภูมิรู้ ภูมิธรรม และภูมิปัญญา พร้อมประสบการณ์ด้านการบริหารการศึกษา เข้าใจอดีต เรียนรู้ปัจจุบัน และสามารถคาดการเกี่ยวกับพัฒนาการศึกษาของโลก ที่จะส่งผลกระทบต่อภูมิภาค ต่อประเทศ และมหาวิทยาลัยในที่สุด สภามหาวิทยาลัยจึงควรกำหนดเป็นนโยบายและแนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัยในระยะยาวเกินกว่า 5 ปีขึ้นไปอาจจะเป็น 10-20 ปีก็ได้ ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของนายกและคณะกรรมการที่ได้ชื่อว่าผู้ทรงคุณวุฒิเอง นโยบายจากสภาควรจะเปิดโอกาสให้บุคคลากรภายในมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นด้วย แต่ต้องไม่ลืมดู พรบ.ในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยด้วยซึ่งแตกต่างกัน และความคาดหวังของประชาชนจากภายนอกมหาวิทยาลัยด้วยในฐานะเจ้าของภาษีที่จ่ายให้กับมหาวิทยาลัยว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้มีส่วนช่วยในการพัฒนาท้องถิ่น สังคม และประเทศได้อย่างไรบ้าง คุ้มกับภาษีที่จ่ายไปหรือไม่ เมื่อสภาฯกำหนดนโยบายออกมาแล้ว ก็สามารถนำมาเป็นกรอบให้กับผู้ที่ต้องการสมัครมาเป็นอธิการบดีได้ทำการกำหนดนโยบายการบริหารใน 4 ปีที่จะเข้าเป็น ซึ่งนโยบายและแผนพัฒนามหาวิทยาลัยระยะ 4 ปีที่เข้ามาเป็นอธิการต้องมีความสอดคล้องกับนโยบายมหาวิทยาลัยที่กำหนดโดยสภาฯตั้งแต่เริ่มต้น และมีการรายงานผลการดำเนินงานให้สภารับทราบเป็นรายไตรมาส รายครึ่งปี รายปีก็ได้ก็ได้แต่นานไปเกิดปัญหาขึ้นมาจะแก้ไม่ทัน สิ้นปีสภาฯก็ต้องประเมินผลการปฏิบัติงานของอธิการบดีว่าเป็นไปตามนโยบายสภาฯมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ผมว่าเรื่องนี้เรื่องใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องหารือร่วมกัน ถ้าต่างคนต่างคิด การศึกษาของชาติเราแย่แน่นอน ในประเทศที่มีระบบการศึกษาดีๆเขาจะให้ความสำคัญกับสภามหาวิทยาลัยสูงมาก แต่ของเราตัวนายกและผู้ทรงคุณวุฒิในสภาฯแต่ละคนแต่ละมหาวิทยาลัยยังเข้าใจแตกต่างกันเลย ไม่มีข้อตกลงในกรอบการกำหนดนโยบายสภาฯว่าควรจะเป็นอย่างไร? อย่าลืมว่าสถาบันการศึกษาเป็นปัญญาของประเทศ คิดว่าควรมีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งขึ้นมารับผิดชอบให้ชัดเจนเพื่อศึกษาบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของสภามหาวิทยาลัยในโลกว่าประเทศที่มีคุณภาพด้านการศึกษาเขามีบทบาทและหน้าที่อย่างไร ผมยอมรับว่าคุณภาพไม่มีดีที่สุดในโลกแต่จะถูกพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ในช่วงเริ่มต้นควร Benchmarking กับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกละครับว่าสภาฯเขาทำกันอย่างไร การศึกษาของชาติเขาจึงเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว